บทที่ 4 ต้มยา
เมื่อความเงียบเข้าปกคลุมภายในถ้ำ หลินซูเหยาจึงมีเวลาจัดระเบียบความคิดของตน
สถานที่แห่งนี้นอกจากหลิวกวงแล้ว ก็มิได้มีปีศาจหรือสัตว์วิญญาณใดที่ร้ายกาจ คาดว่าค่ายกลอักขระที่สลักอยู่บนผนังศิลานั้น คงถูกสร้างขึ้นเพื่อผนึกหลิวกวงโดยเฉพาะ
หลินซูเหยาเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าหลิวกวงไปก่อเรื่องอันใดสะเทือนฟ้าดิน จึงถูกผนึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเพียงนี้
ส่วนบุรุษตรงหน้า น่าจะเป็นเช่นเดียวกับนางที่หลงทางชั่วคราว จึงเข้ามาหลบฝนในที่แห่งนี้ ผลจากการหลบฝนครั้งนั้น ไม่เพียงทำให้เขาสูญเสียความบริสุทธิ์ บัดนี้ยังบาดเจ็บสาหัส นับเป็นภัยที่มาโดยไม่ทันตั้งตัวโดยแท้
หลินซูเหยามองใบหน้าซีดไร้สีเลือดของเขา นางยกมือแตะปลายจมูกอย่างรู้สึกผิด ชั่วขณะนั้นนางยังไม่รู้ว่าควรขอบคุณเขาที่เมื่อวานได้ทำความดี หรือควรเห็นใจที่เขาต้องมาประสบเคราะห์เช่นนี้ แต่กระนั้นเขาเองก็มิอาจนับว่าขาดทุนหนักหนาเกินไปนัก
เมื่อนางปลอบใจตนเองได้แล้ว นางจึงหยิบถุงเฉียนคุนแล้วก้าวออกจากถ้ำ
เสียงฝีเท้าค่อยๆ ไกลออกไป กลิ่นอายของสตรีถูกเขตอาคมหน้าปากถ้ำตัดขาดโดยสิ้นเชิง บุรุษที่นอนอยู่บนแท่นศิลาพลันลืมตาขึ้น
สตรีผู้นี้ไม่รู้จักเขาจริงหรือ ด้วยระดับฝึกลมปราณเพียงขั้นต้น นางมีสิทธิ์อันใดจึงล่วงล้ำเข้ามาถึงเขตต้องห้ามของสำนักอวิ๋นเมี่ยวได้
เรื่องเมื่อคืนระหว่างเขากับนาง...ช่างเถิด แม้นางวางยาเขา แต่นางก็ถือฉินหมิงซวงบุกเข้าถ้ำ เปิดช่องว่างของผนึก เขาไม่ฆ่านาง ซ้ำยังช่วยให้นางได้ครอบครองสัตว์เทพ แม้ฟังดูเหลวไหลอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเสมอกันแล้ว อีกทั้งเขตต้องห้ามแห่งนี้ นางเพียงลำพังย่อมออกไปมิได้ หากนางมีเจตนาอื่น เมื่อถึงเวลานั้นค่อยฆ่านางก็ยังไม่สาย
อวิ๋นหลิงจวินมีแววเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ
*****
รุ่งเช้า ท้องฟ้าสีครามใสสะอาด ไร้เมฆบางแม้เสี้ยว
หลินซูเหยาโบกพัดเบาๆ พลางเงยหน้ามองเงาร่างสีขาวเลือนรางบนผิวน้ำไกลออกไป เงานั้นขยันขันแข็งทำงานโดยไม่ปริปากบ่น นางจึงยิ้มจนดวงตาโค้งงออย่างพอใจ
เสียงปริแตกแผ่วเบาดังขึ้น หลินซูเหยาชะงักสีหน้า ยังไม่ทันได้ถอย เตาหลอมโอสถผลึกม่วงขนาดเพียงฝ่ามือตรงหน้าก็ระเบิดตูมเสียงสนั่น ควันดำหนาทึบพวยพุ่งเข้าปะทะใบหน้าจนนางไอไม่หยุด
เงาร่างบนผิวน้ำเมื่อครู่ร่อนลงข้างกายนาง แปรเปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่มชุดดำหน้าตางดงามผู้หนึ่ง เขาทำหน้าบึ้งตึงอย่างชัดเจน
เขาโยนบัวใบหมึกที่เพิ่งเก็บมาใส่อ้อมแขนนางอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นสิ่งใด เป็นสุนัขหรือไร ถึงได้ใช้งานข้าซ้ายขวาเช่นนี้ สักวันหนึ่งข้าจะทำให้พวกเจ้ารู้สำนึกเสียบ้าง”
หลินซูเหยายกมือจัดปอยผมที่ข้างหู นางฟังเขาบ่นกระฟัดกระเฟียดแล้วเตือนว่า
“เจ้าไม่ใช่สุนัข เจ้าเป็นซือหลง นั่นคือสัตว์เทพ จะนำไปเปรียบกับสิ่งอื่นได้อย่างไร”
หลิวกวงชะงักคำพูด แค่นเสียงเบาๆ ก่อนจะเชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งผยอง “นับว่าเจ้ามีสายตา”
เขาเอ่ยต่ออย่างผู้มีเมตตา “ว่ามา ยังต้องการสิ่งใดอีก”
หลินซูเหยาหยิบเตาหลอมที่แตกออกมาดู นางคีบของดำมืดก้อนหนึ่งออกจากด้านในไว้ที่ปลายนิ้ว ควันดำยังคงพวยพุ่งออกมาไม่หยุด หากกินเข้าไป ถ้าไม่ตายก็ต้องพิษกำเริบ
หลิวกวงก้มมองตาม ก่อนหัวเราะอย่างยียวน
“เจ้าเคยเรียนหลอมโอสถจริงหรือ ข้าว่าเจ้าก็เลิกเสียเถิด อย่างไรเสียพิษไฟในกายเขาข้าก็ช่วยถอนแล้ว แผลภายนอกเจ็บอยู่ไม่กี่วันจะเป็นไรไป”
หลินซูเหยาอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่เขา “เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ไม่คิดบ้างหรือว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดจากผู้ใด”
หลิวกวงตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ข้าเป็นผู้ทำ”
หลิวกวงยังยิ้มกริ่ม “ข้าเก่งหรือไม่”
หลินซูเหยาไม่คิดจะสนใจเขาอีก นางก้มหน้าค้นสมุนไพรในถุงเฉียนคุนด้วยตนเอง
หลินซูเหยาหยิบผลชิงเซือหลงยน ดอกงูลอกคราบ รากเพลิงพุทธะ และบัวใบหมึกออกมา ล้วนเป็นสมุนไพรล้ำค่าในโลกผู้ฝึกเซียนทั้งสิ้น
ผู้ฝึกตนหาได้อ่อนแอดั่งปุถุชนไม่ บาดแผลเล็กน้อยเพียงดูดซับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินก็ฟื้นคืนได้ หากหนักขึ้นอีกหน่อย เพียงมีโอสถที่หลอมจากสมบัติล้ำค่าแห่งสวรรค์และพิภพ ตราบใดไม่กระทบจุดสำคัญ ก็ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
น่าเสียดายที่ในถุงเฉียนคุนของหลินซูเหยามีเพียงโอสถรวมปราณขั้นต่ำขวดหนึ่ง สรรพคุณรักษาบาดแผลหาได้ดีนัก นางจึงคิดลองหลอมโอสถรักษาอาการบาดเจ็บตามตำรับในความทรงจำด้วยตนเอง
ทว่าเห็นได้ชัดว่านางไร้พรสวรรค์ในทางหลอมโอสถ เพียงหนึ่งชั่วยามก็ทำเตาเสียไปแล้วถึงสองเตา หากฝืนหลอมต่อ เกรงว่าจะมิได้สิ่งใดที่ใช้การได้
หลินซูเหยาเก็บเตาผลึกม่วงกลับเข้าถุงเฉียนคุน แล้วเงยหน้ามองโดยรอบ
เบื้องหน้าเป็นผืนน้ำกว้างระยิบระยับ สะท้อนยอดเขาเขียวขจีไกลออกไป ริมทะเลสาบปกคลุมด้วยหญ้าเขียวอ่อน ดอกไม้ป่าสีฟ้าอ่อนแต้มอยู่ประปราย กลิ่นหอมจางๆ ลอยอวลในอากาศ
หลินซูเหยาหลับตาเหยียดกาย ความหดหู่จากการหลอมโอสถล้มเหลวพลันสลายไปสิ้น
หากหลอมไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนวิธีเสียก็สิ้นเรื่อง
หลินซูเหยากวักมือเรียกหลิวกวง “เจ้าไปหาเตาต้มยามาให้ข้า…แล้วก็หม้อยาอีกใบหนึ่ง”
หลิวกวงถาม “เจ้าจะเอาเตาต้มยาไปทำสิ่งใด” จากนั้นเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้จึงโวยวาย
“ที่นี่ไม่มีแม้แต่เงาคน จะมีเตาต้มยาหม้อยาได้อย่างไร เจ้าหลอกใช้ข้าหรือไม่”
หลินซูเหยายิ้มให้เขา ดวงตาโค้งงออย่างอ่อนหวาน
“เจ้าเป็นซือหลงผู้เก่งกาจ เรื่องใดจะทำมิได้ แค่เตายากับหม้อยาเพียงอย่างละชิ้น จะยากเย็นเพียงใด เจ้าย่อมหามาได้ใช่หรือไม่”
หลิวกวงได้ยินดังนั้นก็ยืดแผ่นหลัง “เจ้ารออยู่ที่นี่”
สิ้นคำ แสงขาววาบหนึ่งก็หายลับไปจากที่เดิม หลินซูเหยามองเงาเลือนกลางอากาศที่จากไป นางฮัมเพลงเบาๆ ก่อนหมุนกายเดินกลับถ้ำ
หากหลอมโอสถมิสำเร็จ นางก็เพียงต้มยาแทน ของเหล่านี้เมื่อรวมกัน ไม่ว่าหลอมหรือต้ม ผลย่อมไม่ต่างกัน…อย่างน้อยก็น่าจะไม่ต่างกันกระมัง
ภายนอกฟ้าแจ่มใส ทว่าในถ้ำยังคงสลัว
แทบจะในทันทีที่หลินซูเหยาก้าวเข้าถ้ำ อวิ๋นหลิงจวินก็ลืมตาขึ้น
หลินซูเหยาได้เปลี่ยนจากชุดคลุมขาวของเขาเป็นอาภรณ์กระโปรงสีน้ำเงินอ่อน โฉมงามดั่งบุปผาและจันทรา เมื่อไร้อิทธิพลของยา สีหน้าที่เคยยั่วยวนก็หายไปสิ้น ดวงตากระจ่างใส งามสะอาดน่ามอง
หลินซูเหยากล่าว “ท่านตื่นพอดี”
หลินซูเหยาวางหม้อยาหินที่ประคองมาในมือ นิ้วที่ถูกความร้อนลวกจนแดงยกขึ้นบีบติ่งหูตนเองเล็กน้อย แล้วมองเขา
“เดิมทีข้าคิดจะหลอมโอสถรักษาบาดแผลให้ท่าน แต่ระดับพลังข้าต่ำ หลอมอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จึงได้แต่ต้มยาให้ท่านแทน”
หลินซูเหยาพูดพลางยกหม้อยาส่งให้เขาอีกครั้ง “ท่านดื่มเสียตอนยังร้อน”
อวิ๋นหลิงจวินทอดสายตามองปลายนิ้วของนาง ผิวของนางขาวผ่อง รอยแดงจากความร้อนจึงยิ่งเห็นชัด
อวิ๋นหลิงจวินนึกถึงร่องรอยที่ตนทิ้งไว้บนกายนางในคืนก่อน แม้ในยามคลุ้มคลั่งเขาจะพยายามยับยั้งตนมิให้เลยเถิดเกินควร แต่เพียงเขาจับเบาๆ นางก็ร้องว่าเจ็บเสียงอ่อนหวาน ช่างบอบบางนัก
เสียงใสกระจ่างของนางตัดความคิดเขา “ท่านจะไม่ดื่มหรือ”
หลินซูเหยาขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย นางยื่นหม้อยาในมือไปตรงหน้าเขา “ข้าต้มอยู่นานมากเลยนะ”
เมื่อระยะห่างลดลง เขาได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายนาง กลิ่นนั้นคล้ายหลังสายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นดินชื้น หยาดน้ำค้าง และรากหญ้าอ่อน เบาบางสะอาด สดชื่นจนกลบกลิ่นอายที่เขาทิ้งไว้บนกายนางเสียสิ้น
อวิ๋นหลิงจวินเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ครู่ต่อมาเขาจึงยื่นมือรับหม้อยา “ขอบใจ”
จากนั้นเขาก็เงยหน้าดื่มโดยไม่แม้แต่จะมองดู หลินซูเหยาอดร้องห้ามไม่ได้
“ช้าก่อน มันร้อน” อีกทั้งเขายังไม่คิดจะดูเลยหรือว่ายานี้มีพิษหรือไม่
คำว่าร้อนยังไม่ทันหลุดจากปาก เขาก็ดื่มหมดในอึกเดียว อวิ๋นหลิงจวินยกมือเช็ดคราบยาสีน้ำตาลคล้ำที่มุมปาก คิ้วของเขาขมวดแผ่วเบาเพราะความขม แล้วเอ่ยถาม
“สมุนไพรที่ใช้ต้ม เจ้าเป็นคนไปเก็บมาหรือ”
เพียงดมก็รู้ว่ายาในหม้อนี้ใส่อะไรลงไปบ้าง ก่อนหน้านี้ในถุงเฉียนคุนของนางหาได้มีสมุนไพรเหล่านี้ไม่ แม้ว่ายานี้จะเป็นประโยชน์ต่ออาการบาดเจ็บของเขาอยู่บ้าง แต่ผ่านมือของนางเช่นนี้ ฤทธิ์ยาก็มิได้รุนแรงนัก
หากเพื่อเขาแล้ว นางก็ไม่จำเป็นต้องออกไปเพ่นพ่านในเขตต้องห้ามที่อันตรายถึงชีวิตเช่นนี้
หลินซูเหยาไม่รู้ความคิดในใจเขา นางยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบตามตรง “ไม่ใช่ ข้าให้หลิวกวงไปเก็บมา”
อวิ๋นหลิงจวินนิ่งไป หลินซูเหยาเหลือบมองใบหน้าซีดขาวของเขา นางกระพริบตาเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ แล้วก้มค้นในถุงเฉียนคุน ก่อนหยิบห่อกระดาษมันออกมาอย่างระมัดระวัง
ภายในคือขนมกุ้ยฮวาที่ร่างเดิมซื้อไว้จากเมืองเล็กเชิงเขาสำนักอวิ๋นเมี่ยว ก่อนจะเข้าร่วมการประลองของสำนัก เมื่อกินไม่หมดจึงเก็บไว้ในถุงเฉียนคุน
อาจเพราะตอนเก็บรีบร้อน ขนมกุ้ยฮวาส่วนใหญ่จึงถูกกดทับจนแตกกระจาย เหลือเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดูแล้วไม่น่ามองนัก
หลินซูเหยายื่นห่อกระดาษไปข้างหน้า ด้วยความตั้งใจดีไม่กินคนเดียว “ท่านจะกินหรือไม่”
อวิ๋นหลิงจวินชะงัก เขามีชีวิตมากว่าพันปี นับแต่เลิกบริโภคอาหารก็ไม่เคยแตะต้องของกินในโลกมนุษย์อีกเลย แม้ในโลกเซียนจะมีอาหารที่ปรุงจากสมุนไพรและเนื้อสัตว์วิญญาณ ที่ทั้งสนองความอยากอาหารและเพิ่มพลังลมปราณ เขาก็ไม่เคยลิ้มลอง
หลินซูเหยาเห็นเขาไม่ขยับ นางก็เก็บมือกลับอย่างคล่องแคล่ว แล้วยิ้มตาหยี
“ท่านไม่หิวหรือ เช่นนั้นข้ากินเองนะ ข้าหิวแทบแย่แล้ว”
สิ้นคำ นางก็หยิบขนมกุ้ยฮวาชิ้นที่ใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งใส่ปาก เคี้ยวช้าๆ ไม่นานในถ้ำอันเงียบสงบก็มีเสียงกรุบกรอบเบาๆ ดังขึ้น
หลินซูเหยากินอย่างตั้งใจ จึงไม่ทันสังเกตว่าสายตาของอวิ๋นหลิงจวินยังคงทอดมองนางอย่างครุ่นคิด
หญิงสาวประคองขนมที่แตกละเอียดไว้ในมือ แก้มป่องนูนขณะเคี้ยว ทำให้เขานึกถึงแมวอ้วนตัวหนึ่งที่เคยเลี้ยงไว้เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ทั้งซุ่มซ่าม ทั้งตะกละ และยังชอบออดอ้อน
ในอากาศจึงมีไอหวานละมุนเพิ่มขึ้นอีกสายหนึ่ง อวิ๋นหลิงจวินย่นหว่างคิ้วเล็กน้อย พลันได้สติกลับมา แววตาพลันมืดลงราวถูกเงาบางอย่างปกคลุม
หลินซูเหยาเห็นสีหน้าเขาไม่สู้ดี จึงรีบวางขนมกุ้ยฮวาลง คิดว่าเป็นเพราะยาที่เพิ่งดื่มเข้าไป นางถามอย่างร้อนใจว่า
“ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ”
อวิ๋นหลิงจวินมองสบตานางเงียบๆ ดวงตาดำสนิทสะท้อนแววกังวลในดวงตาของนาง
ครู่หนึ่งเขาจึงหลุบตาลง เอ่ยเสียงต่ำ “ไม่เป็นไร” เขาหยุดชั่วขณะก่อนถามต่อ “เจ้ายังไม่เลิกกินอาหารหรือ”
หลินซูเหยาร้อง “หา”
ร่างเดิมเลิกกินอาหารไปนานแล้วก็จริง แต่ชีวิตคนเราหากไร้อาหารเลิศรส จะมิขาดสีสันไปหรือ คำว่าหิวแทบตายเมื่อครู่นั้น นางเพียงพูดเล่น ที่แท้จริงคืออยากกินจนแทบทนไม่ไหวต่างหาก
นางข้ามมาที่นี่เกือบสามวันเต็มแล้ว ยังมิได้ลิ้มรสสิ่งใดเลย สำหรับคนที่เติบโตมาในแผ่นดินแห่งอาหารเลิศรส นี่ช่างเป็นเรื่องทรมานนัก
หลินซูเหยาตอบกำกวม “ก็ข้าหิวนี่”
จากนั้นดวงตาของนางกลอกไปมา ก่อนถามขึ้น “จริงสิ ข้ายังไม่รู้ชื่อท่านเลย ท่านเองก็มาร่วมการประลองของสำนักหรือ เป็นศิษย์จากสำนักใด สำนักหมื่นโอสถ สำนักเพียวเมี่ยว หุบเขาเสียงร่วง หรือว่า…”
หลินซูเหยาชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ย “สำนักอวิ๋นเมี่ยว”
