บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ต้นไม้มารในเงามืด

เมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมา บรรยากาศรอบกายก็ราวกับหยุดนิ่งลงในชั่วพริบตา

หลินซูเหยาตระหนักได้ว่าตนเองพูดอะไรออกไป ความกระอักกระอ่วนทำเอานิ้วเท้าหงิกงอ นางแทบอยากขุดหลุมแล้วมุดหายไปตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้

“เอ่อ…ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าหมายถึงว่า ฤทธิ์ของยาเหอฮวนจุ้ยมันค่อนข้างอยู่นาน…ไม่ ไม่ใช่…”

ขนตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย ผ่านไปครู่ใหญ่ ใบหูถึงค่อยๆ แดงเรื่อ ริมฝีปากจึงขยับเอ่ยเสียงแผ่วออกมา

“ฮะๆ …คือว่า…ก็…ก็เป็นเพราะยานั่นนั่นแหละ!”

ร่างเดิมของร่างกายนี้เป็นศิษย์สำนักเหอฮวน ศิษย์ของสำนักเหอฮวนนอกจากการบำเพ็ญเพียรตามปกติแล้ว ศิษย์ส่วนใหญ่ยังเลือกออกไปดูดกลืนพลังจากผู้บำเพ็ญที่มีระดับสูงกว่า ภายในสำนักจึงมียาช่วยกระตุ้นลักษณะนี้อยู่ไม่น้อย

เหอฮวนจุ้ยชนิดนี้ ร่างเดิมได้มาจากผู้อาวุโสสือเยวียนแห่งสำนักเหอฮวน ว่ากันว่าเป็นยาชั้นยอดของสำนัก หลอมจากโลหิตจิ้งจอกปีศาจอายุร้อยปี ผสานด้วยดอกชิงฉิงและหญ้ามายาหลง

จิ้งจอกเป็นปีศาจเจ้าเสน่ห์ ดอกชิงฉิงเป็นสิ่งเร้าอารมณ์ เมื่อรวมกับหญ้ามายาหลงซึ่งทำให้จิตใจสับสน เพียงแตะต้องแม้เพียงน้อยนิด ต่อให้สูงส่งบริสุทธิ์เพียงใด ก็ยากจะไม่ถูกดึงลงสู่โลกีย์ แปดเปื้อนไปด้วยราคะ

นอกจากฤทธิ์ยาที่รุนแรงแล้ว เหอฮวนจุ้ยยังมีลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่ง นั่นคือผู้ที่ใช้ยานี้ นอกจากจะได้รับผลจากตัวยาโดยตรงแล้ว ฤทธิ์ยาจะระเหยออกมากับลมหายใจ ส่งผลต่อผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเช่นเดียวกัน

ในความทรงจำของหลินซูเหยา ร่างเดิมรู้ดีว่าไม่อาจวางยาพระเอกล่วงหน้าได้ จึงตัดสินใจเสี่ยงใช้เหอฮวนจุ้ยชนิดนี้

แน่นอนว่าในยามนี้ นางจำต้องยอมรับว่า ยาซึ่งพลิกความเข้าใจของนางไปโดยสิ้นเชิงชนิดนี้ ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมยิ่งนัก

ยอดเยี่ยมเสียจนหลังจากที่นางกับบุรุษตรงหน้าแนบชิดกันอยู่นาน เพียงแค่มองเขาอีกครั้ง หัวใจก็เริ่มคันยุบยิบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

หลินซูเหยาตั้งสติ พยายามจะกล่าวแก้ตัวให้ตนเองต่อ ทว่ากลับได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วต่ำของบุรุษข้างกายดังขึ้นเสียก่อน

เขาโน้มกายเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเย็นเฉียบลูบผ่านหางตาของนาง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ “จริงแท้”

“ฤทธิ์ยาดีไม่น้อย”

เพราะท่าทีที่ดูใกล้ชิดเช่นนั้น หลินซูเหยาจึงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ ร่างกายเผลอหดเกร็งเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว

แววตาของเขาพลันถูกเงามืดเข้าครอบงำ เขาพินิจมองใบหน้านางอย่างละเอียด ผ่านไปครู่หนึ่งก็โน้มศีรษะลงมาอีกครั้ง

สัมผัสอุ่นชื้นผสานกับกลิ่นอายเย็นสะอาดจากกายเขา ล้อมกรอบอยู่ตรงปลายจมูก

ระยะห่างที่ถูกดึงให้ใกล้กะทันหันทำให้หลินซูเหยาหยุดความคิดไปชั่วขณะ นิ้วมือที่ห้อยอยู่ข้างกายสั่นไหวตามไปด้วย

ทว่าชั่วเวลาถัดมา เขากลับเพียงยกมือชี้ไปยังแท่นหินไม่ไกลนัก แล้วถามนางว่า “นั่นเป็นของเจ้าใช่หรือไม่?”

อะไรนะ หลินซูเหยาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันสายตาไปตามทิศทางที่เขาชี้

ท่ามกลางกองเสื้อผ้าที่กองทับซ้อนกันอยู่บนพื้น เผยให้เห็นมุมหนึ่งของฉินบรรพกาลที่ทำจากน้ำแข็งเย็นเยียบ ตัวฉินโปร่งใสเป็นประกาย สลักลวดลายน้ำค้างแข็งและเกล็ดหิมะอย่างประณีต เพียงมองก็ให้ความรู้สึกหนาวสะท้านแล้ว

ดูคุ้นตาอยู่บ้าง เหมือนจะเป็น…ฉินที่นางใช้ฟาดพระเอกจนสลบไปกระมัง

หลินซูเหยาจำได้เลือนรางว่า ตอนที่หนีออกมาอย่างรีบร้อน นางคว้าฉินติดมือออกมาด้วยจริงๆ แต่หลังจากนั้น นางกลับไม่มีความทรงจำเลยว่าตนเองพกมันติดตัวมาตลอดหรือไม่ รู้เพียงว่าเมื่อก้าวเข้ามาในถ้ำ มือของนางก็ว่างเปล่าแล้ว

ตอนนี้ฉินเล่มนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือว่านางจะจำผิดไปเอง

ในยามนั้นสติของนางเลอะเลือนไปมาก ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว แต่เอาเข้าจริงแล้ว นั่นแทบเป็นไปไม่ได้เลย

หลินซูเหยาจึงเลี่ยงตอบไปคำหนึ่ง “ข้า…เก็บมันมา”

“โอ้?” บุรุษผู้นั้นหรี่ดวงตางดงามลงเล็กน้อย มองนางด้วยแววตาสนใจ “เก็บมาอย่างนั้นหรือ”

“ใช่…ใช่สิ” ขนตาของหลินซูเหยาสั่นไหว นางสบตาเขาเพียงครู่เดียวก็รู้สึกผิดขึ้นมา จึงรีบหลบสายตาแล้วถามกลับ

“ท่านรู้จักฉินนี้หรือ”

เขาหลุบตาลง เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอนกายพิงไปด้านหลัง มุมปากคล้ายมีรอยยิ้มที่ยากจะอ่านความหมาย เอ่ยช้าๆ ทีละคำ

“ใต้จันทราเสียงฉินกังวาน เหมันต์เบ่งบานกลางสายลม”

“นั่นคือ ฉินหมิงซวง”

หลินซูเหยากะพริบตาปริบๆ “หืม?”

“เจ้าไม่รู้จักหรือ” น้ำเสียงของเขาฟังดูประหลาดใจเล็กน้อย

หลินซูเหยายังไม่เข้าใจนัก นางกะพริบตาอีกครั้งอย่างงงงัน ก่อนจะถามอย่างลังเล “ข้าควรรู้จักหรือ”

ชายหนุ่มเบนสายตาออกไป มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ผ่านไปนานพอสมควรจึงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“ไม่รู้ก็ช่างเถอะ”

กล่าวจบ เขาก็ปล่อยมือจากหลินซูเหยา ลุกขึ้นจากแท่นหิน

หลินซูเหยาจับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ บนสีหน้าของเขาได้ทั้งหมด จากนั้นสายตาก็เผลอเลื่อนไปตกอยู่บนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขาโดยไม่รู้ตัว

บนแผ่นหลังนั้นมีรอยข่วนอยู่หลายแห่ง รูปร่างไม่เป็นระเบียบ หลินซูเหยาก้มมองปลายนิ้วของตนเอง แลบลิ้นแตะริมฝีปาก คิดในใจ อ้อ…เหมือนจะเป็นฝีมือของข้าเอง

คิดได้เช่นนั้น นางก็ห่มเสื้อชั้นในของเขาไว้ แล้วลุกขึ้นนั่ง พลิกตัวลงจากแท่นหิน

ทว่เท้าาเพิ่งแตะพื้น เข่าทั้งสองก็อ่อนแรงจนเกือบทรุดคุกเข่าลงไป โชคดีที่ก่อนเข่าจะถึงพื้น บุรุษผู้นั้นก็ได้ยินเสียง เขาหันกลับมาอย่างรวดเร็ว มือไวคว้าเอวนางไว้ แล้วยกนางขึ้นลอยจากพื้น

ความรู้สึกไร้น้ำหนักในชั่วขณะนั้นทำให้หัวใจของหลินซูเหยากระตุกขึ้นมา แล้วนางจึงค่อยๆ ตระหนักได้ว่า บุรุษผู้นั้นกำลังอุ้มนางเดินลึกเข้าไปในถ้ำ

ข้างในถ้ำยังมีอะไรอีกหรือ หลินซูเหยารีบกอดไหล่ของเขาไว้แน่น คางแนบอยู่กับอกของเขา ดวงตากลับกลอกมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าใด ภายในถ้ำก็ยิ่งมืดสลัวลงเท่านั้น หลินซูเหยานึกขึ้นได้ว่าร่างเดิมมีระดับพลังถึงขั้นสร้างฐานแล้ว ตามหลักแล้วความมืดเช่นนี้ไม่ควรส่งผลต่อการมองเห็นของนาง นางจึงลองทำตามวิธีที่ปรากฏในความทรงจำ เริ่มขับเคลื่อนพลังวิญญาณ ไม่นานนัก ภาพภายในถ้ำก็ชัดเจนขึ้นตรงหน้า

ภายในถ้ำไม่ต่างจากด้านนอก ผนังหินยังคงสลักอักขระที่นางไม่คุ้นเคยไว้เต็มไปหมด อักขระเหล่านี้จัดวางเรียงร้อยตามแบบแผนบางอย่าง มองดูแล้วคล้ายเป็นค่ายกลอักขระชนิดหนึ่ง

ร่างเดิมเป็นผู้ฝึกกระบี่ แม้พอจะมีความรู้ด้านค่ายกลและอักขระอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าเชี่ยวชาญ ดังนั้นหลินซูเหยาจึงดูออกเพียงคร่าวๆ ว่านี่น่าจะเป็นค่ายกลประเภทผนึก

หรือว่าในถ้ำแห่งนี้มีสิ่งใดที่ถูกผนึกเอาไว้กัน จิตใจของหลินซูเหยาสั่นไหว แต่ยังไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน ภาพตรงหน้าก็ทำให้นางเบิกตากว้าง

นางเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “นั่นคือ…บ่อน้ำพุร้อนหรือ”

ในถ้ำหินโทรมๆ แห่งนี้ เหตุใดจึงมีบ่อน้ำพุร้อนได้

บุรุษผู้นั้นไม่ใส่ใจกับความตื่นตระหนกของนางนัก เขาอุ้มนางก้าวลงสู่สระน้ำอย่างเชื่องช้า ไอหมอกลอยอวลขึ้นเหนือผิวน้ำ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่ว

น้ำอุ่นช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยทั่วร่าง หลินซูเหยาเผลอถอนหายใจอย่างสบายตัวไม่หยุด จนกระทั่งนางรู้สึกถึงลมหายใจแผ่วเบาจากด้านหลังลอยผ่านหลังใบหูอย่างเลือนราง นางจึงนึกขึ้นได้อย่างล่าช้าว่า ตนเองดูเหมือนจะยังเอนพิงอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคนอยู่

การอาบน้ำร่วมกันเช่นนี้ ชวนให้ใจหวั่นไหวไม่น้อย

นางรีบขยับลุกขึ้น ทว่าเท้าพลาดเพียงชั่วพริบตา เสียง “ตูม” ดังขึ้น ผิวน้ำกระเพื่อมแรง

หลินซูเหยา “!!!”

นางลืมไปว่า…นางว่ายน้ำไม่เป็น ยิ่งไปกว่านั้น สระน้ำบ้าๆ นี่เหตุใดจึงลึกนัก

น้ำไหลบ่าจากทุกทิศทาง หูของหลินซูเหยาอื้ออึง ภาพตรงหน้าค่อยๆ มืดลง มือทั้งสองข้างคว้าไปมาโดยไม่รู้ตัว จนในจังหวะหนึ่ง คล้ายจะคว้าได้สิ่งที่เป็นดั่งฟางช่วยชีวิต

หลินซูเหยาจึงใช้ทั้งมือทั้งเท้าเกาะรัดเข้าไป ในเวลาเดียวกัน แขนแข็งแรงคู่หนึ่งก็โอบรัดเอวนางไว้แน่น

เมื่อโผล่พ้นผิวน้ำ อากาศสดชื่นก็พุ่งเข้าสู่จมูกอย่างพร้อมเพรียง หลินซูเหยาไอออกมาหลายครั้ง หน้าอกกระเพื่อมแรง เกือบสำลักน้ำออกมา

หลังผ่านเหตุการณ์นั้น ใบหน้าของหลินซูเหยาซีดขาวจนแทบไร้สีเลือด ขนตายาวมีหยดน้ำเกาะอยู่ หางตาแดงระเรื่อราวกับลูกแมวที่ตกน้ำ ดูน่าสงสารไม่น้อย

แววตาของบุรุษผู้นั้นวูบไหว เขายกมือเชยคางนางขึ้น แล้วใช้นิ้วเช็ดหยดน้ำที่หางตาให้อย่างแผ่วเบา

หลินซูเหยาหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเผลอเกร็งเล็กน้อย จากนั้นจึงตระหนักได้ว่า ตอนนี้นางกำลังหันหน้าเข้าหาเขา นางกำลังนั่งคร่อมอยู่บนตัวเขา และดูเหมือนว่า ใต้กายนางจะกำลังกดทับบางสิ่งของเขาอยู่

หลินซูเหยาอดรู้สึกขนลุกขึ้นมาไม่ได้ นางหดตัวลงเล็กน้อย แทบไม่กล้าเงยหน้ามองเขา

มีลมพัดเข้ามาจากปากถ้ำ พัดพากลีบดอกไม้โปรยปราย บางกลีบร่วงลงบนผิวน้ำ บางกลีบตกต้องแก้มและไหล่ของทั้งสองคน เติมกลิ่นอายวสันต์เข้มข้นขึ้นอีกหลายส่วน…

เดี๋ยวก่อน กลีบดอกไม้มาจากไหนกัน หลินซูเหยาลืมตากว้างขึ้น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

อีกฟากของสระน้ำมีต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งตั้งตระหง่าน ลำต้นดำสนิทราวหมึก กิ่งก้านคดเคี้ยวพันเกี่ยว เมื่อมองสูงขึ้นไปจะเห็นยอดไม้แตกแขนงแผ่กระจาย ใบไม้หนาทึบ เรือนยอดใหญ่โตจนแทบปกคลุมเพดานถ้ำทั้งหมด

ท่ามกลางชั้นใบไม้ซ้อนทับกัน ดอกตูมใสกระจ่างพลันเบ่งบานพร้อมกัน กลีบดอกโปรยหล่นจากกิ่งอย่างช้าๆ แล้วลอยลงมาอย่างแผ่วเบา

ภาพนั้นงดงามก็จริง ทว่าเมื่อปรากฏอยู่ในถ้ำมืดทึบเช่นนี้ กลับให้ความรู้สึกประหลาดอยู่ไม่น้อย

บุรุษผู้นั้นมองเห็นความสงสัยของนาง จึงยกมุมปากเล็กน้อย เอ่ยว่า “นั่นคือสวินมู่”

“สวินมู่…” หลินซูเหยาอุทานเสียงเบาในทันใด “นั่นไม่ใช่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หรือ”

สวินมู่ถือกำเนิดยามตะวันลับฟ้า เป็นหนึ่งในต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลที่ลึกลับและใหญ่ที่สุด กิ่งใบหนาจนสามารถปกคลุมได้ไกลนับหมื่นลี้ รากหยั่งลึกไปถึงสุดขอบโลก

ต้นไม้ตรงหน้านี้แม้จะใหญ่โต แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าปกคลุมหมื่นลี้อยู่มาก

“ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หรือ”

เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นแผ่วๆ ตรงหน้าผาก น้ำเสียงกลับสั่นไหวเล็กน้อย

“เรียกว่าต้นไม้มารยังจะใกล้เคียงกว่า”

หลินซูเหยา “?”

ในขณะนั้นเอง หลินซูเหยาที่แนบชิดอยู่กับเขาก็รับรู้ถึงความผิดปกติ นางเงยหน้ามองบุรุษตรงหน้า สีหน้าของเขาดูแย่กว่านางเสียอีก ซีดขาวราวกระดาษ ไร้ซึ่งสีเลือด ผมยาวเปียกชื้นแนบขมับ เส้นผมมีผลึกน้ำแข็งจับอยู่จางๆ แต่ร่างกายกลับร้อนระอุแดงฉาน เย็นและร้อนปะทะกันในคราเดียว

หลินซูเหยาตกใจ “ท่านเป็นอะไรไป”

เขาไม่ตอบ สายตายังคงจับจ้องไปที่สวินมู่ตรงหน้า

“สวินมู่เติบโตในห้วงลึกที่พลังวิญญาณร่อยหรอ เมื่อใดที่มันออกดอก มันจะดูดกลืนพลังวิญญาณรอบข้างทั้งหมด ทำให้ผู้ฝึกตนไร้พลังวิญญาณ ไม่อาจฝึกตนต่อไปได้”

หลินซูเหยาร้อง “อา” เบาๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางยื่นมือไปปัดผลึกน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนเส้นผมของเขาอย่างร้อนใจ

“เช่นนั้น…ท่านถูกสวินมู่ดูดพลังไปแล้วหรือ”

บุรุษผู้นั้นก้มศีรษะลง ดวงตาสบกับนัยน์ตาที่เอ่อคลอไปด้วยความรู้สึก ซ่อนอารมณ์ไว้ไม่มิด

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ยังไม่ถึงตาย”

หลินซูเหยายิ้มให้เขาเล็กน้อย นางเพิ่งจะหลบสายตาอย่างรู้สึกผิด เสื้อคลุมสีขาวก็ถูกคลุมทับลงมาบนร่างอย่างแน่นหนา

“สวมให้เรียบร้อย”

หลินซูเหยาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “อืม”

ยังไม่ทันสิ้นเสียง บุรุษผู้นั้นก็อุ้มนางออกจากสระน้ำ เขาไม่รู้ไปสวมอาภรณ์สีดำตั้งแต่เมื่อใด คราบน้ำทอดยาวตามรอยก้าว

“ซ่า ซ่า ซ่า”

ยามที่ทั้งสองเงียบงันไม่เอ่ยถ้อยคำใด ภายในถ้ำ เสียงเล็กน้อยเพียงใดก็กลับชัดเจนเป็นพิเศษ

หลินซูเหยาสะดุ้ง “เสียงอะไรหรือ?”

บุรุษผู้นั้นไม่ได้ตอบ สายตาของเขามองผ่านนางไป ราวกับกำลังเพ่งดูบางสิ่ง

ครู่หนึ่งเขาวางนางลงบนก้อนหินริมสระ แล้วกำชับเพียงประโยคเดียว “อยู่นี่ อย่าไปไหน”

หลินซูเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังไม่ทันเข้าใจ นางก็หันศีรษะตามทิศทางสายตาของเขา ในชั่วขณะนั้นเอง กลิ่นเหม็นคาวรุนแรงก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel