
เมื่อตัวประกอบล่อลวงตัวร้าย แล้วหนีไปพร้อมลูกในครรภ์
บทย่อ
หลินซูเหยาทะลุเข้าไปอยู่ในนิยายเทพเซียนเรื่องหนึ่ง ในฐานะตัวประกอบหญิงตัวร้าย ที่ถูกกำหนดให้ตายภายในสามบทแรก ในนิยายต้นฉบับ ร่างเดิมของนางเพื่อให้ได้ครอบครองพระเอก ถึงขั้นวางยาทั้งตัวเองและเขา แต่ทันทีที่พระเอกได้สติกลับคืนมา นางก็ถูกแทงทะลุอกด้วยกระบี่เล่มเดียว เมื่อหลินซูเหยามองพระเอกตรงหน้า เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ดวงตาเย็นชาไร้เยื่อใย นางแทบอยากคุกเข่าลงตรงนั้นทันที เพื่อเอาชีวิตรอด นางลากขาที่อ่อนยวบ หนีโซซัดโซเซเข้าไปในแห่งหนึ่งอย่างไร้ทิศทาง และบังเอิญพบกับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง หลินซูเหยาน้ำตาคลอเบ้าทันที สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้า! ในสติที่เลือนราง นางใช้ทุกวิถีทางที่มี จนสามารถคว้าตัวเขามาได้สำเร็จ ค่ำคืนอันสับสนวุ่นวายผ่านไป เมื่อหลินซูเหยาลืมตาตื่น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าหล่อเหลาเยือกเย็นดุจเซียน ภายใต้สายตาที่ยากจะคาดเดานั้น นางเผลอเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว “เอ่อ…ฤทธิ์ยาน่าจะยังไม่หมด…” ชายหนุ่มก้มลงจูบนาง เสียงแหบต่ำ “อืม” เพียงชั่วพริบตาที่หลงใหลในความงาม หลินซูเหยาก็ดำดิ่งจนถอนตัวไม่ขึ้น กระทั่งวันหนึ่งนางเผลอเข้าไปลึกถึงใจกลางแดนลับ และเห็นชายหนุ่มผู้อ่อนแอคนนั้น สีหน้าเรียบเฉย กำลังขยี้คอคนผู้หนึ่งจนขาดใจ ตราเลือดกลางหน้าผากวูบไหวปรากฏขึ้น ครานั้นเอง หลินซูเหยาถึงได้ตระหนัก คนตรงหน้าคือตัวร้ายผู้ทำลายโลกในหนังสือเล่มนี้! หลินซูเหยายิ้มแห้งๆ “ไม่ไหว ไม่ไหว…ข้าไปก็ได้…” นางหนีมาได้ไม่นาน เมื่อกลับถึงสำนักกลับพบว่าท้องของตนเริ่มนูนขึ้นทีละน้อย ขณะกำลังสับสนไม่รู้จะทำอย่างไร ตัวร้ายผู้นั้นก็ตามหานางพบจนได้ ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา เขากอดนางแน่น ไม่ยอมให้นางหนีไปไหนอีก “ยังคิดจะหนีอีกหรือ?” เช้าวันถัดมา หลินซูเหยาขดตัวอยู่ลึกในตำหนักแห่งหนึ่ง มองโซ่เงินที่คล้องอยู่รอบข้อเท้า หัวใจก็พังครืนอีกครั้ง ***** เมื่อพันปีก่อน อวิ๋นหลิงจวิน ปรมาจารย์กระบี่แห่งสำนักอวิ๋นเมี่ยวเผลอเข้าสู่มารวิถี และใช้พลังเพียงลำพัง ทำลายครึ่งหนึ่งของโลกบำเพ็ญเพียร เหล่าผู้ยิ่งใหญ่จึงจำต้องร่วมมือกันผนึกเขาไว้ แต่วันหนึ่งหญิงสาวที่หลงเข้าไปในแดนลับ กลับปลุกเขาจากการหลับใหล ยั่วยวนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนทั้งสองกลายเป็นสามีภรรยากันโดยไม่ตั้งใจ นางปลุกเขา…แล้วกลับหนีไป ใต้ผาเทียนเจวี๋ย อวิ๋นหลิงจวินฟันกระบี่เดียว ตัดขาดบันไดสู่สวรรค์ ชายผู้เย็นชามาโดยตลอดยกยิ้มบางๆ แต่ในดวงตากลับปั่นป่วนด้วยความมืดมนอันบิดเบี้ยว เขากอดเอวนางไว้แน่น กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดคาด “อาเหยา…ไม่ต้องการข้าก็แล้วไป หรือแม้แต่ลูกของเรา เจ้ายังไม่ต้องการแล้วหรือ?” หลินซูเหยา “ไม่ใช่…เดี๋ยวก่อน…ข้าขออธิบายก่อน!”
บทที่ 1 สายลมวสันต์
“ครืน!”
เสียงฟ้าร้องกึกก้องดังสนั่น ประกบด้วยสายฟ้าที่ผ่าฉีกฟากฟ้า เพียงชั่วพริบตาก็สาดแสงให้ฟ้าและดินสว่างไสวราวกลางวัน อีกทั้งยังฉายให้เห็นเงาร่างอรชรที่ก้าวเดินโซซัดโซเซอยู่บนพื้นดิน
หลินซูเหยายังคงรู้สึกมึนงงศีรษะ นางอาศัยแสงวาบนั้นมองเห็นเบื้องหน้าไม่ไกลนัก คล้ายจะมีถ้ำแห่งหนึ่ง
นางไม่รู้ว่านี่คือสถานที่ใด และก็แยกไม่ออกว่าความชื้นอุ่นในอากาศยามนี้เป็นลางก่อนพายุฝนฟ้าคะนอง หรือเป็นเพียงภาพลวงจากความร้อนรุ่มภายในร่างกายของตนเอง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ตอนนี้นางจำต้องหาที่หลบพักให้ได้
หลินซูเหยาค่อยๆ ปรับลมหายใจ นางยกมือขึ้น นิ้วเรียวขาวจับชายเสื้อแล้วออกแรงคลายเล็กน้อย รอจนความร้อนภายในทุเลาลงบ้าง จึงลากขาที่อ่อนแรงก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
เมื่อก้าวเข้าไปในถ้ำ ความร้อนรุ่มในกายกลับปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างยับยั้งไม่อยู่ ราวกับคลื่นซัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางเผลอสูดหายใจแรงหนึ่งครา พลันรู้สึกว่าแผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อ เสื้อชั้นในแทบถูกเหงื่อซึมจนเปียกแนบกาย ชวนให้อึดอัดยิ่งนัก โชคดีที่ภายในถ้ำแม้จะมืดสลัว หากกลับแห้งและอบอุ่นเกินคาด
หลินซูเหยาพยุงกายพิงผนังถ้ำ ค่อยๆ ขยับก้าวลึกเข้าไปทีละก้าว
ไม่รู้ว่าเดินไปไกลเพียงใด หรืออาจเป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น เมื่อเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นเงาร่างสีขาวเลือนรางอยู่ไม่ไกลนัก
หากเป็นยามปกติ นางคงตกใจจนแทบสิ้นสติ ทว่าในยามนี้ สติที่ถูกความร้อนแผดเผาจนแทบสูญสิ้น กลับไม่เปิดโอกาสให้นางรู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดผลักดันให้นางยังคงก้าวเดินต่อไป
ครั้นใกล้ถึงตัวคนผู้นั้น นางก็หมดแรงพยุงกาย เท้าอ่อนยวบลงกะทันหัน ร่างจึงชนเข้ากับแผงอกที่ยังคงเย็นเยียบ เครื่องประดับที่เอวของนางกระทบกันจนเกิดเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น เสียงนั้นชัดเจนยิ่งนักในถ้ำอันเงียบงัน ทว่าหลินซูเหยากลับได้ยินเพียงเสียงลมหายใจรัวของตนเอง
นางยกมือขึ้นโอบรอบลำคอของผู้ที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว เพื่อพยุงร่างไว้ จากนั้นสติจึงค่อยๆ รับรู้ตามมาว่า นี่คือบุรุษผู้หนึ่ง
และเพราะการโอบกอดเช่นนั้น บุรุษผู้นั้นก็ผงกายยืนขึ้นอย่างช้าๆ หลินซูเหยาจึงรับรู้ว่าเขาสูงใหญ่นัก แม้นางจะยืนตัวตรงแล้ว หน้าผากก็ยังเพียงแตะถึงซอกคอของเขาเท่านั้น
นางยกเปลือกตาขึ้น ทว่าในสายตาราวกับมีม่านหมอกบางบดบัง จึงมองเห็นเพียงใบหน้าที่เลือนราง
เป็นใบหน้าหล่อเหลาแต่ดูซีดขาว มองไม่ชัดเจนถึงเค้าโครง เส้นผมยาวสีดำสนิทราวน้ำตกทอดตัวลง ปล่อยยาวอยู่ตรงหน้าของนาง
เขาน่าจะเป็นบุรุษที่งดงามยิ่งคนหนึ่ง ความร้อนรุ่มในใจกลับโหมกระหน่ำยิ่งขึ้นเพราะความคิดนั้น ไฟร้อนแผดเผาลึกถึงกระดูก จนหลินซูเหยารู้สึกว่าตนเองกำลังจะละลายกลายเป็นน้ำ สติที่เหลืออยู่น้อยนิดก็สูญสลายไปในชั่วขณะนั้น
นางเขย่งปลายเท้า มือออกแรงกดศีรษะของเขาให้ก้มลงเล็กน้อย แล้วไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น จูบลงไปทันที
สำหรับการกระทำอันหุนหันของนาง ดวงตาของบุรุษผู้นั้นกลับไร้ซึ่งการเคลื่นไหว เขาปล่อยให้นางสอดมือเข้าไปในอกเสื้อ เพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วรวมพลังวิญญาณก่อเป็นคมมีด เตรียมลงมือในลมหายใจถัดไป
ทว่าในจังหวะนั้นเอง หลินซูเหยากลับพุ่งตัวเข้าหาอย่างแรง จนบุรุษที่ไม่ทันตั้งตัวถูกนางผลักล้มลงไปทั้งร่าง
บุรุษผู้นั้นคล้ายชะงักงันไปเพียงชั่วอึดใจ แต่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ นั้น กลิ่นหอมหวานละมุนราวน้ำตาลผสมน้ำผึ้งก็พุ่งเข้าสู่ปลายจมูกของเขา เขายังไม่ทันกลั้นลมหายใจ หญิงสาวก็แนบหน้าเข้ามาอีกครั้ง
ริมฝีปากของนางอุ่นนุ่ม ทว่าจุมพิตอย่างไร้แบบแผน ระหว่างริมฝีปากและฟันที่กระทบกันนั้น กลิ่นคาวเลือดจางๆ ค่อยๆ แผ่ซ่านอยู่ในปากของทั้งสองคน
ลมหายใจของเขาชะงักไปชั่วครู่ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างไม่รู้ตัว ภายในถ้ำมืดสนิท ทว่าไม่ได้ส่งผลต่อสายตาของเขาแม้แต่น้อย เพียงกดสายตามองต่ำลง เขาก็มองเห็นโฉมหน้าของสตรีผู้นี้ได้อย่างชัดเจน
คิ้วเรียวราวใบหลิว ใบหน้าอ่อนหวานดั่งดอกบัว รูปโฉมงดงามยิ่งนัก ยามนี้พวงแก้มของนางแดงระเรื่อ ดวงตาปิดลงครึ่งหนึ่ง หางคิ้วหางตาถูกย้อมด้วยกลิ่นอายวสันต์อย่างไร้ขอบเขต เสน่ห์เย้ายวนเอ่อล้น ชวนให้ใจสั่นไหว
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย หางตาแดงเรื่อเพราะราคะที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในกาย ลมหายใจพลันหนักขึ้น ดวงตาดำขลับปั่นป่วน น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
แต่สตรีที่อยู่บนร่างของเขากลับยังไม่รู้ความตาย ลงมือลงไม้กับเขาอย่างไม่เกรงกลัว เสื้อผ้าของเขาถูกนางดึงเปิดออกไปกว่าครึ่ง มือคู่นั้นยังลูบไล้ไปทั่วกายเขาอย่างอิสระ
นางถึงกับบิดเอวอย่างยากลำบาก พยายามแนบกายเข้าใกล้อ้อมอกที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายแก่ตนมากยิ่งขึ้น ดวงตาดำในชั่วขณะนั้นราวกับมีเปลวไฟลุกโชนเผาไหม้
ทันใดนั้น เขาก้มศีรษะลง มือหนึ่งบีบคางของนางไว้แน่น ริมฝีปากบางเย็นเยียบปิดผนึกความอ่อนนุ่มนั้นอย่างเอาแต่ใจและดุดัน
หลินซูเหยาสัมผัสได้ชัดเจนถึงความร้อนที่ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ทว่าริมฝีปากของเขากลับยังคงเย็นเฉียบ เมื่อสัมผัสลงบนกายนาง กลับปลุกเปลวไฟเล็กๆ ให้ลุกโชน ราวกับจะเผาผลาญนางให้สลายไปทั้งร่าง
นางยังไม่ทันได้คิด เสื้อผ้าชั้นนอกที่สวมใส่อย่างซับซ้อนก็หลุดออกไปอย่างรวดเร็ว ไหมเงินที่ปักอยู่ถูผ่านผิวกาย จนเกิดความเจ็บบางเบา
แต่เมื่อเทียบกับความเจ็บปวดแล้ว การแนบชิดอย่างลึกซึ้งตรงหน้านี้กลับทำให้นางทนไม่ไหวมากกว่า
สติทนไม่ไหว ร่างกายก็ยิ่งทนไม่ไหว
นางยกมือขึ้น ฝ่ามือแตะต้องแผ่นหลังของบุรุษที่ตึงแน่น สัมผัสได้ถึงความเย็นบางเบา ทว่าไม่อาจคลายความร้อนรุ่มที่ปะทุขึ้นในใจนางได้เลย
เสียงถอนหายใจแผ่วต่ำหลุดออกมาจากริมฝีปากของนาง คล้ายไม่พอใจ คล้ายทรมาน
ในชั่วขณะถัดมา แขนยาวของบุรุษก็เหยียดออก ฝ่ามือกว้างร้อนผ่าวรัดเอวของนางไว้ ก่อนจะพลิกร่างนางกลับไปทั้งตัว
เขาใช้มือเดียวกดข้อมือทั้งสองของนางไม่ให้ขยับ แล้วจุมพิตอย่างดุร้ายป่าเถื่อน ฟันยังเพิ่มแรงกัด ไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรุกเร้าที่ทวีความก้าวร้าวเด็ดขาดขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่านางจะรับไหวหรือไม่
เสียงสะอื้นแผ่วเบาปะปนกับเสียงครางต่ำ ค่อยๆ หลอมรวมไปกับราตรีที่ฟ้าร้องฝนกระหน่ำ ก่อนจะเลือนหายไปช้าๆ
หลินซูเหยาลืมตาขึ้นอย่างเลือนราง เบื้องหน้ายังคงมืดสลัว มองเห็นได้รางๆ ว่าไม่ไกลนักคือผนังหิน ด้านบนสลักอักขระเต็มแน่นไปหมด
หลินซูเหยานิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง เพียงชั่วครู่นั้นเอง ความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกระแสน้ำเชี่ยว
ชั่วขณะหนึ่ง นางเห็นตนเองถูกสามีภรรยาคู่หนึ่งที่สวมเสื้อผ้าหยาบถือไม้กวาดฟาดไม่ยั้ง นางกอดศีรษะหลบอยู่ใต้โต๊ะอย่างน่าเวทนา ร้องไห้ตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง
อีกชั่วขณะหนึ่ง นางกำลังฝึกกระบี่กับศิษย์พี่ชายศิษย์พี่สาว ถูกฟาดล้มครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ลุกขึ้นยืนใหม่ทุกครั้ง
และอีกชั่วขณะหนึ่ง นางกลับอยู่กับบุรุษผู้สง่างามดุจสนสูงตระหง่าน ภายในห้องที่ยุ่งเหยิง โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด เต็มไปด้วยความวุ่นวายและการแนบชิดอันสับสน
ความทรงจำอันสับสนปะปนเหล่านั้น เปรียบเสมือนเข็มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงเข้าสู่สมองทีละเล่ม
ท้ายที่สุด ภาพทุกอย่างก็หยุดลงที่ภาพบุรุษผู้นั้นชักกระบี่แทงทะลุร่างของนาง หลินซูเหยาปวดศีรษะราวจะแตก นางต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าความเจ็บปวดจะค่อยๆ คลายลง
นางสูดลมหายใจลึกๆ กะพริบตาอย่างเชื่องช้า จึงค่อยนึกขึ้นได้ว่า ตนเองได้ทะลุเข้ามาอยู่ในหนังสือแล้ว และเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “วิถีเซียน”
เรื่องนี้เล่าถึงซ่งเฉินอวี้ พระเอกของเรื่อง จากศิษย์นอกสำนักกระบี่อวิ๋นเมี่ยวผู้ถูกผู้คนเหยียบย่ำรังแก ค่อยๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นยอดกระบี่ผู้เลื่องชื่อในหมู่ผู้ฝึกตน ก่อนจะปราบจอมมารตัวร้ายของเรื่อง และในที่สุดก็เหาะเหินขึ้นสู่แดนเซียน สำเร็จเส้นทางเซียนสมดังใจ
แน่นอนว่าตามขนบนิยายที่ยกพระเอกเป็นศูนย์กลาง ตลอดเส้นทางการบำเพ็ญเพียรย่อมมีสตรีมากมายเข้ามาผูกพัน ทว่าเขามีจิตใจแน่วแน่ แม้กระทั่งต่อศิษย์น้องหญิงเพียงผู้เดียวที่เขาเคยหวั่นไหวอย่างแท้จริง สุดท้ายก็ยังตัดขาดรากแห่งรักได้ทัน จึงสามารถเหาะเหินขึ้นสู่สวรรค์ได้
ส่วนหลินซูเหยาในเรื่องนี้กลับเป็นตัวละครที่พิเศษยิ่งนัก นางคือตัวประกอบหญิงตัวร้ายผู้หนึ่ง ที่แย่งชิงหยวนหยางของพระเอกไป
เรื่องการแย่งชิงหยวนหยางนั้น ขอพักไว้ก่อน แล้วตัวละครประกอบผู้นี้ ปรากฏตัวได้ถึงขั้นใดกันเล่า
ทั้งเรื่องมีราวห้าร้อยกว่าตอน แต่หลินซูเหยาปรากฏตัวเพียงสามตอนสั้นๆ รวมเนื้อหาแล้วยังไม่ถึงพันคำด้วยซ้ำ
หลินซูเหยาในหนังสือเป็นศิษย์หญิงสำนักเหอฮวน ผู้มีพรสวรรค์ธรรมดา แต่เพราะประสบการณ์ในวัยเยาว์ทำให้นิสัยบิดเบี้ยว เพื่อยกระดับพลังบำเพ็ญ นางอาศัยช่วงประลองใหญ่ของสำนัก ลอบวางยาเหอฮวนจุ้ยใส่ตนเอง หวังจะบำเพ็ญคู่กับพระเอกเพื่อดูดกลืนพลังของเขา
ทว่าเช้าวันถัดมา เมื่อพระเอกได้สติฟื้นคืน เขาก็ชักกระบี่แทงนางทะลุร่างทันที และที่ซวยยิ่งกว่านั้นก็คือ ช่วงเวลาที่หลินซูเหยาทะลุเข้ามาเมื่อวาน คือช่วงที่ร่างเดิมเพิ่งจะถอดเสื้อผ้าพระเอกเกือบหมด และถูกพระเอกซัดฝ่ามือเดียวกระเด็นออกไป
ลองจินตนาการดูสิ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตนเองถูกฝ่ามือคนอื่นซัดจนปลิว ห้องโดยรอบเต็มไปด้วยโต๊ะเก้าอี้หักพังระเกะระกะ และเบื้องหน้าคือคนที่เพิ่งซัดตนเองกระเด็น เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เผยเอวคอดไหล่กว้าง กำลังก้าวเข้ามาหาด้วยสีหน้าเย็นชา…
เมื่อหลินซูเหยาตระหนักถึงสถานการณ์ นางก็ตัดสินใจฉับไว คว้าฉินบรรพกาลที่ตกอยู่ข้างกายขึ้นมาด้วยสองมือ แล้วฟาดใส่พระเอกอย่างแรง
โชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง แม้ระดับพลังของพระเอกจะสูงกว่านางมาก แต่เพราะฤทธิ์ยาเหอฮวนจุ้ยทำให้จิตใจเขาไม่มั่นคง เมื่อถูกนางฟาดเช่นนั้นเข้าไป เขาจึงสลบลงจริงๆ
หลังจากนั้นหลินซูเหยาก็ไม่อาจสนใจสิ่งใดได้อีก รีบเร่งหลบหนีออกจากสถานที่เกิดเหตุอย่างสุดกำลัง
ในเวลานั้นสติของนางถูกฤทธิ์ยากัดกร่อนจนเลอะเลือน แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองวิ่งหนีมาถึงที่ใด
แต่ในยามนี้…นางค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น มองเห็นบนพื้นดินไม่ไกลนัก มีกองอาภรณ์แพรไหมระเกะระกะ ทั้งของนางและของบุรุษทับซ้อนปะปนกัน เพียงชั่วพริบตา ความทรงจำตลอดทั้งคืนก็หลั่งไหลย้อนกลับมาอย่างไม่อาจห้ามได้
ดวงตาของหลินซูเหยาร้อนผ่าว นางรีบเบือนสายตาหนีในทันที เมื่อมองออกไปด้านนอก จากโต๊ะหิน เก้าอี้หิน จนถึงผนังถ้ำที่สลักอักขระแน่นขนัด ทุกจุดที่สายตากวาดผ่าน ล้วนกระตุ้นให้ภาพอันไม่เหมาะสมผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
สายตาของนางไม่รู้จะวางไว้ที่ใด สุดท้ายจึงรีบก้มหน้าลง แล้วนางก็เห็นฝ่ามือหนึ่งวางอยู่ตรงเอวของตน เป็นมือของบุรุษ นิ้วเรียวยาว ข้อนิ้วเด่นชัด สะอาดและมั่นคง
สติของหลินซูเหยาพร่าเลือนไปชั่วขณะ จะหนีหรือ ในสภาพที่เอวแทบหักเช่นนี้ นางยังจะลุกหนีไปได้จริงหรือ
ไม่หนีหรือ หากเขาเป็นคนโหดเหี้ยมเช่นเดียวกับพระเอก นางไม่เท่ากับรอความตายอยู่ตรงนี้หรือ
นางไม่ได้ลังเลอยู่นานนัก ก็เลือกได้ในที่สุด ต่อให้เอวปวดจนแทบทนไม่ไหว เพื่อรักษาชีวิต นางก็ไม่ใช่ว่าจะอดทนไม่ได้
หลินซูเหยากัดฟัน เตรียมจะลุกขึ้นนั่ง ทว่าทันใดนั้นเอง แรงกดหนักก็ตกลงบนเอวของนางอีกครั้ง กดนางให้ล้มลงไปดังเดิม
เสื้อชั้นในสีขาวที่คลุมร่างทั้งสองไว้อย่างลวกๆ พลันเลื่อนหลุดจากบ่าของนาง เผยผิวขาวเนียนที่เต็มไปด้วยร่องรอย
หลินซูเหยาชะงักแข็งค้าง ได้ยินเสียงลมหายใจของผู้อยู่ข้างกายเหมือนจะหอบถี่ขึ้นเล็กน้อย นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าของบุรุษผู้มีรูปโฉมงดงามเกินผู้ใดก็ปรากฏเข้าสู่สายตา
คิ้วตาเปิดเผย สันจมูกโด่งคม สันกรอบหน้าเด่นชัด ราวกับเซียนผู้ก่อกำเนิดจากน้ำค้างแข็งบนยอดเขา สูงส่งและเย็นชา ไม่อาจให้ผู้ใดเอื้อมคว้าแตะต้อง
เขากำลังก้มมองนาง ดวงตาสีเข้มคู่นั้นเหมือนแฝงไว้ด้วยไอเย็น เป็นความเย็นชาที่อยู่เหนือผู้คน
หลินซูเหยาเผลอขยับกายถอยหลัง ทว่ามือที่วางอยู่บนเอวของนางกลับรัดแน่นขึ้นในจังหวะนั้น ตรึงนางไว้กับที่อย่างไม่เปิดโอกาสให้หลบหนี
“จะไปไหน” เสียงของบุรุษนั้นเย็นชาและแหบต่ำ ราวกับกระซิบข้างหูนาง
แต่หลินซูเหยากลับฟังออกอย่างชัดเจน ว่าในคำพูดนั้นแฝงไว้ด้วยไอหนาวที่ชวนให้ขนลุก สถานการณ์ดูท่าจะ…ไม่ค่อยสู้ดีนัก
หลินซูเหยาสะดุ้งเล็กน้อย นางกลืนน้ำลาย ฝืนเค้นเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคอ
“ข้าแค่…ตื่นแล้ว เลยลุกขึ้นมา…ขยับตัวนิดหน่อยเท่านั้น”
จากนั้นนางก็พยายามยกมุมปากขึ้นยิ้มให้เขาอย่างสุดความสามารถ เป็นรอยยิ้มที่นางคิดว่าดูเป็นมิตรและกระตือรือร้นพอสมควร
เขาว่ากันว่า คนยิ้มให้กันย่อมไม่ถูกทำร้าย นางยิ้มหวานถึงเพียงนี้แล้ว คงไม่ถูกซัดซ้ำอีกกระมัง
บุรุษผู้นั้นจ้องมองนางตรงๆ ไม่ละสายตา ปลายนิ้วลูบไล้ผิวอ่อนบางบริเวณเอวของนางไปมาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นอย่างเนิบช้า
“อ้อ ไม่ได้คิดจะหนีหรือ”
“มะ…ไม่…ไม่หรอก”
สัญญาณอันตรายดังลั่นในหัว หลินซูเหยามองแววตาเย็นเฉียบของเขา แล้วถ้อยคำหนึ่งที่ไม่ผ่านการไตร่ตรองก็หลุดออกจากปากในทันที
“คือว่า…ข้ารู้สึกว่ายานั่น…เหมือนฤทธิ์จะยังไม่หมด…”
