บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 เจ้าเป็นสตรี หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้ที่เสียหายก็มีแต่เจ้า

ตอนกลางคืน อาเหมยจุดตะเกียงแล้วลงมือทำเนื้อแพะผัดเผ็ดกับข้าวลูกเดือย ทำให้เซี่ยจิ่งหลานได้กินอาหารดีๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

ฝีมือทำอาหารของนางดีมาก ครั้งนี้เซี่ยจิ่งหลานจึงไม่แสดงท่าทีรังเกียจอีก เขากินข้าวไปถึงสองชามด้วยท่วงท่าสุภาพสง่างาม

แต่หลังจากกินข้าวเสร็จ พอเห็นอาเหมยย้ายที่นอนเข้ามาในห้องของเขา อารมณ์ของเซี่ยจิ่งหลานก็ไม่อาจเรียกว่าดีนัก

ไหนเลยจะมีสามีภรรยาที่แยกห้องนอนกัน โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ถ่านไฟมีไม่เพียงพอ อย่างน้อยก่อนที่พวกทหารจะมาตรวจค้น พวกเขาก็ต้องแกล้งทำให้สมจริงไว้ก่อน

ห้องเดิมก็เล็กอยู่แล้ว พอวางเตียงไม้สองตัวลงไป ก็เหลือทางเดินแคบๆ คั่นอยู่ตรงกลาง โดยมีเตาอั้งโล่วางไว้หนึ่งใบ จึงพอช่วยคลายความหนาวได้บ้าง

อาเหมยหันกลับมา อาศัยแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านช่องบนหลังคา ก็พอมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเซี่ยจิ่งหลานได้รางๆ

ดวงตาของเขาหลับพริ้ม ดูราวกับกำลังหลับสนิท แสงจันทร์นุ่มนวลทอดลงบนใบหน้าของเขา ราวกับเคลือบชั้นแสงเย็นเยียบดุจหยกไว้บางๆ

อาเหมยขยับผ้าห่มเข้าหาตัวเล็กน้อย ก่อนจะหลับไปพร้อมความยินดีเล็กๆ ภายในใจ แต่เซี่ยจิ่งหลานที่คอยระแวดระวังว่าอาเหมยจะปีนขึ้นเตียง กลับไม่มีความง่วงอยู่เลยแม้แต่น้อย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยาที่ดื่มเข้าไปตอนกลางคืนมีปัญหาหรือไม่ เขาเพียงรู้สึกว่าทั่วร่างร้อนผ่าวอย่างน่าหงุดหงิด แม้แต่ลมหายใจแผ่วเบาของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ยังทำให้การมีอยู่ของนางชัดเจนเสียจนยากจะเมินเฉย

กระทั่งดึกมากแล้ว เขาจึงฝืนข่มตาหลับลงได้ในที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้น อาเหมยต้องขึ้นเขาไปเก็บฟืน อากาศในฤดูหนาวเริ่มหนาวเย็นขึ้นทุกวัน ช่วงก่อนหน้านี้อาเหมยมัวแต่ยุ่งกับการฆ่าหมูหาเงิน จึงยังไม่มีเวลาตระเตรียมฟืนไว้

เมื่อได้ยินว่านางจะขึ้นเขา เซี่ยจิ่งหลานก็คิดจะตามไปดูด้วย ตอนนั้นเขาถูกอาเหมยช่วยขึ้นมาจากริมธารใต้เชิงเขา เขาจึงอยากไปดูว่ามีร่องรอยขององครักษ์ลับที่ตามหามาถึงหรือไม่

“ขาข้าดีขึ้นมากแล้ว ไปด้วยกันเถอะ งานตัดฟืนหนักไม่น้อย ข้าจะช่วยแบ่งเบาให้เจ้าเอง”

พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ อาเหมยก็ซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง สือชีไม่เพียงรูปงาม ยังอ่อนโยนและเอาใจใส่ถึงเพียงนี้อีก

เมื่อทั้งสองมาถึงเชิงเขา อาเหมยก็ยื่นมีดตัดฟืนให้เซี่ยจิ่งหลาน ส่วนตัวนางก้มลงใช้มือเก็บกิ่งไม้แห้งที่ร่วงอยู่บนพื้น

“เจ้าตัดอยู่แถวนี้ก็พอ วางกองไว้ตรงนี้ เดี๋ยวข้าค่อยมาขนกลับไปเอง”

เพราะคำนึงว่าอาการบาดเจ็บที่ขาของเซี่ยจิ่งหลานยังไม่หายดี อาเหมยจึงรับงานหนักเอาไว้เองทั้งหมด

ที่เรือนมีเพียงรถเข็นล้อเดียว การขนฟืนจึงต้องใช้แรงไม่น้อย

สายตาของเซี่ยจิ่งหลานทอดไปหยุดอยู่บนมือของอาเหมย เดิมทีนั่นควรเป็นมือที่งดงามมากคู่หนึ่ง นิ้วเรียวยาวได้รูป ข้อนิ้วได้สัดส่วนและแข็งแรง ทว่าเพราะตรากตรำทำงานมาทั้งวันทั้งคืน ปลายนิ้วจึงเต็มไปด้วยรอยด้านบางๆ อีกทั้งตามนิ้วยังเต็มไปด้วยรอยแผลแตกแดงจากความหนาว

คุณหนูสูงศักดิ์ในเมืองหลวงล้วนไม่เคยต้องแตะงานครัวเรือน แม้แต่มือของบ่าวรับใช้ในจวนของเขา ยังไม่หยาบกร้านเท่าอาเหมยเลยด้วยซ้ำ

เซี่ยจิ่งหลานละสายตากลับมา ก่อนจะใช้มีดตัดฟืนผ่าฟืนอย่างไม่ค่อยชำนาญนัก

อย่างไรนางก็เคยช่วยชีวิตเขาไว้ รอให้องครักษ์ตามมาพบเมื่อใด เขาจะทิ้งเงินไว้ให้นางมากสักหน่อยก็แล้วกัน

นี่เป็นครั้งแรกที่อาเหมยมีคนมาช่วยทำงาน นางจึงมีความสุขมาก ระหว่างทำงานก็พูดคุยกับเซี่ยจิ่งหลานไม่หยุด ล้วนเป็นเรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวัน

เซี่ยจิ่งหลานฟังจนเริ่มรำคาญ แต่สีหน้ากลับยังอ่อนโยน เพียงตอบรับอย่างขอไปทีเท่านั้น ถึงกระนั้นอาเหมยก็พอใจมากแล้ว

กว่าจะเก็บฟืนเต็มรถได้ก็ใช้เวลาไม่น้อย ระหว่างที่อาเหมยเข็นรถขนฟืนกลับไป เซี่ยจิ่งหลานก็เดินลงเขาไปยังริมลำธารเพื่อตรวจดู

สถานที่ที่อาเหมยช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำในวันนั้น ถูกกระแสน้ำพัดกลบจนไม่เหลือร่องรอยแล้ว

เขาเดินค้นหาตามแนวต้นหยางริมฝั่งอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่พบสิ่งใด สุดท้ายจึงแอบทิ้งสัญลักษณ์ลับเอาไว้ หากองครักษ์ลับยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็น่าจะตามหามาตามลำน้ำสายนี้

หลังทิ้งสัญลักษณ์เรียบร้อย เซี่ยจิ่งหลานก็หันตัวเตรียมกลับ แต่ทันใดนั้นกลับเห็นแสงสีเงินวาบผ่านในลำธาร เขาจึงชะงักฝีเท้าลงทันที

ตอนอาเหมยเข็นรถกลับมา ก็เห็นเซี่ยจิ่งหลานใช้เถาวัลย์ร้อยปลาหลายตัวเอาไว้ นางจึงดีใจจนตาเป็นประกาย

ปลาในลำธารว่องไวมาก จับได้ยากที่สุด

“สือชี เจ้าเก่งจริงๆ! จับมาได้อย่างไร?”

เซี่ยจิ่งหลานยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก

“โชคดีน่ะ ใช้กิ่งไม้แทงได้มาสองสามตัว”

ยิ่งเห็นเขาพูดราวกับเป็นเรื่องง่ายดาย อาเหมยก็ยิ่งชื่นชม ดวงตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส

“บางทีเมื่อก่อนเจ้าอาจเป็นยอดฝีมือก็ได้”

เซี่ยจิ่งหลานไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

หลังตัดฟืนเสร็จกลับมาถึงเรือน อาเหมยยังต้องเผาถ่านต่อ เตาเผาถ่านเป็นเตาดินที่นางขุดขึ้นมาเอง ปีก่อนๆ นางยังเผาไว้มากหน่อย แล้วแบกเข้าเมืองไปขายด้วย

เตาดินให้ความอบอุ่นได้ดี อาเหมยยกม้านั่งเตี้ยตัวเล็กมาให้เซี่ยจิ่งหลานนั่งผิงไฟอยู่ด้านข้าง และในตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ทางการสองคนก็เดินมาถึง

อาเหมยพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ในใจกลับตึงเครียดอยู่ไม่น้อย รีบแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วเดินเข้าไปถาม

“ใต้เท้าทั้งสองมีธุระอันใดหรือ?”

คนทั้งสองมีสีหน้าไม่เป็นมิตร พลางมองสำรวจนางขึ้นลงอย่างไม่ปิดบัง อาเหมยออกมาด้วยความรีบร้อนจนไม่ทันได้โพกผ้า ใบหน้างดงามจึงเผยออกมาอย่างชัดเจน

นางเพียงรู้สึกว่าสายตาลามเลียอันน่ารังเกียจกำลังไล่วนอยู่บนร่างกาย จนทำให้อดเดือดดาลไม่ได้

หลังจากเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยทั้งสองมองสำรวจอาเหมยจนพอใจแล้ว สายตาจึงหันไปตกที่เซี่ยจิ่งหลานซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง

แม้เขาจะสวมเสื้อผ้าป่านหยาบ ใบหน้าเปรอะเปื้อนเขม่าถ่านจนดูมอมแมมอยู่บ้าง แต่ทั้งท่วงท่าและรูปโฉมกลับยังโดดเด่นสะดุดตาอย่างยิ่ง

ชายร่างสูงในกลุ่มเอ่ยกับเซี่ยจิ่งหลานว่า “พวกข้าได้รับคำสั่งมาตรวจค้นนักโทษหลบหนี เจ้าเอาทะเบียนราษฎร์ออกมาให้ข้าดู”

เซี่ยจิ่งหลานพูดสำเนียงท้องถิ่นแถบนี้ไม่ได้ เกรงว่าจะเผยพิรุธ อาเหมยจึงรีบชิงตอบก่อน

“เขาเป็นสามีของข้า ก่อนหน้านี้เคยไข้ขึ้นสูงจนสมองไม่ค่อยดีแล้ว ทะเบียนราษฎร์อยู่ในห้อง ข้าจะไปเอามาให้”

พอได้ยินนางพูดเช่นนั้น สายตาของทั้งสองก็หันกลับไปมองเซี่ยจิ่งหลานอีกครั้ง

แม้ใบหน้าจะหล่อเหลา แต่ตั้งแต่พวกเขาเข้ามา อีกฝ่ายก็นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น สีหน้าไร้อารมณ์ ดูซื่อบื้อราวกับคนโง่จริงๆ

ชายร่างเตี้ยเห็นดังนั้นก็ยกเท้าเตะเขาทีหนึ่ง บังเอิญไปโดนขาที่บาดเจ็บเข้า พริบตานั้นจิตสังหารในใจเซี่ยจิ่งหลานก็พลันปะทุขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็ฝืนข่มมันเอาไว้

เขาห้ามเผยพิรุธเด็ดขาด หากอีกฝ่ายรู้ว่าขาของเขามีบาดแผล ย่อมต้องเกิดความสงสัยแน่

อาเหมยเพิ่งหยิบทะเบียนราษฎร์ออกมา ก็เห็นภาพนั้นเข้าพอดี หัวใจแทบกระโดดขึ้นมาถึงลำคอ รีบวิ่งเข้าไปพร้อมรอยยิ้มประจบ

“ทะเบียนราษฎร์อยู่นี่แล้ว ใต้เท้าทั้งสองอย่าถือสาคนโง่เลยเจ้าค่ะ”

ชายร่างสูงรับทะเบียนไปเปิดดู แต่กลับยังไม่ยอมไป พลางเอ่ยถามต่อ

“ในเรือนมีแค่พวกเจ้าสองคนหรือ?”

อาเหมยพยักหน้า แต่คนทั้งสองกลับเดินเข้าไปค้นภายในเรือนอย่างไม่เกรงใจ ตะกร้าสานถูกเตะกระจัดกระจาย ราวกับโจรเข้าปล้นหมู่บ้าน

แม้แต่ประตูห้องพักก็ยังถูกถีบเปิดออก พอเห็นว่าภายในมีเตียงอยู่สองตัว พวกเขาก็เตะเตียงจนพลิก เพื่อตรวจดูด้านล่าง ยังดีที่วันนี้แดดออกแรง อาเหมยจึงเอาผ้าห่มออกไปตากไว้ด้านนอก ไม่เช่นนั้นคงไม่รอดแน่

“พวกเจ้าเป็นสามีภรรยากันจริงหรือ? ถ้าเช่นนั้น เหตุใดในห้องถึงมีเตียงสองตัว?”

อาเหมยรีบอธิบาย “ก่อนหน้านี้ข้าเป็นหวัด เกรงว่าจะถ่ายทอดให้สามี จึงแยกเตียงกันชั่วคราวเจ้าค่ะ”

คนทั้งสองเห็นชัดว่าไม่เชื่อ ท่าทางเหมือนตั้งใจหาเรื่องโดยแท้

อาเหมยใช้ชีวิตลำพังมาหลายปี จึงพอเข้าใจสันดานคนอยู่บ้าง เจ้าหน้าที่พวกนี้ก็แค่เห็นว่าเรือนนางมีแพะ จึงคิดรีดไถเอาผลประโยชน์เท่านั้น

แม้ในใจจะอัดอั้นเพียงใด แต่นางก็ทำได้เพียงเดินเข้าไปยิ้มเอาใจ ก่อนยื่นพวงเหรียญทองแดงส่งให้ทั้งสอง

“ใต้เท้าทั้งสอง พวกเรามิได้พบคนร้ายจริงๆ เรือนก็ยากจน ต้องรบกวนให้ท่านทั้งสองลำบากมาถึงที่ เงินเล็กน้อยนี้ถือเสียว่าให้ท่านไปซื้อสุราดื่มก็แล้วกัน”

ชายร่างสูงรับเงินไปชั่งในมือ พอเห็นว่ามีเพียงเงินเล็กน้อย ก็เผยสีหน้าดูแคลนอยู่บ้าง แต่ก็รู้ดีว่าชาวบ้านเช่นนี้ไม่มีเงินทองมากนัก

ครั้นสายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าของอาเหมย มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มไม่น่าไว้วางใจ ก่อนยื่นมือหมายจะลูบแก้มนาง แต่อาเหมยกลับหลบได้อย่างรวดเร็ว

พอคิดลวนลามไม่สำเร็จ ชายร่างสูงก็หน้าคล้ำ ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหัวเสีย ก่อนด่าขึ้นว่า

“จะมาวางท่าอะไรนัก! หน้าตาอย่างเจ้า ลับหลังคงยั่วยวนบุรุษไปทั่วแล้วกระมัง!”

อาเหมยโกรธจนหน้าแดง กำหมัดแน่น แต่เพราะอีกฝ่ายอย่างไรก็เป็นคนของทางการ นางจึงทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้ อย่างไรเสียนี่ยังเป็นกลางวันแสกๆ เจ้าหน้าที่ทั้งสองยังมีธุระต้องทำ จึงไม่กล้าก่อเรื่องเกินไปนัก แต่สายตาลามกที่มองมาระหว่างเดินจากไป ก็ยังทำให้อาเหมยรู้สึกขยะแขยงอย่างยิ่ง

เซี่ยจิ่งหลานมองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่กำลังเดินจากไปด้วยสายตาเย็นเยียบ ราวกับกำลังมองคนตาย

อาเหมยเก็บกวาดตะกร้าสานที่ถูกทั้งสองเตะกระจัดกระจายไป พลางสบถอย่างขุ่นเคือง

“ลูกน้องของเจ้าขุนนางสุนัขนั่นก็ไม่มีคนดีสักคนจริงๆ ท่านแม่ทัพเว่ยคอยปกป้องชายแดนอยู่แนวหน้า ส่วนพวกมันกลับคอยรังแกชาวบ้านอยู่ด้านหลัง สมควรถูกโยนไปให้พวกคนเถื่อนกินเสียจริง!”

พอนึกถึงเงินหนึ่งเชียนสุดท้ายที่ต้องเสียไป อาเหมยก็ปวดใจจนแทบทนไม่ไหว เดิมทีนางยังคิดจะเก็บเงินไว้ซื้อเนื้อกลับมาในคืนส่งท้ายปีเก่า เพื่อฉลองปีใหม่กับสือชีดีๆ สักมื้อ

ปีนี้... กว่าจะมีคนมาอยู่เป็นเพื่อนนางในช่วงปีใหม่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

เมื่อเห็นดวงตาแดงระเรื่อของอาเหมย เซี่ยจิ่งหลานก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ภายในใจจึงพลันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอธิบายไม่ถูก

ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล เขาเพียงคิดว่าเป็นเพราะได้เห็นนางถูกรังแกจากคนสองคนนั้น จึงยิ่งทำให้จิตสังหารในใจรุนแรงขึ้น

“อย่าเสียใจไปเลย รอให้ข้าฟื้นความทรงจำได้เมื่อไร ข้าจะให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้เจ้ามากหน่อย”

พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ อาเหมยก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

ตั้งแต่ตอนเก็บเซี่ยจิ่งหลานกลับมา อาเหมยก็มองออกจากเนื้อผ้าและเสื้อผ้าของเขาแล้วว่า ฐานะของอีกฝ่ายคงไม่ธรรมดา แต่เขาจะฟื้นความทรงจำได้เมื่อไร อาเหมยกลับไม่ได้คาดหวังนัก

ถึงอย่างนั้น พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ นางก็ยังรู้สึกดีใจอยู่มาก อาเหมยเอ่ยขึ้นอย่างเปี่ยมความคาดหวังว่า

“เช่นนั้นข้าจะเลี้ยงแพะเพิ่มอีกหลายตัว... ไม่สิ! ต้องสิบกว่าตัวเลย!”

เซี่ยจิ่งหลานลอบดูแคลนนางอยู่ในใจ ชีวิตของซื่อจื่อแห่งจวนรุ่ยอ๋องอย่างเขา จะมีค่าเพียงแพะไม่กี่ตัวได้อย่างไร

“ได้ อาเหมยอยากเลี้ยงเท่าไรก็เลี้ยงได้ทั้งนั้น”

อาเหมยเป็นคนหายโกรธง่าย เพียงได้ยินเช่นนี้ก็กลับไปสับฟืนเผาถ่านต่ออย่างขยันขันแข็ง

ใกล้ถึงช่วงปีใหม่แล้ว หมูและแพะที่ควรฆ่าก็ฆ่ากันหมดแล้ว อาเหมยจึงไม่มีงานอื่นให้ทำ คิดเพียงเผาถ่านให้มากหน่อย แล้วนำเข้าเมืองไปขายเพื่อซื้อเนื้อกลับมา

เซี่ยจิ่งหลานพบว่า นางเป็นคนที่มีแรงฮึดอย่างมาก แม้จะเป็นสตรี แต่กลับอดทนแข็งแกร่งกว่าบุรุษจำนวนไม่น้อย

“ข้าจะไปเดินแถวริมแม่น้ำสักหน่อย”

จู่ๆ เซี่ยจิ่งหลานก็เอ่ยขึ้นมา อย่างไรเสียพวกเจ้าหน้าที่ก็จากไปแล้ว อาเหมยจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพียงกำชับว่าอย่าไปไกลเกินไป เซี่ยจิ่งหลานตอบรับ แต่กลับไม่ได้มุ่งหน้าไปทางริมแม่น้ำ

แม้ตอนเดินเขาจะยังกะเผลกอยู่บ้าง ทว่าด้วยวิชาตัวเบา กลับไม่ได้ส่งผลต่อการเดินทางมากนัก ไม่นานเขาก็ตามทันเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยสองคนนั้นที่กำลังเดินกลับจากหมู่บ้าน

ตอนนี้ยังฆ่าพวกมันไม่ได้ แต่เก็บดอกเบี้ยเล็กๆ น้อยๆ ก่อนก็ยังดี เขาอดทนตามทั้งสองไปจนถึงที่เปลี่ยวห่างไกลผู้คน จึงค่อยลงมือ

เจ้าหน้าที่ทั้งสองเป็นเพียงคนธรรมดา ยังไม่ทันได้เห็นหน้าเขา ก็ถูกซัดจนสลบไปแล้ว เซี่ยจิ่งหลานหักขาของคนที่เตะเขาไปข้างหนึ่ง แล้วถอดแขนทั้งสองข้างของคนที่คิดจะแตะตัวอาเหมย

สุดท้ายซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์ยังต้องฝืนใจ ก้มลงค้นกระเป๋าเสื้อของทั้งสองอย่างรังเกียจ ก่อนจะพบเศษเงินไม่กี่ตำลึงกับพวงเหรียญทองแดงของอาเหมย

ตอนเซี่ยจิ่งหลานกลับมาถึงเรือน ดวงอาทิตย์สีแดงส้มก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว อาเหมยกำลังง่วนอยู่ในครัว พอเห็นเงินที่เขายื่นมาให้ ดวงตาก็เบิกกว้างทันที

“นี่มัน...”

ใบหน้านางเต็มไปด้วยความยินดี เห็นชัดว่าจำพวงเหรียญทองแดงของตัวเองได้

เซี่ยจิ่งหลานกล่าวว่า “บังเอิญเห็นพวกมันสองคนทะเลาะกันเรื่องแบ่งเงิน ข้าจึงฉวยโอกาสทำให้สลบ แล้วเอาเงินกลับคืนมา”

ทันทีที่สิ้นเสียง อาเหมยก็โผเข้ากอดเขาพร้อมเงินในมือ เซี่ยจิ่งหลานชะงักไปเล็กน้อย แต่อาเหมยกลับรีบปล่อยมือในไม่ช้า สัมผัสอ่อนนุ่มและกลิ่นหอมจางๆ นั้นหายวับไปในพริบตา

“สือชี เจ้าเก่งจริงๆ! ปีนี้พวกเรามีเนื้อกินตอนปีใหม่แล้ว ยังตัดเสื้อใหม่ได้อีกด้วย!”

ดวงตาของนางเป็นประกาย เต็มไปด้วยความชื่นชม

หาได้ยากนักที่เซี่ยจิ่งหลานจะไม่ถือสาการกระทำเกินงามของนางเมื่อครู่

“อืม”

มื้อเย็นเป็นข้าวลูกเดือยกินกับน้ำแกงปลาหอมกรุ่น ทั้งสองก้มหน้าก้มตากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์ถึงกับกินข้าวเพิ่มไปอีกสองชาม

อาเหมยมองปริมาณอาหารของเขาแล้วก็เริ่มหนักใจ แอบตัดสินใจว่าก่อนถึงปีใหม่ นางต้องเผาถ่านไปขายเพิ่มให้มากขึ้น

แผ่นไม้เตียงในห้องนอนยังวางอยู่บนพื้น อาเหมยอุ้มผ้าห่มเข้ามาเห็นเข้าก็รีบเดินเข้าไปจัดการ

นางยกแผ่นไม้ฝั่งของเซี่ยจิ่งหลานขึ้นก่อน ใครจะคิดว่าเพิ่งออกแรงยก แผ่นไม้กลับหักออกเป็นสองท่อนทันที

แผ่นไม้นี้เดิมทีเป็นเตียงที่บิดามารดาของอาเหมยเคยใช้ ผ่านมาหลายปีจนถูกปลวกกัดกิน อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังถูกเจ้าหน้าที่คนนั้นเตะเข้าอย่างแรง จึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้มันพังลง

บังเอิญจังหวะนั้นเอง เซี่ยจิ่งหลานได้ยินเสียงจึงเดินเข้ามา แสงจันทร์สาดลงมาจากด้านหลังของเขา จนมองสีหน้าได้ไม่ชัด แต่กลับทำให้คนรู้สึกได้อย่างประหลาดว่าอารมณ์ของเขาดูไม่ค่อยดีนัก

อาเหมยเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา

“ไม่ใช่ข้าทำนะ เจ้าหน้าที่พวกนั้นเป็นคนเตะจนมันหัก”

ช่วงบ่ายทั้งสองมัวแต่สับฟืนเผาถ่าน จึงไม่มีเวลาเข้ามาจัดห้องเลย เซี่ยจิ่งหลานจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่คืนนี้ ภายในเรือนหลังนี้เหลือเตียงให้นอนเพียงตัวเดียวแล้ว

ไม่สิ ยังมีอีกเตียงที่ยังไม่ได้ตรวจดู

อาเหมยเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงรีบเดินไปดูอีกเตียงทันที โชคดีที่แผ่นไม้เตียงหลังนั้นยังใช้ได้อยู่

คืนนั้นหลังจากอาเหมยไปอาบน้ำในห้องเล็กด้านข้าง นางก็อุ้มผ้าห่มของตนเข้ามา ก่อนนั่งอยู่บนเตียงอย่างกระสับกระส่าย พลางมองเซี่ยจิ่งหลานด้วยความตึงเครียด

“เจ้า... เจ้าวางใจได้ ข้านอนนิ่งมากนะ”

พอนึกถึงว่าจะต้องนอนเตียงเดียวกับเขา อาเหมยก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา

เมื่อเซี่ยจิ่งหลานเดินเข้ามาใกล้ นางยังได้กลิ่นลูกสะบ้าอ่อนๆ จากตัวเขา ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับของตนเอง

ภายใต้แสงเทียนสลัว คิ้วตาอันหล่อเหลาคมคายของเขาดูเย็นชาห่างเหินอยู่หลายส่วน หากไม่ใช่เพราะอากาศหนาวเหน็บถึงเพียงนี้ เซี่ยจิ่งหลานไม่มีทางนอนร่วมเตียงกับอาเหมยเด็ดขาด

ในเมืองหลวงมีคุณหนูสูงศักดิ์มากมายพยายามเข้าหาเขา แต่เขาไม่เคยสนใจแม้แต่คนเดียว ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีคนคิดปีนขึ้นเตียงของเขา เพียงแต่สุดท้ายล้วนถูกโยนออกไปทั้งสิ้น

ซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์อย่างเขาทะนงตัวและพิถีพิถันต่อคนข้างกายเป็นอย่างยิ่ง คาดไม่ถึงเลยว่าเมื่อมาถึงชายแดนห่างไกลแห่งนี้ กลับต้องมาพัวพันกับหญิงฆ่าหมูที่เมื่อก่อนเขาคงไม่แม้แต่จะชายตามอง

เซี่ยจิ่งหลานยืนอยู่ข้างเตียงอยู่นาน ราวกับกำลังทำใจ เขายืนย้อนแสงเทียน เงาร่างสูงใหญ่ทอดเงาปกคลุมอาเหมย จนทำให้นางยิ่งประหม่า และรู้สึกขึ้นมาอย่างประหลาดว่า สือชีในเวลานี้ดูอันตรายกว่าปกติ

แม้นางจะอยากเป็นสามีภรรยากับสือชี แต่ก็ไม่คิดฝืนใจเขา เมื่อเห็นว่าเขารังเกียจนางถึงเพียงนี้ อาเหมยก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้

“เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่พูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง”

แต่คำพูดนี้เมื่อเข้าหูเซี่ยจิ่งหลาน กลับกลายเป็นการยั่วยวนอย่างหนึ่ง

หรือว่านางกำลังจงใจสื่ออะไรกับเขา?

สายตาของเขาตกลงบนลำคอขาวผ่องที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา เมื่อนึกถึงสัมผัสอ่อนนุ่มเพียงชั่วครู่ในตอนเย็น ดวงตาลุ่มลึกของเขาก็ยิ่งมืดหม่นลง

“เจ้าเป็นสตรี ต่อให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนที่เสียหายก็มีแต่เจ้า”

ขณะพูดเช่นนั้น เซี่ยจิ่งหลานก็ก้าวขึ้นมานั่งบนเตียง ก่อนดึงผ้าห่มของตนออกมาคลุมตัว

เตียงไม้ค่อนข้างแคบ เขารูปร่างสูง ไหล่กว้าง เอวคอด อีกทั้งขายังยาว พอขึ้นมานอนแล้ว พื้นที่บนเตียงก็ยิ่งดูคับแคบขึ้นไปอีก

ทั้งสองแทบจะไหล่ชิดไหล่กัน อาเหมยยังสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างของเขาที่แผ่ออกมา นางหน้าแดง ก่อนมองใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาเหนือผู้ใดของเซี่ยจิ่งหลาน แล้วเอ่ยเสียงเบาออกมาประโยคหนึ่ง

“ข้า... ข้าไม่ได้รู้สึกเสียหายหรอก”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel