บทที่ 3 ผูกสัญญาสัตว์เทพบรรกาล
อากาศโดยรอบพลันสั่นไหว เกิดกระแสลมพัดวูบหนึ่ง พัดปลิวเส้นผมที่ปรกหน้าผากของหลินซูเหยาให้ไหวเอน
ท่ามกลางกิ่งก้านหนาทึบของสวินมู่ มีอสูรกายขนาดมหึมาตัวหนึ่งเลื้อยขดอยู่ ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งสะท้อนแสงเย็นเยียบ
นั่นคืออสรพิษหรือ ศีรษะมันใหญ่โต ลิ้นสีแดงเข้มดุจโลหิตยื่นยาวออกมาหลายฉื่อ เขี้ยวคมราวคมมีด ลมหายใจพ่นออกมาพร้อมเสียงฟู่เย็นยะเยือก เพียงคำเดียวก็คงกลืนคนทั้งคนได้โดยไม่เหลือแม้เศษซาก
ในความทรงจำของร่างเดิมไม่เคยพบอสรพิษเช่นนี้มาก่อน
หลินซูเหยายืนตะลึงอยู่นาน นี่นางมีวาสนาเช่นไร เพิ่งทะลุมาก็กลายเป็นตัวประกอบหญิงตัวร้าย เกือบถูกกระบี่แทงตาย อุตส่าห์ลงสระน้ำพุร้อน ก็ยังจะพบสัตว์ปีศาจน่าหวาดผวาเช่นนี้อีก
หลินซูเหยาเผลอหันหลังเตรียมจะวิ่งหนี ทว่าอสรพิษเงยศีรษะคำราม แล้วพุ่งเข้าจู่โจมอย่างฉับพลัน
กลิ่นเหม็นคาวรุนแรงพุ่งถึงปลายจมูก หลินซูเหยายังไม่ทันได้ตอบสนอง เบื้องหน้าก็ปรากฏม่านพลังโปร่งใสผุดขึ้น เสียงดังปัง อสรพิษพุ่งชนจนเกิดรอยร้าวคล้ายใยแมงมุมแผ่กระจายทั่วม่านพลังนั้น
ลำตัวมันเคลื่อนไหวว่องไว โจมตีครั้งแรกไม่สำเร็จ ก็พลิกตัวไล่ล่าเงาร่างในชุดสีดำอีกฟากหนึ่งทันที
ในเวลาเดียวกัน ม่านพลังที่กั้นอยู่เบื้องหน้าหลินซูเหยาก็แตกกระจายเป็นประกายแสงเล็กๆ แล้วสลายหายไปในอากาศ
หลินซูเหยาเบิกตากว้าง เมื่อเทียบกับอสรพิษที่ลำตัวใหญ่ราวถังน้ำ เงาร่างสีดำดูเล็กนัก เพียงหางของมันสะบัดผ่านผิวน้ำ ก็สามารถก่อคลื่นสูงใหญ่
หลังจากหลบเลี่ยงอยู่หลายครั้ง อสรพิษก็โกรธจัด ศีรษะมันอ้าปากกว้างอีกครั้ง เปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาเป็นสาย ราวมังกรไฟคำรามพุ่งตรงไปยังบุรุษตรงหน้า
ท่ามกลางเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่แทบไม่ได้ยิน บุรุษผู้นั้นไม่หลบไม่หลีก กลับพุ่งตรงเข้าสู่ปากอสรพิษ
เปลวไฟโอบรัดร่างเขา ขณะเดียวกันเขี้ยวแหลมก็แทงทะลุหัวไหล่ของเขา หลินซูเหยาเห็นเช่นนั้นก็สูดลมหายใจเฮือก
ครานี้คงสิ้นแล้ว เขาคงถูกเผาจนกลายเป็นอาหารของอสรพิษ และวันนี้นางก็คงไม่รอดเช่นกัน
กลางอากาศ ขณะที่อสรพิษกัดไหล่ของอวิ๋นหลิงจวิน เปลวไฟพลันมอดดับ มันกำลังพยายามกลืนเหยื่อในปาก ทว่าค่ายกลหนึ่งก็ร่วงลงจากเบื้องบนดุจตาข่ายยักษ์ ครอบมันไว้แน่นหนา
พลังวิญญาณมหาศาลพวยพุ่งออกจากค่ายกล อสรพิษถูกกดทับจนร่วงกระแทกพื้น เหยื่อที่คาบไว้หลุดกลิ้งออกมา
หลินซูเหยามองเงาร่างสีดำที่ล้มเอนมาทางตนอย่างงุนงง นางยื่นมือรับเขาโดยไม่รู้ตัว แรงเฉื่อยพาให้ทั้งสองถอยหลังไปหลายก้าว จนเกือบถึงขอบสระจึงหยุดลง
เขาสูงใหญ่นัก บัดนี้ศีรษะของเขาก้มลงพิงอยู่ที่ซอกคอของนาง เส้นผมยาวกระจัดกระจายปกคลุมใบหน้า ไหล่ทั้งสองมีรอยทะลุเป็นรู เลือดสีแดงสดหยดลงเป็นเม็ดๆ กระทบผิวน้ำ ราวบุปผาบานชั่วขณะ
หรือว่าเขาจะตายแล้ว หลินซูเหยารีบยื่นคอมองบาดแผลของเขา ทว่าได้ยินเสียงอ่อนแรงของเขาดังขึ้น
“ค่ายกลกักมันไว้ได้ไม่นาน”
“ใช้ฉินหมิงซวงจัดการมัน”
หลินซูเหยารีบพยักหน้า มือไม้วุ่นวายช่วยพาเขาไปพิงใต้ต้นสวินมู่ “ข้าไปเอา ท่าน”
“พลังข้าหมดแล้ว” อวิ๋นหลิงจวินเอ่ยขัด “เจ้าจัดการเอง”
สิ้นคำ ฉินบรรพกาลที่ดุจน้ำแข็งและหยกก็ปรากฏขึ้นข้างกายนางทันที ก่อนที่นางจะทันตั้งตัว เขาก็ถ่ายทอดคาถาให้แก่นางอย่างรวดเร็ว
หลินซูเหยานิ่งอึ้ง ประเด็นคือนางไม่รู้วิธีใช้มันเลย
อีกด้านหนึ่ง ค่ายกลเริ่มสั่นคลอน อสรพิษเริ่มขยับกายได้เล็กน้อย อีกไม่นานมันคงหลุดพ้นจากการกักขัง หลินซูเหยาเหลือบมองแล้วกัดฟัน คว้าฉินขึ้นเตรียมจะดีด แต่ว่าฉิน เหตุใดจึงไม่มีสาย
“แปรพลังวิญญาณเป็นสายฉิน”
ย่อมได้ หลินซูเหยาสูดลมหายใจลึกหนึ่งครา หลับตาลง พยายามกดความสั่นไหวที่ปลายนิ้วให้สงบลง
เพียงชั่วความคิดหนึ่ง ลำแสงสีขาวนวลหลายสายก็พุ่งออกมาจากข้อมือของนาง ไหลเวียนตามจังหวะที่มือพลิกหมุน ครั้นปลายนิ้วแตะลงบนสายฉิน ก็ราวกับมีบางสิ่งคอยชักนำอยู่เบื้องหลัง
เมื่อปลายนิ้วดีดลง เสียงฉินใสกระจ่างก็ดังขึ้น พลังวิญญาณโดยรอบเริ่มหลั่งไหลรวมกัน ก่อเกิดเป็นชั้นผลึกน้ำแข็งซ้อนทับ ผลึกเหล่านั้นเปล่งประกายเย็นเยียบ พุ่งเข้าใส่อสรพิษที่เพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการ
เพียงชั่วพริบตา อสรพิษก็ถูกตรึงลงกับพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้อีก
สำเร็จแล้วหรือ...นางเก่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ หลินซูเหยาไม่กล้าคลายความระวัง ดวงตาจับจ้องอสรพิษที่ล้มอยู่แน่นิ่ง
ไม่นานนัก เพียงไม่กี่ลมหายใจ หน้าผากของอสรพิษก็พลันเปล่งแสงสีทองอ่อนขึ้นจุดหนึ่ง ชั่วขณะต่อมา หลินซูเหยาก็สบเข้ากับดวงตาแนวตั้งสีทองเป็นเส้นยาวคู่หนึ่ง
“มองอะไร ข้ายังไม่ตาย”
เสียงนั้นเป็นเสียงของเด็กหนุ่ม ฟังดูหยิ่งยโสอยู่ไม่น้อย
“อย่าคิดว่าใช้ฉินผุพังนี่แล้วจะฆ่าข้าได้ หากไม่ใช่เพราะในฉินนั้นมีพลังวิญญาณของผู้บำเพ็ญขั้นสูงหลงเหลืออยู่ เจ้าไม่มีทางทำร้ายข้าได้”
เป็นเช่นนั้นหรือ หลินซูเหยากะพริบตา ครู่ถัดมานางหรี่ตาลง ยิ้มให้มันเล็กน้อย แล้วคว้าฉินหมิงซวงขึ้นมาอีกครั้ง
ฆ่าไม่ได้ อย่างน้อยก็คงฟาดให้สลบได้กระมัง
“หยุดมือ”
อสรพิษดิ้นรนสุดแรง ทว่าเพราะถูกผลึกน้ำแข็งตรึงแน่น จึงทำได้เพียงมองฉินที่กำลังจะฟาดลงมาบนศีรษะ พลันร้องลั่น
“ข้าเป็นสัตว์เทพ ข้ายอมรับเจ้าเป็นนายได้ เจ้ารีบหยุดมือ”
มุมศีรษะของมันที่ถูกฉินหมิงซวงแตะต้องเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งแล้ว
หลินซูเหยากะพริบตาแล้วยิ้มบางๆ ให้มัน “ข้าอ่านหนังสือน้อย อย่าหลอกข้า”
อสรพิษนิ่งงัน หลินซูเหยาถามต่อ “เจ้าคือตัวอะไร”
ตัวอะไรหรือ มันเป็นสัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่ กลับถูกสตรีผู้บำเพ็ญตื้นเขินทำร้าย ซ้ำยังถูกเรียกว่าเป็นตัวอะไรอีก
มันอดกลั้นโทสะไว้หลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงกดต่ำ “ข้าชื่อหลิวกวง”
“อ้อ” หลินซูเหยารับคำ แล้วถามต่อ “แล้วเหตุใดเจ้าจึงถูกผนึกไว้ที่นี่”
หลิวกวงชะงักไปครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วคิดอยู่พักใหญ่จึงตอบ “ข้านอนหลับอยู่นาน จำได้ไม่ชัดนัก แต่…ข้าน่าจะอยู่ที่นี่เพื่อคุ้มครองต้นสวินมู่”
สวินมู่เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ มีสัตว์อารักษ์ก็พอเข้าใจได้ แต่ค่ายกลผนึกในถ้ำคงไม่ได้ตั้งไว้เพื่อดูเล่นกระมัง อสรพิษตัวนี้ช่างไม่น่าไว้วางใจนัก
หลินซูเหยาเหลือบตามองมัน เห็นว่ามันคงไม่อาจหลุดจากผลึกน้ำแข็งได้ในเร็ววัน จึงไม่สนใจมันอีก นางอุ้มฉินหมิงซวงเดินกลับไปหาอวิ๋นหลิงจวิน
ไหล่ของเขาถูกกัดทะลุเป็นรูสองแห่ง เลือดที่ซึมออกมาย้อมอาภรณ์เป็นสีแดง ผิวเนื้อที่เปิดออกดำเกรียม เละเทะน่าหวาดหวั่น
หลินซูเหยามองบุรุษที่หมดสติ พลางเบะปากเล็กน้อย “ท่านอย่าตายนะ”
กล่าวตามจริง เมื่อคืนนี้เขาช่วยนาง วันนี้ก็ยังปกป้องนางอีก นับว่าเป็นผู้มีพระคุณของนางอย่างยิ่ง หากเขาตายต่อหน้าต่อตา นางคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
“ข้ามีพิษ อีกทั้งยังมีไฟพิษเผาผลาญ บาดแผลของเขาจะซึมพิษไฟ เผาไหม้เส้นลมปราณและอวัยวะภายใน”
หลิวกวงหัวเราะเบาๆ “หากเจ้าช่วยปลดผนึกข้า ข้าจะยอมรับเจ้าเป็นนาย ทำตามคำสั่งทุกอย่าง และข้าก็ช่วยชีวิตเขาได้”
“เจ้านี่เป็นงูแท้ๆ ยังปากดีไม่น้อย” หลินซูเหยาส่งเสียงฮึเบาๆ
“มันไม่ได้โกหก” เสียงเย็นใสดังขึ้นในห้วงสำนึก
หลินซูเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง นางรู้ทันทีว่ามีผู้ส่งกระแสเสียงมาถึงนางโดยตรง
“แต่สัญญาผูกพันทั่วไปไม่อาจควบคุมมันได้”
เสียงนั้นหยุดลงเล็กน้อย แล้วในห้วงความคิดของนางก็ปรากฏลวดลายอักขระซับซ้อนประณีตขึ้นรูปหนึ่ง
“นี่คือสิ่งใด”
“คาถาอาญาสิทธิ์เทพ”
หลินซูเหยาพยักหน้า จดจำวิธีวาดอักขระนั้นไว้ในใจ แล้วจึงหันกลับไปกล่าวกับหลิวกวง
“เช่นนั้นข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง”
หลิวกวงกะพริบตาอย่างพึงพอใจ สีหน้าคล้ายรอไม่ไหว “เช่นนั้นก็เริ่มเถิด”
มันถูกกักขังอยู่ที่นี่เกือบพันปี หากมิใช่เพราะเมื่อคืนค่ายกลผนึกเกิดรอยแยกขึ้นกะทันหัน มันก็คงยังจมอยู่ในห้วงนิทรา แต่พลังของมันถูกผนึกไว้ หากไม่อาศัยสตรีผู้นี้ มันไม่รู้เลยว่าวันหน้าจะยังมีโอกาสหลุดพ้นหรือไม่
เมื่อทำสัญญาแล้ว มันย่อมไม่อาจทำร้ายนาย และต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ทว่าก็หาใช่เรื่องใหญ่ไม่ สัญญาทั่วไปผูกมัดได้เพียงร่างงูนี้เท่านั้น ครั้นมันฟื้นคืนร่างแท้ สัญญานั้นก็ย่อมเหลือเพียงเปลือกว่างเปล่า
สตรีผู้นี้คงไม่รู้แม้แต่วิธีผูกสัญญาอย่างถูกต้องกระมัง หลิวกวงอ้าปาก เตรียมจะเอ่ยบอกวิธีทำสัญญาอย่างมีน้ำใจ ทว่าเบื้องหน้ากลับปรากฏค่ายกลขึ้นเสียก่อน
หลินซูเหยาทำตามที่อวิ๋นหลิงจวินสอน นางใช้พลังวิญญาณวาดอักขระกลางอากาศ พร้อมร่ายคาถาตามถ้อยคำที่เขาถ่ายทอดให้
“ไม่ถูก ไม่ถูก” หลิวกวงตกใจลนลาน “ไม่ใช่วิธีนั้น หยุดเดี๋ยวนี้”
วิธีที่นางใช้คือพิธีผูกสัญญาที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพกาล สัญญานั้นจะสลักลงบนดวงวิญญาณ หาใช่เพียงผูกมัดกายเนื้อไม่
บัดซบ ผู้ใดสอนนางเช่นนี้กัน
หลินซูเหยาไม่สนใจเสียงร้องโวยวายของมัน นางใช้เล็บกรีดปลายนิ้วเล็กน้อย หยดเลือดลงบนรอยประทับสีทองที่หน้าผากของหลิวกวง ค่ายกลและตราประทับหลอมรวมกัน แทรกซึมเข้าสู่หน้าผากของมันแล้วหายวับไป
หลิวกวงเบิกตากว้าง สีหน้าจากตื่นตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นโกรธแค้น เสียงด่าทอกลับกลายเป็นเสียงบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย ทว่าสัญญาสำเร็จแล้ว ต่อให้มันด่าเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
ทันใดนั้น ตราสีทองบนหน้าผากมันพลันส่องประกาย แสงทองเจิดจ้าปกคลุมร่างทั้งร่าง เกล็ดดำดุจเหล็กเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวใส ระหว่างเกล็ดมีประกายทองเล็กละเอียดแทรกอยู่ บริเวณลำตัวงอกกรงเล็บสีขาวคมกริบขึ้นมาคู่หนึ่ง
หลินซูเหยามองปราดแรกนึกว่ามันเป็นมังกรขาว แต่พอมองดีๆ แม้รูปร่างคล้ายมังกร ทว่าศีรษะกลับไร้เขา แล้วนี่คือสัตว์เทพชนิดใดกัน
“มันคือซือหลง” เสียงจากด้านหลังเอ่ยตอบ ราวกับล่วงรู้ความสงสัยของนาง
“อ้อ” หลินซูเหยานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ “ก็ดูงดงามดี”
ภาพตรงหน้าช่างประหลาดเกินจริง จนนางแทบคิดว่ากำลังฝันอยู่
เมื่อแสงทองจางหาย หลิวกวงพลิกกายคราหนึ่ง ร่างแปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์ในชั่วพริบตา คิ้วเข้มสง่างาม สันจมูกโด่ง ดวงตากลมสุกใส ผมดำรวบขึ้นเป็นมวย มีเส้นสีขาวแทรกอยู่หลายสาย กลายเป็นเด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาละมุนงดงาม
นอกจากใบหน้าหล่อเหลานั้นแล้ว รูปร่าง…สายตาของหลินซูเหยาเพิ่งตกลงบนร่างของเขาเพียงชั่วพริบตา มือใหญ่ที่ยังมีกลิ่นคาวเลือดก็ยกขึ้นปิดดวงตานางเสียแล้ว
เสียงเย็นเฉียบของบุรุษดังขึ้นข้างใบหู “สวมเสื้อผ้าเสีย หรือไม่ก็ไสหัวกลับลงสระไป”
หลิวกวงส่งเสียงฮึอย่างไม่แยแส “ข้าไม่ใช่มนุษย์ ข้าไม่ชอบสวมเสื้อผ้า อีกอย่าง เจ้าไม่ใช่นายของข้า ข้าจะต้องฟังเจ้าทำไม”
“หลับตา” ประโยคนี้ชัดเจนว่าเอ่ยกับนาง
หลินซูเหยานึกในใจว่าเขาช่างจู้จี้นัก แต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ นางก็กลืนคำพูดนั้นลงไป เพียงเอ่ยเสียงอ่อนว่า
“อืม ข้าไม่มอง”
หลิวกวงเห็นดังนั้น มุมปากก็ยกยิ้มท้าทาย “เจ้าปล่อยนาง ข้าจะให้นายของข้าได้มองข้าให้เต็มตา”
ความเย็นยะเยือกด้านหลังพลันรุนแรงขึ้น เสียงดังตูมหนึ่งครั้ง น้ำกระเซ็นขึ้นสูงจนเสื้อผ้าเปียกชื้น
หลินซูเหยาสะดุ้งด้วยความตกใจ ก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว ร่างกลับไปชนอกบุรุษด้านหลังพอดี กลิ่นคาวเลือดแรงกล้าอวลเข้าจมูก
หลินซูเหยาขมวดคิ้ว นางจับมือที่ปิดตาออก แล้วจึงพบว่าทั้งสองกลับมายังจุดเดิมที่นางตื่นขึ้นแล้ว
ด้านหลังคือแท่นหิน หลินซูเหยาประคองเขาให้นอนลงบนแท่นหิน มองบาดแผลของเขาอย่างลำบากใจ
“บาดแผลของท่านเช่นนี้ จะรักษาอย่างไรดี”
อวิ๋นหลิงจวินยกเปลือกตาขึ้นมองนางครู่หนึ่ง “ไม่เป็นไร”
หลินซูเหยาหมดคำจะพูด ใกล้จะหมดสติอยู่แล้วยังจะทำปากแข็งอีก
นางก้มลงหยิบถุงเฉียนคุนของตนขึ้นมาเปิดดู กลับเห็นฉินหมิงซวงอยู่ภายใน หลินซูเหยาชะงักไปเล็กน้อย ฉินจะเข้าไปอยู่ในถุงเฉียนคุนเองได้อย่างไร นางคิดไม่ออก จึงปล่อยความสงสัยนั้นไว้ก่อน แล้วค้นหาโอสถรวมพลังวิญญาณในถุง
โอสถรวมพลังวิญญาณเป็นโอสถรักษาบาดแผลระดับต่ำที่ร่างเดิมปรุงขึ้นเอง แม้สรรพคุณจำกัด แต่ในยามนี้ย่อมไม่มีทางเลือก อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีสิ่งใดเลย
นางเทยาออกมาหนึ่งเม็ด “โอสถรวมพลังวิญญาณนี้ ท่านลองกินสักหน่อยดีหรือไม่”
อวิ๋นหลิงจวินยังไม่ทันมองก็เอ่ยปฏิเสธ “ไม่”
คำยังไม่ทันจบ ริมฝีปากของเขาก็แตะต้องความนุ่มอุ่นอย่างกะทันหัน เพียงชั่วลมหายใจเดียว โอสถถูกส่งผ่านเข้าไปในปากเขาเรียบร้อยแล้ว หว่างคิ้วของอวิ๋นหลิงจวินกระตุกเล็กน้อย
“รีบกลืนเร็วเข้า” หลินซูเหยาเร่งเบาๆ
เมื่อคืนยังร้องไห้ขอความเมตตา วันนี้กลับกล้าพูดกับเขาเช่นนี้ เขาเองยังไม่แน่ใจว่านางกล้าหาญเกินไป หรือเพราะนางมองไม่ออกเลยว่าเขาเป็นผู้ใด
อวิ๋นหลิงจวินจ้องนางอยู่นาน สุดท้ายจึงกลืนโอสถลงช้าๆ เขากดความคิดที่สั่นไหวไว้ หลับตาลง แล้วเริ่มหมุนเวียนพลังวิญญาณที่เหลืออยู่น้อยนิดภายในกายเพื่อรักษาบาดแผล
