เมื่อนกกระจอกขึ้นกิ่งหงส์ แต่สามีสูงส่งกลับเป็นคนวิปลาส!

74.0K · อัพเดทล่าสุด
อวิ๋นมาวเฟย
19
บท
70
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

อาเหมยเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าในดินแดนชายแดนอันห่างไกล ทว่าวันนั้น นางกลับบังเอิญช่วยชีวิตบุรุษผู้หนึ่งเอาไว้ บุรุษหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามราวเซียนหลุดลงมาจากสรวงสวรรค์ เพราะลุ่มหลงในใบหน้าอันหล่อเหลา นางจึงพาเขากลับมาดูแลที่บ้าน แม้บุรุษผู้นั้นจะสูญเสียความทรงจำ แต่กิริยาวาจากลับสุภาพอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยมารยาท ยามนอนร่วมเตียงเดียวกัน เขาก็ไม่เคยล่วงเกินนางแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้ดีว่าชีวิตของนางยากลำบาก จึงคอยลากขาที่พิการช่วยนางทำงานอยู่เสมอ อาเหมยตกหลุมรักเขา และหวังว่าสักวันจะได้ร่วมผูกผมเป็นสามีภรรยากับเขา โชคดีที่สวรรค์เมตตา สุดท้ายนางก็ได้แต่งงานกับเขาจริงๆ จากหญิงฆ่าหมูแห่งชายแดน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งซื่อจื่อเฟยแห่งตำหนักรุ่ยอ๋อง พลิกชะตาจากนกกระจอกบนพื้นดิน กลายเป็นหงส์สูงศักดิ์ในชั่วข้ามคืน ผู้คนรอบข้างต่างพากันอิจฉาและกล่าวว่า กู้เหมยฮวาช่างโชคดีเหลือเกินที่คว้ากิ่งหลิวสูงส่งนี้มาครอง ต่อให้ถูกเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ค่อนแคะนินทาว่าหยาบช้าไร้การศึกษา กู้เหมยฮวาก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ ในเมื่อนางและเซี่ยจิ่งหลานรักใคร่กัน เหตุใดต้องสนคำพูดของผู้อื่น กระทั่งวันหนึ่ง นางได้เห็นธาตุแท้อันเย่อหยิ่งและเย็นชาของเขา “ก็แค่หญิงชาวบ้านผู้หยาบกระด้างคนหนึ่ง จะเอาอะไรไปเทียบกับกู้ชิงเหอได้” มิน่าเล่า... ไม่ว่านางจะพยายามเพียงใดก็ไม่เคยตั้งครรภ์เสียที ที่แท้เขารังเกียจนางถึงเพียงนี้ รังเกียจจนไม่อยากมีบุตรร่วมสายเลือดกับนาง ถึงขั้นดื่มยาห้ามบุตรก่อนร่วมอภิรมย์ทุกครั้ง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางจากไปเสียยังจะดีกว่า เพื่อเปิดทางให้เขาและสตรีในดวงใจได้ครองคู่กันสมปรารถนา ทว่านางกลับคาดไม่ถึงว่า หลังจากเขียนหนังสือหย่าแล้ว ตนเองจะถูกเขาจับกุมขังเอาไว้ บุรุษผู้เคยอ่อนโยนดั่งหยกเนื้อดีในวันวาน บัดนี้ได้ฉีกหน้ากากจอมปลอมทิ้งจนหมดสิ้น เขากักขังนางไว้ด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและแข็งกร้าว กู้เหมยฮวาจึงได้ตระหนักในตอนนั้นเองว่า นางไปยั่วคนเสียสติเข้าแล้วจริงๆ หลังพยายามหลบหนีแล้วถูกจับกลับมา นางมองเงาร่างที่ค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความหวาดกลัว พลางถดกายหนีไปด้านหลัง ทว่าอีกฝ่ายกลับคว้าข้อเท้านางเอาไว้แน่น ตรวนเย็นเยียบถูกสวมลงบนข้อเท้า นัยน์ตาของบุรุษตรงหน้าเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและมืดมน เขาก้มลงบีบคางนางให้เงยหน้าขึ้นรับสัมผัส ริมฝีปากร้อนรุ่มประทับลงบนลำคอ น้ำเสียงเย็นเยียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความคลั่งไคล้จนแทบเสียสติ “อาเหมย... เจ้าคิดจะหนีไปที่ใด?” “ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากมีลูกกับข้าหรือ? เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าให้สมปรารถนาเอง”

นิยายรักโรแมนติกนิยายจีนโบราณท่านอ๋องดราม่าจีนโบราณโรแมนติกแต่งงานก่อนรักพาลูกกหนีหลังหย่าตามง้อความอยากเป็นเจ้าของ

บทที่ 1 ช่างไร้เหตุผลนัก! เขาเป็นถึงซื่อจื่อแห่งรุ่ยอ๋อง ไยต้องมาอยู่ในคอกแพะด้วย!

สายลมและเม็ดทรายแห่งแดนเหนือทั้งหยาบกระด้างและชวนอึดอัด พายุหนาวพัดกระแทกประตูไม้เก่าๆ ที่ไม่แข็งแรงนัก จนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่หยุด

เซี่ยจิ่งหลานไม่เคยนอนอยู่ในที่พักอันทรุดโทรมเช่นนี้มาก่อน ต่อให้เป็นคอกม้าในจวนรุ่ยอ๋องยังดูดีกว่าเสียอีก หลังคาส่งเสียงครวญราวกับรับน้ำหนักไม่ไหว ประหนึ่งว่าอีกเพียงครู่เดียวก็จะถูกลมแรงพัดปลิวหายไป

บาดแผลที่ขาเริ่มปวดหนึบขึ้นมาอีกครั้ง ตอนเที่ยงเขากินเพียงแค่แผ่นแป้งแข็งกระด้างไปครึ่งชิ้น ทั้งหนาวทั้งหิว จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใด

ระหว่างครึ่งหลับครึ่งตื่น เขารับรู้ได้ว่ามีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาใกล้เข้ามา หัวใจพลันตื่นตัวทันที นึกว่าเป็นนักฆ่าตามมาถึงที่นี่ จึงแสร้งทำเป็นยังหลับสนิท ทว่าในความเป็นจริง กล้ามเนื้อทั่วร่างกลับเกร็งแน่น มือทั้งสองที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ

วันนี้อาเหมยฆ่าหมูได้น้อย จึงกลับบ้านเร็วกว่าปกติ เมื่อเข้ามาเห็นว่าอีกฝ่ายยังหลับอยู่ นางก็อดยืนมองอยู่ข้างเตียงอีกสักพักไม่ได้

เซี่ยจิ่งหลานมีใบหน้างดงามราวเทพเซียน รูปโฉมโดดเด่นสง่างาม แม้ยามนี้จะสวมเพียงชุดผ้าหยาบเก่าๆ ก็ยังไม่อาจบดบังความหล่อเหลานั้นได้

ในเมืองหลวง เขาคือบุรุษที่บรรดาคุณหนูสูงศักดิ์ต่างหมายปอง แต่ไม่เคยมีใครกล้าจ้องมองเขาอย่างเสียมารยาทเช่นนี้มาก่อน

แต่อาเหมยไม่เข้าใจเรื่องฐานันดรศักดิ์หรือชนชั้นสูงต่ำ นางรู้เพียงว่า คนผู้นี้คือนางช่วยชีวิตเอาไว้ ในเมื่ออยากมอง เช่นนั้นก็มองได้อย่างเปิดเผย

ขณะกำลังมองอยู่ นางเห็นเหงื่อบางๆ ผุดขึ้นที่หน้าผากของเขา คิดว่าคงเป็นเพราะขาที่หักกำลังปวดอีกแล้ว จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าจะช่วยซับเหงื่อให้

ทว่าในพริบตาถัดมา ข้อมือของนางกลับถูกกระชากอย่างแรงแล้วบิดไปด้านหลัง ความเจ็บแล่นขึ้นทันที ร่างทั้งร่างถูกกดลงบนเตียงอย่างแรง

อาเหมยดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด รีบร้องขึ้นว่า “สือชีเป็นข้าเอง!”

ทันทีที่สิ้นเสียง คนด้านหลังก็ปล่อยมือ

“ขออภัย”

ความจริงแล้ว ตั้งแต่อาเหมยจ้องมองเขา เซี่ยจิ่งหลานก็รู้แล้วว่าเป็นใคร เขาจงใจทำเช่นนี้เอง ใครใช้ให้นางกล้าจ้องเขาไม่วางตา เขาเพียงอยากสั่งสอนนางเล็กน้อยเท่านั้น

แต่อาเหมยไม่รู้เรื่องพวกนี้ นางเพียงคิดว่า ก่อนสูญเสียความทรงจำ เขาคงเคยถูกทำร้ายมามาก จึงได้ระแวดระวังแม้ยามหลับเช่นนี้

นางคลึงข้อมือที่ยังปวดอยู่เล็กน้อย พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักว่า

“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากเช็ดเหงื่อให้เจ้าเท่านั้น”

เซี่ยจิ่งหลานไม่มีทางเชื่อคำพูดของนาง วันนั้นเขาเห็นกับตาตัวเองว่า หญิงสาวผู้กล้าบ้าบิ่นคนนี้ถึงกับสวมชุดนอนของเขาเข้านอน นางต้องกำลังคิดไม่ซื่อกับเขาแน่

ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ เซี่ยจิ่งหลานก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ก็เป็นเพียงหญิงฆ่าหมูบ้านนอกผู้หยาบกระด้างคนหนึ่งเท่านั้น

เขาคือซื่อจื่อแห่งจวนรุ่ยอ๋อง บิดาของเขาเป็นพระอนุชาร่วมอุทรเดียวกันกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ตั้งแต่กำเนิดมาก็นับเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ไม่เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้มาก่อนในชีวิต

หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้ได้รับพระบัญชาให้เดินทางมายังแดนเหนือเพื่อตรวจการกองทัพ และสืบคดีลักลอบค้าอาวุธจนถูกลอบเล่นงาน เขาจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร

ครึ่งปีก่อน ระหว่างที่กองทัพเจิ้นเป่ยซึ่งประจำการอยู่ ณ ด่านเจียอวี้กวนทำศึกกับซีหรง พวกเขากลับพบว่า หน้าไม้ที่ฝ่ายศัตรูใช้นั้น เป็นรูปแบบเดียวกับอาวุธที่ผลิตโดยกรมอาวุธแห่งต้าซี เพียงแต่ตราสลักบนตัวอาวุธถูกขัดลบออกไปอย่างลวกๆ เท่านั้น

แม่ทัพใหญ่เว่ยเจิงตระหนักได้ทันทีว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด จึงลอบส่งฎีกาเข้าวัง หลังฮ่องเต้ทรงทราบเรื่อง ก็รีบส่งเซี่ยจิ่งหลานออกสืบสวนอย่างลับๆ ทันที

เขาสืบจากกรมอาวุธเรื่อยมาจนถึงเหลียงโจว จึงพบว่าที่แห่งนี้อำนาจการปกครองตกอยู่ในมือผู้อื่นมานาน อิทธิพลจากหลายฝ่ายเกี่ยวพันกันซับซ้อน จนการฉ้อฉลฝังรากลึก และผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดก็คือฟางรุ่ยถง เจ้าเมืองเหลียงโจว

หลังเขาหาหลักฐานความผิดได้ ก็ถูกลอบเล่นงานทันที แต่ฟางรุ่ยถงคงไม่มีทางคาดคิดว่า เขาจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ มอบหลักฐานให้หน่วยองครักษ์ลับนำกลับเมืองหลวงเพื่อถวายรายงานต่อฮ่องเต้ ต่อให้พวกไล่ล่าจะตามหาเขาเจอ ก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว

การปรากฏตัวของหญิงสาวผู้นี้ก็บังเอิญเกินไปเช่นกัน ตอนนั้นเขาได้รับบาดเจ็บ ตกลงไปในแม่น้ำและถูกกระแสน้ำพัดพาไป กว่าจะฟื้นขึ้นมา ก็พบว่าตนอยู่ในเรือนของหญิงผู้นี้แล้ว

เดิมทีเขาคิดว่าตนคงถูกคนใจดีช่วยชีวิตไว้ แต่ทันทีที่หญิงสาวเปิดปากพูด กลับใช้ภาษากลางอย่างชัดเจน

ที่นี่คือชายแดนเหนือ ห่างจากเมืองหลวงไกลนับพันลี้ ต่อให้เป็นขุนนางที่มาประจำอยู่ที่นี่นานๆ ยังเผลอติดสำเนียงแดนเหนือกันทั้งนั้น แต่หญิงฆ่าหมูธรรมดาคนหนึ่งกลับสามารถพูดภาษากลางกับเขาได้

เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ เขาจึงจำต้องแกล้งสูญเสียความทรงจำ และเล่นงิ้วไปกับนาง เมื่อคิดถึงตรงนี้ เซี่ยจิ่งหลานก็ลากขาที่หักพิงหัวเตียง พลางตัดสินใจว่าจะอดทนไปก่อนชั่วคราว

แผ่นไม้ใต้เตียงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนรำคาญ อาเหมยรีบยื่นมือมาพยุงเขา ดวงตาคู่สวยเป็นประกายสดใส เต็มไปด้วยความยินดี

“วันนี้ข้าไปช่วยท่านเจ้าบ้านสกุลหลี่ฆ่าหมู เขาเลยยกเครื่องในที่ไม่เอาให้ข้า เย็นนี้พวกเราจะได้กินเนื้อกันแล้ว”

อาเหมยดีใจมาก นอกจากค่าแรงแล้ว เครื่องในเหล่านี้ถือเป็นของที่เจ้าของหมูแถมให้เป็นครั้งคราว ไม่ใช่ว่าจะหาได้บ่อยๆ

แต่เซี่ยจิ่งหลานเติบโตมาท่ามกลางความหรูหรา ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องในคืออะไร แล้วจะเคยกินของต่ำต้อยเช่นนี้ได้อย่างไร เพียงแค่ได้ยินก็รู้สึกสกปรกแล้ว

“ไม่ต้อง ข้ากินแผ่นแป้งก็พอ”

อาเหมยคิดว่าเขาเพียงเกรงใจ จึงกล่าวขึ้นว่า “วางใจเถอะ เนื้อมีเยอะพอ พวกเราสองคนกินอิ่มแน่นอน”

เวลานี้ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว หลังพูดจบ นางก็ออกไปจัดการงานต่อ

อาเหมยเป็นเด็กกำพร้า บิดามารดาถูกชาวซีหรงสังหารตั้งแต่นางยังเล็ก ฐานะทางบ้านจึงยากจน มีเพียงกระท่อมไม้สามห้องเท่านั้น ใต้เพิงหญ้าในลานเรือนมีแพะผูกไว้อยู่ตัวหนึ่ง

เดิมทีมีอยู่สองตัว แต่เพื่อรักษาขาของสือชี นางจึงขายไปแล้วตัวหนึ่ง

เรื่องนี้ทำให้สือชีรู้สึกผิดมาก เขาบอกว่าหากขาหายดีเมื่อไร จะออกไปหาเงินแล้วซื้อแพะให้นางสิบตัว

อาเหมยฮัมเพลงพื้นบ้านของแดนเหนือเบาๆ พลางให้อาหารแพะและใช้ขี้เถ้าไม้ล้างไส้หมูอยู่ในลานเรือน ท่าทางคล่องแคล่วชำนาญมือ

นางทำงานได้คล่องแคล่วชำนาญมือ แม้รูปร่างจะดูบอบบาง ทว่ายามลงมีดกลับทั้งแม่นยำและเฉียบขาด เป็นมือหนึ่งของหมู่บ้านเรื่องฆ่าหมูเชือดแพะ

หลายครอบครัวมักจ้างนางไปช่วยฆ่าหมูเชือดแพะในช่วงปีใหม่ เพราะนอกจากหน้าตาจะงดงามแล้ว ฝีมือการทำงานของนางก็ยังยอดเยี่ยม

ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีผู้คิดไม่ซื่อกับนาง เพียงแต่คนที่กล้าเอ่ยวาจาแทะโลม ล้วนถูกอาเหมยถือมีดฆ่าหมูไล่ตะเพิดกลับไปจนหมด

เรือนไม้หลังนี้ทรุดโทรมมานาน กระดาษปิดหน้าต่างถูกลมพัดจนขาดเป็นช่องใหญ่

เซี่ยจิ่งหลานนั่งอยู่บนเตียง มองอาเหมยทำความสะอาดเครื่องในอยู่ในลานเรือน ราวกับได้กลิ่นเหม็นคาวลอยเข้ามาแล้วจริงๆ

กระทั่งถึงมื้อเย็น บนโต๊ะมีผัดเครื่องในหมูชามใหญ่ที่มันวาวน่ากินวางอยู่ อีกด้านเป็นหมั่นโถวธัญพืชสีหม่นๆ ดูไม่น่ากินนัก

อาเหมยยิ้มพลางเลื่อนชามผัดเครื่องในไปทางเซี่ยจิ่งหลาน

“กินสิ หอมมากเลยนะ แต่ละปีก็มีแค่ช่วงใกล้ปีใหม่แบบนี้แหละถึงจะได้กิน”

ในใจเซี่ยจิ่งหลานรังเกียจเต็มทน แต่ภายนอกกลับขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสุภาพอ่อนโยน ก่อนผลักชามกลับไป

“อาเหมย ช่วงนี้เจ้าลำบากนัก กินเยอะหน่อยเถอะ ข้ากินแค่หมั่นโถวก็พอ”

พูดจบ เขาก็หยิบหมั่นโถวแป้งหยาบแข็งโป๊กขึ้นมากัดคำหนึ่ง คุณชายจิ่งหลานผู้สูงศักดิ์แทบถูกแป้งแข็งๆ นั่นทำเอาสำลักตาย

อาเหมยเห็นแม้แต่ยามเขาขมวดคิ้วยังดูงดงาม ก็อดสงสารขึ้นมาไม่ได้ รีบหยิบถ้วยชาที่บิ่นมารินน้ำให้เขา เซี่ยจิ่งหลานดื่มน้ำเย็นตามลงไป ถึงค่อยกลืนหมั่นโถวคำเมื่อครู่ลงคอได้

“อย่ามัวเกรงใจข้าเลย เอาเนื้อกินคู่กัน แบบนี้จะได้ไม่ฝืดคอ

นางพูดพลางผ่าหมั่นโถวออก แล้วคีบผัดเครื่องในหมูหอมฉุยใส่เข้าไปสองตะเกียบใหญ่ จากนั้นก็ตักน้ำราดลงไปอีกหนึ่งช้อน หมั่นโถวแข็งๆ จึงอ่อนนุ่มลงเล็กน้อย

อาเหมยไม่ฟังคำปฏิเสธ ยัดหมั่นโถวใส่มือเซี่ยจิ่งหลานอย่างเด็ดขาด นางคิดว่าคนผู้นี้คงมาจากแผ่นดินจงหยวนแน่ๆ ผิวหน้าบางเสียยิ่งกว่าอะไร จะมีคนที่ไม่ชอบกินเนื้อได้อย่างไร

เซี่ยจิ่งหลานปฏิเสธไม่ได้ จึงฝืนกัดลงไปคำหนึ่ง สีหน้าดูลำบากใจอยู่บ้าง ทว่ารสชาติกลับไม่ได้แย่อย่างที่คิด เขาจึงกัดอีกคำ แล้วก็คำแล้วคำเล่า

หลังมื้ออาหาร อาเหมยยังต้องออกไปซักผ้าท่ามกลางความมืด ผ้าถือเป็นของมีค่า นางมีเสื้อผ้าอยู่เพียงสองชุดเท่านั้น

ตอนเก็บเซี่ยจิ่งหลานกลับมา เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยคราบเลือด หลังซักทำความสะอาดแล้ว อาเหมยจึงทำได้เพียงให้เขาใส่เสื้อผ้าของนาง โชคดีที่เสื้อชั้นในตัวค่อนข้างหลวม เพียงแค่แขนสั้นไปหน่อยเท่านั้น ส่วนเสื้อผ้าของอาเหมยเอง เมื่อถอดซักแล้ว นางก็ได้แต่สวมเสื้อของเซี่ยจิ่งหลานแทน

ดินแดนเหนือทั้งหนาวเหน็บและขาดแคลนทรัพยากร บางครอบครัวถึงขั้นใช้เสื้อผ้าร่วมกันทั้งเรือนด้วยซ้ำ จะเอาความพิถีพิถันจากที่ไหนได้

แต่เนื้อผ้านั้นนุ่มละเอียด เพียงมองก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่า หลังอาเหมยใส่เพียงครั้งเดียวก็รีบเปลี่ยนกลับคืน จากนั้นจึงเย็บชุดใหม่ให้เขาอีกชุด

เซี่ยจิ่งหลานไม่รู้เรื่องนี้ เขากลับคิดว่านางกำลังทำเพราะรู้สึกผิดเสียมากกว่า

“สือชี เอาเสื้อผ้าที่เปลี่ยนแล้วให้ข้าเถอะ”

เซี่ยจิ่งหลานกำลังเช็ดตัวอยู่ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าประตู จึงรีบสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

เทียนไขนั้นมีราคาแพง ปกติอาเหมยเสียดายจนไม่กล้าจุด มีเพียงห้องของเซี่ยจิ่งหลานเท่านั้นที่มีแสงเทียน

ภายใต้แสงเทียนสีเหลืองสลัว อาเหมยเห็นเสื้อคลุมของเขาเปิดออกเล็กน้อย เผยผิวขาวซีดที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราวอยู่ด้านใน ผิวเนียนละเอียดราวหยกชั้นดี

นี่คือเสื้อชั้นในของเซี่ยจิ่งหลานเอง ทำจากไหมสวรรค์ชั้นเลิศ เนื้อนุ่มสบายผิว ไม่หยาบกระด้างเหมือนผ้าป่าน หากไม่จนทางเลือกจริงๆ เขาไม่มีวันสวมเสื้อผ้าที่คนอื่นเคยใส่มาก่อนแน่

ยามนี้เนื้อผ้าชุ่มไอน้ำแนบติดกับลำตัว เผยให้เห็นแผงอกแน่นกระชับและเอวสอบแข็งแรง บรรยากาศภายในกระท่อมไม้คับแคบและมืดสลัวจึงยิ่งดูคลุมเครือชวนใจเต้น

รูปร่างของเขาไม่ได้บอบบางอย่างที่เห็นภายนอก อาเหมยเคยเห็นมาแล้วตอนช่วยเช็ดตัวให้เขา

แต่ต่างจากบุรุษแดนเหนือที่มักกำยำหยาบกร้าน ร่างกายของเขากลับมีกล้ามเนื้อได้สัดส่วน งดงามอย่างพอเหมาะพอดี

เซี่ยจิ่งหลานรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวม พลางด่านางในใจว่าช่างไร้ยางอาย ถึงกับจ้องเขาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ แต่อาเหมยกลับคิดว่าเขากำลังเขินอาย นางจึงหัวเราะพลางเอ่ยแซว

“จะเขินอะไร วันแรกที่เจ้ามาถึง ข้าก็เห็นหมดแล้ว ขาเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?”

ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าอ่อนโยนของเซี่ยจิ่งหลานแทบประคองไว้ไม่อยู่ เขาฝืนยิ้มพลางตอบว่า

“ดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจอาเหมยที่เป็นห่วง”

อาเหมยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพูดเรื่องสำคัญขึ้นมา

“พรุ่งนี้ข้าต้องไปหมู่บ้านที่ไกลออกไปหน่อยเพื่อช่วยฆ่าหมู เจ้าช่วยให้อาหารแพะแทนข้าได้หรือไม่ ดูสิ ข้าทำไม้ค้ำให้เจ้าด้วย ลองใช้ดูหน่อยเถิด?”

เมื่อได้ยินว่ามีไม้ค้ำช่วยให้เขาออกไปเดินข้างนอกได้ เซี่ยจิ่งหลานก็ไม่ได้รังเกียจเรื่องให้อาหารแพะ อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

เขาปฏิเสธไม่ให้อาเหมยช่วยพยุง ก่อนใช้ไม้ค้ำยันพาตัวเองลุกขึ้นยืน

รูปร่างของเขาสูงโปร่ง เพียงลุกขึ้นยืนก็ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามอยู่หลายส่วน ท่วงท่าการเดินมั่นคงสง่างาม สมกับเป็นผู้ที่ฝึกวรยุทธ์มานาน

อาเหมยมองอย่างประหลาดใจ แต่ก็วางใจลงได้ไม่น้อย นางกำชับเรื่องต่างๆ อีกเล็กน้อย ก่อนกลับเข้าห้องของตนไปนอน

เช้ามืดวันถัดมา อาเหมยก็ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางทำแผ่นแป้งไว้หนึ่งหม้อ แล้วใช้น้ำอุ่นนึ่งไว้บนชั้นไม้ ตัวเองกินไปเพียงไม่กี่ชิ้น ส่วนที่เหลือรอให้เซี่ยจิ่งหลานตื่นมาอุ่นอีกครั้งก็กินได้แล้ว

หลังจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย อาเหมยก็เข็นรถไม้ล้อเดียว พกเครื่องมือคู่กายออกจากเรือน มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านข้างๆ เพื่อช่วยฆ่าหมู

บนท้องฟ้ายังมองเห็นดวงดาว ลมหนาวพัดจนแก้มของนางแดงระเรื่อ แม้จะใช้ผ้าปิดหน้า ก็ยังกันความหนาวเอาไว้ไม่ได้ทั้งหมด

ดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือเต็มไปด้วยลมทราย ผู้คนที่นี่จึงมักมีผิวหยาบกร้านจากการเผชิญลมแดดอยู่ตลอดปี

แต่อาเหมยกลับมีใบหน้างดงามโดดเด่น เครื่องหน้าคมคายรับกับใบหน้ารูปไข่ได้อย่างพอเหมาะ เส้นผมดำขลับดุจหมึก แม้ผิวพรรณจะถูกลมทรายพัดจนหยาบกร้านไปบ้าง ก็กลับยิ่งขับให้เสน่ห์ของนางเด่นชัดขึ้น

นางราวกับกุหลาบหนามที่ผลิบานท่ามกลางพายุทรายแห่งแดนเหนือ งดงามสะดุดตา ทว่าแข็งแกร่งและไม่ยอมโอนอ่อน

*****

กว่าเซี่ยจิ่งหลานจะตื่น ดวงอาทิตย์ก็ลอยสูงแล้ว

วันนี้ลมเบาลงมาก เซี่ยจิ่งหลานใช้ไม้ค้ำยันพาตัวเองไปล้างหน้า กินอาหาร จากนั้นจึงออกไปสำรวจบริเวณรอบๆ อยู่พักหนึ่ง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติใดจึงค่อยกลับมา

บ้านเรือนแถบนี้ตั้งอยู่ห่างกันพอสมควร เขาไม่พบแม้แต่เพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับที่ไม่พบร่องรอยของนักฆ่าที่ฟางรุ่ยถงส่งมา

คำนวณจากเวลาแล้ว หลักฐานความผิดน่าจะใกล้ถึงเมืองหลวงในอีกไม่ช้า เขาเพียงต้องอดทนต่อไปอีกสักระยะก็พอ

หลังนั่งตากแดดอยู่หน้าเรือนอย่างไม่มีสิ่งใดให้ทำอยู่ครึ่งวัน จนได้ยินเสียงแพะร้อง “แบ๊ะๆ” เพราะความหิว เซี่ยจิ่งหลานจึงนึกขึ้นได้ว่าต้องให้อาหารมัน

เขาทำตามที่เคยเห็นอาเหมยทำ โยนหญ้าเข้าไปในคอก ทว่าแพะกลับไม่ยอมกิน

เซี่ยจิ่งหลานขมวดคิ้ว หันหลังเตรียมเดินกลับ แต่ชายเสื้อกลับถูกแพะคาบเอาไว้

เขารังเกียจน้ำลายของมัน จึงยกไม้ค้ำขึ้นหมายจะตี ทว่าในตอนนั้นเอง แพะกลับกระชากชายเสื้อของเขาอย่างแรง ร่างของเซี่ยจิ่งหลานเสียหลักในทันที พุ่งล้มไปด้านหน้า

คอกแพะเป็นเพียงรั้วไม้เตี้ยๆ ต่อให้เขาคว้าเอาไว้ก็ไม่อาจใช้พยุงตัวได้ สุดท้ายจึงได้แต่ล้มกลิ้งเข้าไปในคอกอย่างน่าอนาถ

ยังดีที่อาเหมยทำความสะอาดคอกแพะทุกวัน พื้นด้านในปูด้วยฟางแห้ง จึงไม่มีกลิ่นเหม็นมากนัก แต่ทั่วร่างของเซี่ยจิ่งหลานกลับเต็มไปด้วยเศษฟาง เหนือศีรษะยังมีเสียงแพะร้อง “แบ๊ะๆ” ดังขึ้น ราวกับกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่

ชั่วขณะนั้น เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

เขา... ซื่อจื่อแห่งจวนรุ่ยอ๋องผู้สูงศักดิ์ วันหนึ่งกลับต้องมานอนกลิ้งอยู่ในคอกแพะ!

เซี่ยจิ่งหลานหลับตาลง สูดหายใจลึก ก่อนจะยื่นมือไปคว้าคอแพะตัวที่ยังกล้ายื่นหน้าเข้ามาดมเขาเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายมืดทะมึน ขณะออกแรงหมายจะบิดคอมันให้หักเสียตรงนั้น

แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของตนในตอนนี้ เขาก็จำต้องข่มกลั้นความโกรธเอาไว้ แล้วปล่อยมือออก

เขาสาบานไว้ในใจ สักวันหนึ่ง... เขาจะต้องฆ่าแพะตัวนี้ให้ได้แน่!

ตอนเย็นเมื่ออาเหมยกลับมา ก็พบว่าคอกแพะพังไปมุมหนึ่ง นางตกใจแทบแย่ คิดว่าคงมีหมาป่ามาบุกเสียแล้ว นางรีบวิ่งเข้าไปดู พอเห็นว่าแพะยังอยู่ ก็ถอนหายใจโล่งอก

เพียงแต่เจ้าตัวเล็กดูจะน้อยใจอยู่ไม่น้อย กำลังก้มหน้าแทะหญ้าที่ยังไม่ได้สับอยู่ในรางอาหาร ส่วนน้ำในถังก็หมดเกลี้ยงแล้ว

อาเหมยได้แต่หัวเราะอย่างจนใจ พอจะเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงวางของลงแล้วรีบจัดการซ่อมคอกแพะก่อน

ระหว่างกำลังเก็บกวาด เสียงทุ้มนุ่มนวลชวนฟังก็ดังมาจากด้านหลัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

“อาเหมย ข้าสร้างปัญหาให้เจ้าอีกแล้ว”

“ไม่รู้เพราะเหตุใด หญ้าที่ข้าเอาให้ แพะถึงไม่ยอมกิน แถมยังไล่กัดข้าอีก”

อาเหมยหันกลับไป ก็เห็นเซี่ยจิ่งหลานค้ำไม้เท้าเดินเข้ามาช้าๆ ท่าทางดูเงียบเหงาอ้างว้าง ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจริงใจ

“ไม่เป็นไร หญ้าพวกนี้ต้องสับก่อน รากมันแก่เกินไป มันเลยไม่กิน คราวหน้าข้าจะสับเตรียมไว้ให้เจ้าเอง”

เดิมทีเซี่ยจิ่งหลานคิดว่าอาเหมยจะบอกว่าไม่ต้องให้อาหารแพะแล้ว ใครจะคิดว่านับจากนี้เขาต้องทำทุกวัน

เขาจ้องแพะตัวนั้นเขม็ง ดวงตาดำลึกเต็มไปด้วยจิตสังหาร

“ข้าเข้าใจแล้ว อาเหมยวางใจ ฝากเรื่องนี้ให้ข้าเถอะ”

ลูกผู้ชายยืดได้หดได้ อดทนไปก่อนชั่วคราวก็แล้วกัน

เชิงอรรถ

^

สิบเจ็ด