บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ก็เป็นเพียงหญิงฆ่าหมูแท้ๆ เหตุใดถึงได้มีรูปโฉมงดงามเช่นนี้

นับแต่นั้น เซี่ยจิ่งหลานก็มีหน้าที่ให้อาหารแพะเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง

หลังจากอาการบาดเจ็บที่ขาดีขึ้นเล็กน้อย เขาก็อดไม่ได้ที่จะนำกระดาษมาปิดหน้าต่างใหม่อีกครั้ง แม้ฝีมือจะดูไม่น่ามองนัก แต่หน้าต่างที่เคยปล่อยลมหนาวลอดเข้ามาก็ไม่รั่วอีกต่อไป

กระดาษป่านยังเหลืออยู่อีกเล็กน้อย เขาจึงถือโอกาสปิดหน้าต่างฝั่งห้องของอาเหมยไปด้วย

เดิมทีกระดาษพวกนี้ก็เป็นของที่อาเหมยซื้อกลับมา เพียงแต่นางไม่มีเวลาจัดการเท่านั้น

ตอนเย็นเมื่ออาเหมยกลับมาถึงเรือน ก็พบว่าภายในเรือนเปลี่ยนไปไม่น้อย ลานเรือนดูเป็นระเบียบขึ้น กองฟืนถูกจัดเรียงไว้ตรงมุมกำแพง ส่วนหน้าต่างที่เคยขาดก็ถูกปิดซ่อมเรียบร้อยแล้ว

ขณะนั้นเอง เซี่ยจิ่งหลานก็เดินออกมาจากในห้อง

“อาเหมย เข้ามาดื่มน้ำร้อนก่อนเถอะ วันนี้ข้าไม่มีอะไรทำ เลยช่วยซ่อมแซมลานเรือนไปบ้าง”

แต่อาเหมยกลับได้แต่ยืนนิ่งมองเขา เซี่ยจิ่งหลานจึงเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

“เหนื่อยมากหรือ?”

อาเหมยส่ายหน้า ดวงตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเบา

“ไม่ใช่... แค่ไม่ได้มีใครรอข้าอยู่ที่เรือนแบบนี้มานานแล้ว”

นับตั้งแต่บิดามารดาจากไป คนที่อยู่เป็นเพื่อนนางในเรือนก็มีเพียงแพะสองตัวเท่านั้น

เซี่ยจิ่งหลานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเห็นอาเหมยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเอ่ยอย่างร่าเริงว่า

“ลำบากเจ้าแล้ว พรุ่งนี้ข้าไม่มีงาน จะเข้าเมืองไปซื้อยาให้เจ้า แล้วก็จะแวะซื้อเนื้อกลับมาด้วย เจ้าอยากได้อะไรอีกหรือไม่?”

เห็นหญิงสาวผู้นี้ถูกทำให้ซาบซึ้งได้ง่ายดายเพียงนี้ ใบหน้าของเซี่ยจิ่งหลานยังคงประดับรอยยิ้มอ่อนโยนสง่างาม ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยการคำนวณ

“ไม่ต้องสิ้นเปลืองหรอก หากอาเหมยมีเวลา ช่วยดูประกาศตามหาคนในเมืองให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ตอนนี้ข้าจำอะไรไม่ได้เลย หากทางบ้านกำลังตามหาข้า เกรงว่าจะพลาดกันไป”

หากยังมีองครักษ์ลับที่รอดอยู่ พวกเขาน่าจะหาทางตามหาเขาแน่

อาเหมยพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังสูญเสียความทรงจำ ย่อมต้องคิดถึงครอบครัวมากเป็นธรรมดา

“ข้าจะช่วยดูให้ หากยังไม่มีคนมาตามหาก็ไม่เป็นไร เจ้าก็อยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถอะ ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว รอให้ขาหายดี ข้าจะพาเจ้าเข้าเมืองไปเดินเล่น”

“ขอบใจอาเหมย”

เซี่ยจิ่งหลานเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ท่าทางสุภาพเรียบร้อยดุจคุณชายผู้สูงศักดิ์

แต่ในสายตาของอาเหมย กลับรู้สึกเพียงว่าเขาช่างอ่อนโยน เอาใจเก่ง และดูเป็นคนดูแลบ้านเรือนได้ดีเหลือเกิน

เพราะวันรุ่งขึ้นต้องเข้าเมือง หลังมื้ออาหารอาเหมยจึงต้มน้ำสระผม ก่อนมานั่งผิงไฟให้แห้งอยู่ข้างเตาอั้งโล่

ภายในเรือนมีเตาไฟอยู่เพียงอันเดียว เซี่ยจิ่งหลานจึงจำต้องอยู่ร่วมกับนางเพื่อผิงไออุ่น

เปลวไฟที่ลุกไหวตามแรงลมทอดเงาพร่าเลือนอยู่ภายในห้อง เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของลูกสะบ้า เส้นผมดำขลับหนานุ่มของอาเหมยยังชื้นน้ำอยู่บ้าง จนทำให้เสื้อบริเวณอกเปียกแนบลำตัว เผยผิวขาวเนียนออกมาเล็กน้อย

เซี่ยจิ่งหลานรีบละสายตาราวกับถูกลวก สตรีผู้นี้กำลังยั่วยวนเขาอยู่หรืออย่างไร ชายแดนแห่งนี้ช่างเปิดเผยนัก!

ภายในห้องแคบๆ แสงไฟสลัวขับให้เรือนร่างอรชรของอาเหมยยิ่งเด่นชัด เอวคอดบางกลับยิ่งขับเน้นความอวบอิ่มของนางให้สะดุดตา

เซี่ยจิ่งหลานอดตกตะลึงไม่ได้ ก็เป็นเพียงหญิงฆ่าหมูคนหนึ่ง เหตุใดถึงได้มีรูปโฉมยั่วยวนถึงเพียงนี้

แม้อาเหมยจะเป็นหญิงฆ่าหมู แต่กลับรักสะอาดยิ่ง บนร่างไม่เคยมีกลิ่นคาวเหมือนคนขายเนื้อทั่วไป มีเพียงกลิ่นลูกสะบ้าอ่อนๆ เท่านั้น

ฤดูหนาวทำให้เส้นผมแห้งช้า อาเหมยจึงใช้ผ้าแห้งเช็ดผมซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเซี่ยจิ่งหลาน นางกลับเข้าใจผิด คิดว่าเขาง่วงแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า

“ง่วงแล้วหรือ? ไม่ต้องรอข้าหรอก เจ้าไปนอนก่อนเถอะ”

ได้ยินคำพูดที่นางกล่าวออกมาอย่างไม่รู้ตัวเช่นนั้น เซี่ยจิ่งหลานก็ถึงกับพูดไม่ออก

*****

เช้าวันรุ่งขึ้น อาเหมยสะพายตะกร้าสานมุ่งหน้าเข้าเมืองแต่เช้า ทว่าวันนี้การตรวจตราหน้าเมืองกลับเข้มงวดกว่าปกติ

เดิมทีนางใช้ผ้าปิดหน้าเอาไว้ ก็ยังถูกสั่งให้ถอดออกเพื่อตรวจดูใบหน้า

เพราะที่นี่อยู่ใกล้ชายแดน จึงมีการตรวจค้นเข้มงวดเช่นนี้อยู่เป็นระยะ อาเหมยจึงไม่ได้แปลกใจนัก

แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าโรงหมอ อาเหมยกลับพบว่ามีทหารกำลังเข้าตรวจค้นอย่างเข้มงวด

ได้ยินว่าจวนของใต้เท้าฟางถูกโจรบุก ขโมยสมบัติล้ำค่าประจำตระกูลไป ทางการจึงเร่งออกตามจับคนร้ายอย่างเต็มกำลัง หากผู้ใดพบชายบาดเจ็บต้องสงสัยแล้วแจ้งเบาะแส จะได้รับเงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึง

หัวใจของอาเหมยกระตุกวูบ นางไม่ใช่คนโง่ เพียงเชื่อมโยงกับสิ่งที่ได้ยิน ก็พลันนึกถึงสือชีที่อยู่ในเรือนทันที

นางเก็บเขากลับมาในคืนวันที่สิบเจ็ด ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ทางการประกาศว่าเกิดเหตุขโมยของจากจวนเจ้าเมืองพอดี

หากคำสั่งนี้ออกโดยผู้อื่น แม้อาเหมยจะชอบสือชีเพียงใด แต่หากเขามีพิรุธจริง นางก็คงนำตัวเขาไปส่งให้ทางการแล้ว

แต่คนที่ออกคำสั่งกลับเป็นใต้เท้าฟางผู้นั้น ขุนนางสุนัขใจดำที่มัวแต่เสพสุขและขึ้นภาษีไม่หยุด ครั้นชาวซีหรงบุกมาถึงนอกเมืองเหลียงโจว เขากลับสั่งปิดประตูเมือง ปล่อยให้ชาวบ้านถูกทอดทิ้งอยู่ด้านนอก

บิดามารดาของอาเหมยก็ถูกชาวซีหรงสังหารในครั้งนั้น มีเพียงนางที่ยังเด็กมาก หลบซ่อนอยู่ในโอ่งน้ำจนรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

นางหวังเพียงว่าจวนของเจ้าขุนนางชั่วผู้นั้นจะถูกขโมยจนไม่เหลืออะไร หากเป็นฝีมือของสือชีจริง ก็นับว่าเป็นการกำจัดภัยแทนสวรรค์แล้ว

แต่ตอนที่นางเก็บสือชีกลับมา บนตัวเขาไม่มีสิ่งของมีค่าแม้แต่ชิ้นเดียว เห็นได้ชัดว่าเจ้าขุนนางสุนัขผู้นั้นคงกำลังใช้อำนาจรังแกผู้บริสุทธิ์อีกครั้ง

เมื่อคิดได้เช่นนี้ อาเหมยก็เริ่มเป็นกังวลขึ้นมา นางรวบรวมความกล้า ก่อนจะเอ่ยถามทหารคนหนึ่งอย่างประจบเอาใจ ขณะอีกฝ่ายกำลังสอบถามชาวบ้านอยู่พอดี

“ใต้เท้า ไม่ทราบว่ามีภาพวาดคนร้ายหรือไม่? ขอข้าดูสักหน่อยได้ไหม ข้าจะได้ช่วยสังเกตให้”

ทหารคนนั้นเหลือบมองอาเหมยที่ใช้ผ้าหยาบปิดหน้าอยู่ ก่อนจะเห็นดวงตาคู่สวยเข้าโดยไม่ตั้งใจ เดิมทีเขาไม่คิดจะสนใจ แต่สุดท้ายก็หยุดแล้วตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์

“เจ้าฉลาดใช้ได้ หากมีภาพวาดจริงๆ ข้ายังต้องมายืนตรวจทีละคนอยู่ตรงนี้อีกหรือ?”

อาเหมยรีบทำสีหน้าเสียดาย ราวกับกำลังเสียดายที่หมดโอกาสได้เงินรางวัล แต่ในใจกลับถอนหายใจโล่งอก พวกทหารไม่รู้หน้าตาของคนร้าย

หลังจากเหล่าทหารจากไป นางจึงค่อยเข้าไปซื้อยา

ค่ายาแพงนัก เงินเก้าร้อยกว่าอีแปะที่นางเก็บสะสมจากการฆ่าหมู หายไปเกือบครึ่งในคราวเดียว

อาเหมยอดถอนหายใจไม่ได้ เดิมทีนางตั้งใจจะตัดเสื้อกันหนาวชุดใหม่ แต่ตอนนี้เงินกลับไม่พอแล้ว ท้ายที่สุดฝ้ายหนึ่งชั่งก็มีราคากว่าร้อยอีแปะ แต่เนื้อที่รับปากสือชีเอาไว้ก็ยังต้องซื้อ

เนื้อแพะหนึ่งชั่งราคาสามสิบสองอีแปะ อาเหมยนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกัดฟันซื้อถึงสี่ชั่ง ก่อนจะไปซื้อข้าวสารและเสบียงอาหาร สุดท้ายจึงทำได้เพียงซื้อธัญพืชหยาบกับแป้งสีหม่นกลับมาเท่านั้น

อาเหมยแบกเสบียงหนักอึ้งกลับเข้าหมู่บ้านด้วยความกังวล ทันทีที่พบเซี่ยจิ่งหลาน ประโยคแรกที่นางพูดก็คือ

“สือชี... เกรงว่าเจ้าคงกำลังจะถูกจับแล้ว”

ได้ยินเช่นนั้น สายตาของเซี่ยจิ่งหลานพลันเย็นวาบ เขาคิดเพียงว่าสตรีผู้นี้คงจะฉีกหน้ากากเสียที

แต่คำพูดถัดมาของอาเหมยกลับทำให้เขาชะงัก

“ในเมืองกำลังลือกันว่า มีโจรขโมยสมบัติล้ำค่าจากจวนใต้เท้าฟางไป แล้วรูปพรรณของคนร้ายก็คล้ายเจ้ามาก”

ขณะนางพูด เซี่ยจิ่งหลานจับจ้องนางไม่วางตา และพบว่านางไม่ได้โกหก หากเป็นเช่นนี้จริง อาเหมยก็คงไม่ใช่สายสืบที่ถูกส่งมาแน่

คาดว่าฟางรุ่ยถงเองก็คงไม่กล้าตามหาเขาอย่างเอิกเกริกนัก ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ไม่ช้าก็เร็ว พวกทหารค้นหาย่อมต้องมาตรวจถึงหมู่บ้านนี้แน่

“ข้าจะเป็นโจรได้อย่างไร?”

เซี่ยจิ่งหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าดูไม่อยากเชื่อและเย็นชานิดๆ

อาเหมยเองก็คิดเช่นนั้น คนอย่างสือชีที่ดูราวกับเซียนบนสวรรค์ ย่อมไม่มีทางเกี่ยวข้องกับพวกหัวขโมยแน่ คนที่เจ้าขุนนางชั่วผู้นั้นต้องการจับ จะต้องเป็นคนดีอย่างไม่ต้องสงสัย

“เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าเชื่อเจ้า โชคดีที่พวกทหารไม่รู้หน้าตาของเจ้า ขอเพียงแก้ปัญหาเรื่องทะเบียนราษฎร์ได้ ก็หลบการตรวจค้นไปได้แล้ว”

เรื่องทะเบียนราษฎร์ หากเป็นเซี่ยจิ่งหลานในอดีต คงจัดการได้โดยง่าย แต่ตอนนี้กลับทำไม่ได้แล้ว อีกทั้งเขาก็ไม่คิดว่าอาเหมยจะมีวิธีอะไร

แต่แล้วนางกลับเอ่ยขึ้นว่า “ข้ามีวิธี”

หมู่บ้านเล่อโม่ตั้งอยู่ติดชายแดน ก่อนที่เว่ยเจิงจะขับไล่ชาวซีหรงออกไปนอกด่านเจียอวี้กวน ที่นี่มักถูกพวกศัตรูเข้าปล้นสะดมอยู่เสมอ

เพื่อปกปิดความวุ่นวายและรักษาผลงานของตน ขุนนางเบื้องบนจึงไม่ค่อยส่งคนมาตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ หรือถอนชื่อผู้ตายออกจากทะเบียนอย่างจริงจัง เรื่องนี้จึงเปิดช่องให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ได้ไม่น้อย

“พวกเราไปหาลุงผู้ใหญ่บ้านกัน ให้เขาหาทะเบียนราษฎร์ที่เหมาะให้เจ้าใช้สวมแทน แต่หากพวกเราอยู่ด้วยกันเช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้คนอื่นสงสัย... เจ้า... จะรังเกียจหรือไม่ หากต้องแกล้งเป็นสามีภรรยากับข้า?”

พอพูดประโยคสุดท้ายออกมา อาเหมยก็อดรู้สึกเขินขึ้นมาไม่ได้

แน่นอนว่านางเองก็เคยวาดฝันถึงสามีในอนาคตบ้าง และคนที่หล่อเหลาเช่นสือชี ต่อให้เป็นเพียงการเสแสร้ง นางก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองได้เปรียบแล้ว

เซี่ยจิ่งหลานเพิ่งเข้าใจในตอนนี้เอง ว่าสุดท้ายนางก็มีจุดประสงค์เช่นนี้

ว่าแล้วเชียว สตรีผู้นี้กำลังคิดไม่ซื่อกับเขาจริงๆ

ยิ่งเห็นนางพยายามช่วยเหลือเขาอย่างกระตือรือร้น เซี่ยจิ่งหลานก็ยิ่งมั่นใจว่านางมีจุดประสงค์อื่น ในใจจึงรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว

*****

เมื่อได้ฟังจุดประสงค์ที่อาเหมยมาหา ผู้ใหญ่บ้านโม่ก็หรี่ตามองเซี่ยจิ่งหลานอยู่สองสามที ก่อนเอ่ยว่า

“เก็บสามีกลับมาจากข้างทางเช่นนั้นหรือ? แน่ใจหรือว่าพออาการบาดเจ็บหายแล้ว เขาจะไม่หนีไป?”

ผู้ใหญ่บ้านโม่รูปร่างสูงใหญ่ แต่ผอมมาก หนวดเครารุงรัง ดูแปลกตาอยู่ไม่น้อย แต่อาเหมยกลับไว้ใจเขามาก

ภรรยาและลูกของผู้ใหญ่บ้านโม่ ต่างเสียชีวิตพร้อมกับบิดามารดาของอาเหมยในการสังหารหมู่เมื่อหกปีก่อน หลังจากนั้นเขาจึงคอยดูแลอาเหมยที่ยังเด็กมาโดยตลอด

อาเหมยยิ้มพลางหยิบเนื้อแพะสองชั่งออกมา

“ลุงโม่ อย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงเพียงนั้นเลย ช่วยจัดการเรื่องทะเบียนราษฎร์ให้พวกเราก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

ผู้ใหญ่บ้านโม่ไม่ได้รับเนื้อแพะ เขารู้ว่าเจ้าขุนนางสุนัขในเมืองกำลังตามหาคนอยู่ แต่กลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย

พวกเขายังกล้าสู้กับชาวซีหรง แล้วจะต้องกลัวเจ้าขุนนางที่รู้จักแต่เสพสุขผู้นั้นไปทำไม

เขาหันหลังเดินเข้าไปค้นของอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยิบทะเบียนราษฎร์ฉบับหนึ่งออกมา

เจ้าของทะเบียนชื่อโม่เล่อ ตอนต้นปีขึ้นเขาไปตัดฟืนแล้วประสบเหตุเสียชีวิต ทั้งครอบครัวก็ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว เอามาให้เซี่ยจิ่งหลานใช้สวมรอยนับว่าเหมาะสมที่สุด

เขาดึงอาเหมยไปกระซิบด้านข้าง

“มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้านั่นมีเล่ห์เหลี่ยม มีดีอยู่แค่หน้าตาเท่านั้น หากเจ้าชอบเขาจริงๆ ก็รีบฉวยโอกาสมีลูกสักคนเถอะ ต่อให้ภายหน้าเขาจะจากไป อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีลูกไว้ข้างกาย”

อาเหมยถูกพูดจนใบหน้าร้อนผ่าว นางอยากเถียงว่าสือชีไม่ใช่คนเย็นชาเช่นนั้น แต่พวกเขาก็ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ

“ข้ารู้แล้วลุงโม่ เรื่องนี้ไว้ค่อยว่ากันเถอะ”

ท่ามกลางสายตาที่ทั้งขุ่นเคืองทั้งผิดหวังของผู้ใหญ่บ้านโม่ อาเหมยก็วางเนื้อแพะทิ้งไว้ ก่อนพาเซี่ยจิ่งหลานกลับออกมา

ปกติชาวบ้านในหมู่บ้านแต่งงานกันก็ไม่ค่อยไปทำเอกสารกับทางการอยู่แล้ว เพราะต้องเสียเงิน เรื่องนี้จึงนับว่าช่วยให้พวกเขาสะดวกขึ้นไม่น้อย

แต่เซี่ยจิ่งหลานยังคงไม่ค่อยวางใจนัก เขาจึงเอ่ยถามว่า

“หากมีคนมาสอบถาม คนในหมู่บ้านจะเผลอพูดอะไรออกไปหรือไม่?”

“ไม่หรอก” อาเหมยตอบอย่างมั่นใจ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่คนในหมู่บ้านแทบไม่เคยเห็นเขา ต่อให้เคยเห็นจริงๆ หากเป็นคนของเจ้าขุนนางสุนัขผู้นั้น พวกเขาก็ไม่มีทางปริปากบอกแน่

สภาพรกร้างจนแทบไม่เหลือผู้คนของหมู่บ้านในทุกวันนี้ ล้วนเป็นเพราะตอนนั้นเจ้าขุนนางชั่วผู้นั้นปล่อยให้ชาวซีหรงสังหารผู้คนตามอำเภอใจ

เก็บภาษีจากพวกเขาไปครบถ้วน แต่ยามคับขันกลับไม่ยอมเปิดประตูเมืองให้ชาวบ้านเข้าไปหลบภัย

เมื่อได้เห็นคนในครอบครัวและลูกหลานตายไปต่อหน้าต่อตา ความแค้นเช่นนี้ ต่อให้มีคนขโมยของจากเจ้าขุนนางผู้นั้น พวกเขายังเสียดายเสียด้วยซ้ำว่าทำไมไม่ฆ่ามันให้ตายไปด้วย

หลังฟังสิ่งที่อาเหมยพูด ดวงตาของเซี่ยจิ่งหลานก็หม่นลงเล็กน้อย

หากครั้งนี้เรื่องลักลอบค้าอาวุธไม่ถูกเปิดโปง เขาก็ไม่มีทางรู้เลยว่าฟางรุ่ยถงจะสร้างความเดือดร้อนให้เหลียงโจวไปอีกนานเพียงใด

หาได้ยากนักที่คำปลอบโยนของเขาจะมาจากใจจริง “มันคงกำเริบเสิบสานได้อีกไม่นานแล้ว”

อาเหมยพยักหน้า มองใบหน้าอ่อนโยนของเซี่ยจิ่งหลาน ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างกะทันหัน ไม่กล้าสบตาเขา พลางใช้ปลายเท้าเขี่ยก้อนหินข้างทางเบาๆ แล้วถามขึ้นว่า

“หากเจ้าจำอะไรไม่ได้ไปตลอด... จะยอมอยู่ที่นี่ แล้วเป็นสามีภรรยาจริงๆ กับข้าหรือไม่?”

ทันทีที่สิ้นเสียง รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของเซี่ยจิ่งหลานก็หายไปในพริบตา

สตรีผู้นี้ช่างได้คืบจะเอาศอกเสียจริง นางเป็นเพียงหญิงฆ่าหมู ต่อให้ได้เป็นอนุของเขายังไม่คู่ควร แล้วจะกล้าฝันอยากเป็นภรรยาของเขาได้อย่างไร

เขากำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่ากลับสบเข้ากับดวงตาสุกใสราวดวงดาวของอาเหมย

“เจ้ารังเกียจข้าหรือ?”

ฤดูหนาวแห่งแดนเหนือทำให้ใบหญ้าเหี่ยวแห้งไร้สีสัน เดิมทีก็ไม่นับว่าเป็นทิวทัศน์ที่งดงามอะไร แต่แสงอาทิตย์ยามอัสดงที่สาดลงบนผืนดิน กลับทำให้ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยความเวิ้งว้างกว้างใหญ่ในแบบเฉพาะตัว

แสงสุดท้ายของวันทอดลงบนเส้นผมของอาเหมย ขับให้นางดูงดงามสะดุดตายิ่งขึ้น

“แน่นอนว่าไม่รังเกียจ”

เซี่ยจิ่งหลานยิ้มอย่างเสแสร้ง แต่อาเหมยกลับดีใจมาก ในเมื่อตอนนี้เขาไม่ได้รังเกียจนาง อย่างน้อยก็แปลว่ามีความรู้สึกดีๆ อยู่บ้าง

และหากมีความรู้สึกดี เช่นนั้นไม่ช้าก็เร็ว เขาย่อมต้องชอบนางเข้าสักวันแน่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel