บทที่ 5 แมวน้อย
หัวข้อเปลี่ยนอย่างแข็งกระด้างนัก
หลินซูเหยาเห็นเขาเพียงจ้องมองตนโดยไม่กล่าววาจา ก็พลันเข้าใจไปเองว่าเขาเกรงว่านางจะรู้ชื่อแล้วตามตื๊อเขา
สวรรค์เป็นพยานเถิด นางหาได้มีความคิดเช่นนั้นไม่ หลินซูเหยาแตะปลายจมูกตนเบาๆ แล้วกล่าวเสียงอ่อนโยน
“เช่นนั้นท่านพักผ่อนเถิด ข้าจะออกไปก่อน”
สิ้นคำ นางก้มเก็บหม้อยาบนโต๊ะศิลา ก่อนหมุนกายก้าวออกจากถ้ำ
เท้าข้างหนึ่งกำลังจะพ้นปากถ้ำ พลันได้ยินเสียงบุรุษเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง
“อวิ๋นหลิงจวิน”
หลินซูเหยาหันกลับมา เห็นเพียงเค้าโครงใบหน้าที่พร่าเลือน และมุมปากที่เม้มแน่นของเขา
“ว่าอย่างไรนะ”
ครู่หนึ่ง เขาจึงขยับริมฝีปาก “ชื่อของข้า อวิ๋นหลิงจวิน”
หลินซูเหยายิ้ม ดวงตาโค้งราวจันทร์เสี้ยว “อืม ข้าชื่อหลินซูเหยา”
หญิงสาวกล่าวจบก็หมุนกายจากไป แผ่นหลังของนางบางระหง ผมดำถูกรวบอย่างลวกๆ สายรัดผมสีน้ำเงินอ่อนพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดิน
อวิ๋นหลิงจวินเก็บสายตา หลุบมองมือตนเอง ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกเมื่อครู่ คล้ายจะเป็นความหวาดกลัว เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มานานแล้ว
แล้วเขากลัวสิ่งใดกัน กลัวว่านางจะรู้ว่าเขาเป็นผู้ใดหรือ ช่างน่าขัน สตรีบอบบางเช่นนี้ แม้บัดนี้พลังของเขาจะเหือดแห้งเกือบสิ้น ก็ยังสามารถปลิดชีวิตนางได้ในฝ่ามือเดียว
ต่อให้นางรู้ว่าเขาคือปรมาจารย์กระบี่เหยียนเซียวผู้ตกสู่วิถีมารเมื่อพันปีก่อน แล้วจะอย่างไรเล่า บางทีเพียงเพราะไม่มีผู้ใดสนทนากับเขามานาน จึงรู้สึกแปลกใหม่กระมัง
หวาดกลัวหรือ…หึ อวิ๋นหลิงจวินยกมุมปากเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน แล้วหลับตาลง กลบประกายเย็นจางๆ ในดวงตา
*****
แสงจันทร์เคลื่อนคล้อย ความเย็นยามค่ำคืนค่อยๆ แทรกซึม
ลมเย็นจากปากถ้ำพัดเข้ามา หลินซูเหยากอดอกงอตัว หลังจากถูกพื้นขรุขระกดทับอยู่ครึ่งคืน ในที่สุดนางก็สะลึมสะลือปีนขึ้นไปบนแท่นศิลา
อวิ๋นหลิงจวินนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่น บำเพ็ญเพียรเงียบๆ เขารับรู้ความเคลื่อนไหว จึงเพียงเปิดเปลือกตาเหลือบมองนางครู่หนึ่ง มิได้กล่าวสิ่งใด
หลินซูเหยาเห็นท่าทางเขาแล้ว ก็เข้าใจว่าคืนนี้เขาคงไม่หลับ นางจึงวางใจเอนกายลง ไม่นานนัก ความง่วงก็คืบคลานเข้ามา
ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใด อวิ๋นหลิงจวินพลันรู้สึกถึงแรงโอบรัดที่เอว แขนขาวผ่องดุจหิมะสองข้างพาดเข้ามาแนบกาย
เขาเปิดตาขึ้น เห็นศีรษะของหญิงสาวเอนเข้ามาแนบกายอย่างว่าง่าย นางยังคงหลับสนิท
หญิงสาวหลับลึก ริมฝีปากแย้มเล็กน้อย ผมดำแผ่กระจายเต็มครึ่งแท่นศิลา อาภรณ์เลื่อนต่ำเผยผิวขาวกระจ่างด้านใน ภาพนั้นทำให้เขานึกถึงคำว่าแก่นหยกเนื้อเย็น
อวิ๋นหลิงจวินหลุบตาลง สายตานิ่งลึกจับจ้องใบหน้าด้านข้างของนาง ในความมืดรอบกายยิ่งแลดูเงียบขรึม
ต่อหน้าเขา นางยังกล้าหลับอย่างไร้การป้องกันเช่นนี้ ไม่รู้ว่านางไร้เดียงสาเกินไป หรือเชื่อใจเขามากเกินไปกันแน่
ผ่านไปเนิ่นนาน นิ้วของเขาขยับเล็กน้อย เช็ดคราบเขม่าดำที่ติดอยู่ข้างขมับของนาง เมื่อผิวสัมผัสกัน ความอุ่นนุ่มละเอียดที่ปลายนิ้วทำให้เขาชะงักงันไปชั่วขณะ
มุมปากของเขายกขึ้นแผ่วเบา เขาคิดอย่างไม่ใส่ใจว่าสตรีสามัญล้วนถือความบริสุทธิ์เป็นสิ่งสูงสุด นางเพิ่งเริ่มฝึกตน ไยยังยึดมั่นความคิดเช่นนั้น นางสูญเสียความบริสุทธิ์ที่นี่ กลับยังตั้งใจหลอมโอสถต้มยา ดูแลเขาอย่างใส่ใจ ช่างโง่เขลานัก
โง่เขลานัก…อวิ๋นหลิงจวินคิดดังนั้นแล้วจึงเอนกายลง
หลินซูเหยาดูจะทนความหนาวมิได้ นางขยับกายเข้าหาไออุ่นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานก็แนบชิดในอ้อมแขนของเขา อวิ๋นหลิงจวินจึงโอบรับนางอย่างเงียบงัน แขนยาววางลงบนร่างบาง ปลายนิ้วไล้ตามแนวเอวอย่างไม่รู้ตัว
ใต้ฝ่ามือนั้น เอวบางคอดงาม เขารู้ดีว่าความอ่อนนุ่มอ่อนช้อยนั้นเป็นเช่นไร เล็กบางจนแทบโอบได้ด้วยมือเดียว
ลูกกระเดือกของเขาเลื่อนขึ้นลงแผ่วเบา เขาพ่นลมหายใจหนักหนึ่งครั้ง เมื่อจิตใจค่อยๆ สงบลง จึงหลับตาดำสนิทที่คล้ายคลื่นหมึกพลุ่งพล่าน
ชั่วพริบตา อีกคืนหนึ่งก็ผ่านไป
ยามหลินซูเหยาลืมตาตื่น บนแท่นศิลากลับมีเพียงนางผู้เดียว นางขยี้ตา รอให้สติค่อยๆ ชัดเจน จึงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมากับอากาศ กลิ่นนั้นคล้ายกับ...
มีผู้ใดกำลังย่างไก่ หลินซูเหยาลุกพรวด นางร่ายคาถาชำระกายให้ตนเอง แล้วรีบเดินออกไปด้านนอก
นอกถ้ำมีการก่อไฟจริง ไก่ที่ถูกเสียบอยู่เหนือกองไฟสุกไปแล้วกว่าครึ่ง กลิ่นหอมลอยอบอวล
ดวงตาของหลินซูเหยาสว่างวาบ นางรีบวิ่งไปนั่งข้างบุรุษที่อยู่หน้ากองไฟ ก่อนดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ
“ท่านจับมันมาเองหรือ”
อวิ๋นหลิงจวินมิได้ปฏิเสธ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น เขากล่าวเสียงเรียบ “ยังไม่สุกดี”
เขาพลิกไก่อย่างไม่เร่งรีบ แล้วแปรพลังวิญญาณเป็นคมมีด กรีดเนื้อสองสามรอยเพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าไปได้ทั่วถึง
หลินซูเหยาตอบรับอย่างว่าง่าย นางนั่งข้างเขาโดยไม่เร่งเร้า มือหนึ่งเท้าคาง ดวงตาเป็นประกายจ้องมองไก่ย่างบนกองไฟ
“หอมยิ่ง”
ทั่วทั้งตัวไก่ถูกทาด้วยเครื่องปรุงบางอย่าง ส่งกลิ่นหอมกรุ่นชวนลิ้มลอง น้ำมันหยดลงบนฟืน เกิดเสียงแตกดังเปรี๊ยะๆ
หลินซูเหยาสูดจมูกเล็กน้อยแล้วเอ่ย “ท่านทำไก่ย่างเป็นด้วย เก่งจริง”
รอสักพักก็ไม่ได้ยินเสียงตอบ นางจึงหันไปมองเขา บุรุษผู้นั้นไม่รู้กำลังครุ่นคิดสิ่งใด ดวงตาดำลุ่มลึกไร้แววยิ้ม คล้ายทุ่งราบที่ถูกหิมะปกคลุม เย็นเยียบไร้ชีวิตชีวา
เสียงร้องกุกกักดังขึ้นเบาๆ สายตาของหลินซูเหยาเลื่อนลงไปด้านข้าง ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ไก่ขนแดงดั่งนกเพลิงสามสี่ตัวนั่งนิ่งอยู่บนผืนหญ้า พวกมันคือสัตว์วิญญาณไก่ขนเพลิง
เมื่อวานนางเห็นพวกมันที่ริมทะเลสาบ ไก่ชนิดนี้ตัวใหญ่กว่าปกติ ขนแข็งดุจเหล็ก นิสัยก็หาได้อ่อนโยน ซ้ำยังเคยไล่ตามพ่นไฟใส่นางจนเกือบถูกเผา แล้ววันนี้เหตุใดจึงสงบเสงี่ยมเช่นนี้
เดี๋ยวก่อน…ไก่หรือ หลินซูเหยากะพริบตาช้าๆ อย่างชะงักงัน นางหันกลับไปมองไก่ย่างบนกองไฟที่กำลังหอมกรุ่น จากนั้นหันไปมองพวกไก่ขนเพลิงที่นั่งนิ่งตาค้างอยู่ข้างๆ แล้วจึงหันกลับมาอีกครั้ง
“กินเสียเถิด”
เบื้องหน้าเป็นฝ่ามือกว้าง นิ้วเรียวยาว ข้อนิ้วชัดงามสะดุดตา
หลินซูเหยากลืนน้ำลาย ก่อนรับน่องไก่มา นางยิ้มให้อวิ๋นหลิงจวินอย่างจริงจัง
“ขอบคุณนะ ท่านผู้ยิ่งใหญ่”
อวิ๋นหลิงจวินเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาหลุบตาลง มุมปากของนางเปื้อนคราบมัน แก้มป่องขณะเคี้ยว ดวงตางดงามหรี่ลงเป็นประกาย ดูพึงพอใจอย่างยิ่ง
ชั่วขณะหนึ่ง อวิ๋นหลิงจวินราวกับเห็นแมวน้อยที่เคยเลี้ยงเมื่อครั้งเยาว์วัยอีกครั้ง ตัวเล็กขนนุ่ม หูแหลมเล็กน้อย ขนตายาวงอน จมูกสีชมพู หากแง้มปากก็เห็นเขี้ยวเล็กเรียวยาว น่าเสียดายที่นางมิใช่สัตว์เลี้ยง
หลินซูเหยาถือไก่ไว้ มือทั้งสองเปื้อนน้ำมัน นางกินไปเกือบหมดขาหนึ่งแล้วจึงนึกบางสิ่งขึ้นได้
นางเคี้ยวกลืนเนื้อไก่ลงก่อนเงยหน้าถาม “ท่านไม่กินหรือ”
อวิ๋นหลิงจวินตอบเสียงเรียบ “ข้าเลิกกินอาหารมานานแล้ว”
หลินซูเหยากระพริบตา “เช่นนั้นท่านไยจึงย่างไก่เป็น แถมยังมีเครื่องเทศติดตัว”
อวิ๋นหลิงจวินนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นยกมือขึ้นจับคางนางช้าๆ ก่อนเอ่ย “เมื่อครั้งข้ายังเยาว์ บิดาเคยสอน ส่วนเครื่องเทศนั้นใช้สมุนไพรแทนได้”
สายตาของเขาตกลงบนริมฝีปากนาง เขากัดลิ้นเบาๆ เสียงหัวเราะต่ำหลุดออกจากริมฝีปาก
“ยังอยากรู้สิ่งใดอีกหรือ”
หลินซูเหยาเข้าใจไปเองว่าเขาเกรงว่านางจะตามตื๊อในภายหลัง นางจึงส่ายหน้าอย่างแน่วแน่
“ไม่แล้ว ข้าไม่อยากรู้แล้วจริงๆ ข้าสัญญา”
ดวงตาของนางใสราวสายน้ำหลังหิมะต้นฤดูใบไม้ผลิละลาย มีประกายคลื่นเล็กๆ แต่ไร้ความหวาดกลัว
ไม่กลัวเขาหรือ อวิ๋นหลิงจวินมองนาง สายตาแฝงการพินิจ เขาลูบปลายนิ้วไปตามคางเรียบเนียนของนาง ครู่หนึ่งจึงปล่อยมือ
“เช่นนั้น…ข้ากินอีกขาหนึ่งได้หรือไม่” เสียงถามดังขึ้นอย่างระมัดระวัง
เมื่อกินน่องไก่ไปสองขา หลินซูเหยาก็ท้องป่อง ความอยากอาหารถูกเติมเต็ม อารมณ์จึงเบิกบานอย่างยิ่ง
นางหรี่ตาเหลือบมองบุรุษข้างกายที่ยังคงเงียบงัน ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าไกลออกไป มีอาหารอร่อย มีทิวทัศน์งดงาม และมีคนงามอยู่เคียงข้าง ชีวิตคนเราก็มิได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่านี้แล้ว
สายลมพัดผ่านทุ่งหญ้า ใบไม้เสียดสีกันเกิดเสียงแผ่วเบา เสียงฝีเท้าเบาอย่างยิ่งค่อยๆ ลอบเข้ามาใกล้คนทั้งสอง ราวกับคิดว่าลมจะกลบเสียงตนได้ จากนั้นก็มีเสียงเคี้ยวอาหารดังขึ้นเบาๆ
หลินซูเหยาเก็บสายตากลับมา นางเท้าคางอย่างเกียจคร้าน มองหลิวกวงที่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดได้ย่อร่างเล็กลง กำลังกินอย่างตะกละ กลืนไก่ขนเพลิงย่างที่เหลืออยู่ลงท้องคำแล้วคำเล่า
หลินซูเหยาเอ่ยถาม “รสชาติไม่เลวใช่หรือไม่”
หลิวกวงกำลังเงยคอกลืนไก่ จึงตอบไม่ได้ชั่วขณะ ท่าทางการกินราวกับไม่ได้แตะอาหารมาเป็นพันปี
เมื่อไก่ย่างหมดแล้วเขาก็ยังไม่อิ่ม ไม่นานก็พุ่งตัวไปหาไก่ขนเพลิงที่นั่งนิ่งเหมือนตกใจอยู่ด้านข้าง อ้าปากงับตัวหนึ่งทันที
หลินซูเหยาเตือน “ตัวนั้นยังดิบอยู่”
หลิวกวงสะดุ้งกับเสียงนั้น เพิ่งรู้ว่าหลินซูเหยากำลังพูดกับตน เขาอ้าปากค้าง ไก่ขนเพลิงที่คาบอยู่จึงหล่นลงพื้น
หลินซูเหยายิ้มตาหยี “มันกำลังจะหนีแล้วนะ”
หลิวกวงกระพริบตากลมโต คล้ายกำลังพิจารณาว่านางจะตำหนิเขาหรือไม่ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาเห็นเพียงแววหยอกล้อในดวงตานาง
เมื่อมั่นใจว่านางมิได้คิดเอาเรื่อง เขาก็รีบพุ่งไปงับอีกตัวที่กำลังจะวิ่งหนี ทันใดนั้น พลังวิญญาณสายหนึ่งพุ่งเฉียดปากเขาไป เฉือนเนื้อไก่ที่ถูกกัดไปครึ่งหนึ่งเกือบถึงศีรษะของเขา
เสียงเย็นเรียบดังขึ้น “ถอนขนเสียก่อน”
หลิวกวงชะงักงัน เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าคนเราอย่ามองเพียงภายนอก บางคนหน้าตาใสซื่อ แต่แท้จริงกลับอำมหิตเกินคำบรรยาย ส่วนบางคนที่ทำหน้าบึ้งไม่เคยยิ้ม ใจของเขาอาจเย็นชาน่ากลัวยิ่งกว่าผู้ชั่วร้ายเสียอีก เช่นอวิ๋นหลิงจวิน ผู้สั่งให้เขาถอนขนไก่ขนเพลิง แต่ไม่ให้เขาลิ้มรสแม้คำเดียว นั่นคือหลักฐานชัดเจน
หรืออย่างเช่น…ผู้ใดบางคน…
เงาร่างพร่าเลือนสายหนึ่งวาบผ่านความคิดของหลิวกวง ทันใดนั้นศีรษะของเขาก็ปวดร้าวราวถูกฉีกกระชาก เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นผมด้านหน้าเปียกชุ่มจนแนบติดผิว แรงทั้งกายพลันหายไป ไก่ขนเพลิงที่ถอนขนค้างไว้ในมือฉวยโอกาสดิ้นหลุดวิ่งหนี
หลินซูเหยาตกใจ รีบจะก้าวเข้าไปดู ทว่าเหตุการณ์ผิดปกติพลันอุบัติขึ้นทันที
