บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 เที่ยวตรอกสุรา

“หานเยว่ ท่านพ่อชอบกินอาหารอะไรหรือ” เย่หลินคิดที่จะทำอาหารเพื่อเอาใจบิดา หวังกอบกู้ความสัมพันธ์ของพ่อลูกให้กลับมาดีเช่นเดิม หลังจากที่นอนครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี สุดท้ายจึงตัดสินใจได้ว่าหากนางไม่เอาชีวิตไปยุ่งเกี่ยวกับความรักสามเศร้าของพระเอกกับนางร้าย ชีวิตของเย่หลินคงไม่ต้องพบเจอกับจุดจบอันน่าอนาจ เป่าเปาคิดว่านางจะขอใช้ชีวิตอย่างปลาเค็ม ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดอย่างสงบสุขที่จวนสกุลเย่ไปเรื่อยๆแบบนี้ดีกว่า

“อืม… ปกตินายท่านไม่มีอาหารที่ชอบเป็นพิเศษเจ้าค่ะ แต่สิ่งที่นายท่านโปรดโปรานที่สุดก็คือเหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวเจ้าค่ะ” หานเยว่ตอบ

“เหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวงั้นหรือ” เย่หลินนิ่งคิดตามวาจาของหานเยว่ นางรู้จักเหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวเพราะเคยอ่านผ่านในนิยายหลายๆเรื่องพบว่าเหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวคือสุราอันดับ 1 ในเหล้าจีน มีชื่อเสียงติดอันดับโลกและมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่าสี่ร้อยปี ในยุคโบราณนิยมใช้เหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวในการรักษาโรค โดยเชื่อว่าสามารถรักษาโรคห่าระบาดได้ อีกทั้งยังมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน สดชื่น ถูกปากแก่บรรดาชาวจีนเป็นอย่างมาก

“ใช่เจ้าค่ะท่านเป่าเปา เหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวมีขายอยู่ที่ตรอกสุราในเมืองเจ้าค่ะ”

“ดียิ่ง เช่นนั้นเราก็ออกไปซื้อเหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวกันเถอะ” ดวงตาของเย่หลินทอประกายสดใส ก่อนจะทำท่าเดินไปที่ประตูห้องแต่ทว่าหานเยว่กลับวิ่งเข้าไปขวางนางไว้เสียก่อน

“ไปไม่ได้เจ้าค่ะท่านเป่าเปา”

“ทำไมเล่า” เย่หลินยกมือขึ้นเท้าสะเอว มองหานเยว่ด้วยความไม่เข้าใจ อุตส่าห์ได้ทะลุมิติเข้ามาในนิยายทั้งที นางอยากออกไปท่องเที่ยวดูบรรยากาศในยุคจีนโบราณบ้าง อยากรู้นักว่าจะงดงามเหมือนอย่างที่เคยอ่านในนิยายหรือไม่

“นายท่านสั่งห้ามไม่ให้คุณหนูเย่หลินออกไปนอกจวนจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากนายท่านเท่านั้นเจ้าค่ะ อีกอย่างไม่มีสตรีจากตระกูลขุนนางใดไปที่ตรอกสุราหรอกนะเจ้าคะ” หานเยว่แย้งขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย

“ได้อย่างไรกัน” เย่หลินทำตาโต หากอิงตามเรื่องราวในนิยาย ฉากที่อดีตไท่จื่อไท่ฝูเย่ชินหลางถือแส้ไม่ไผ่เดินเข้ามา นางเอกเย่หลินยินยอมให้ผู้เป็นพ่อตีเพื่อสั่งสอน แต่กระนั้นนางก็โกรธบิดาเย่ชินหลางเป็นอย่างมาก และกล่าวหาว่าเขาไม่รักนางทั้งน้ำตา แต่เพราะนี่ไม่ใช่เย่หลินแต่เป็นเป่าเปาถึงแม้ว่ายามนี้จะอยู่ในร่างของเย่หลินก็ตาม แต่นางไม่ยอมโดนท่านพ่อเย่ชินหลางตีหรอก เรื่องอะไรจะยอมเจ็บตัวกันเล่า

“ท่านพ่อคิดว่าจะห้ามข้าได้อย่างนั้นหรือ”

หานเยว่เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นก่อนจะค่อยๆคลายออก พินิจมองท่านเป่าเปาที่อยู่ในร่างของคุณหนูเย่หลินของนางอย่างพิจารณาพบว่าคนทั้งสองมีนิสัยที่ดื้อรั้นคล้ายกันหลายประการ ราวกับว่าท่านเป่าเปากับคุณหนูเย่หลินของนางเป็นคนเดียวกันอย่างไรอย่างนั้นแหละ แตกต่างแค่ตรงที่คุณหนูเย่หลินตัวจริงเป็นคนที่กล้าเผชิญหน้าและพุ่งชนอย่างไม่กลัวเกรง แต่ท่านเป่าเปาเป็นคนที่หลบหลีกหาทางหนีทีไล่ได้เก่งยิ่งนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความเจ้าเล่ห์ของทั้งสองนั้นไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคนอื่นไม่ใช่นางที่ใช้ชีวิตอยู่กับคุณหนูเย่หลินมาตั้งแต่จำความได้คงไม่มีทางรู้ว่าทั้งสองคนไม่ใช่คนๆ เดียวกันอย่างแน่นอน

หลังจากที่ยกแขนขึ้นกอดอกอย่างครุ่นคิด ไม่นานเย่หลินก็ดีดนิ้วจนได้ยินเสียงดังเป๊าะ

“หานเยว่ข้าจำได้ว่าเย่หลินเคยทำทางลับไว้ที่ประตูหลังจวนไม่ใช่หรือ”

“ใช่เจ้าค่ะ แต่คุณหนูเย่หลินไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้ว”

“ข้าจะออกจากจวนโดยใช้ทางนั้นแหละ” ร่างบางหมุนกายก้าวเดินตรงไปยังตู้เสื้อไม้ขนาดใหญ่พลางเปิดออก ส่งสายตามองสำรวจไปยังอาภรณ์ที่ถูกพับวางไว้อย่างเป็นระเบียบภายในตู้

“ท่านเป่าเปาเจ้าขา อย่าออกไปข้างนอกเลยเจ้าค่ะ หากต้องการเหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยว ข้าจะไปติดสินบนคนดูแลม้าให้ออกไปซื้อมาให้ก็ได้นะเจ้าคะ อ๊ะ!” พูดยังไม่ทันจบประโยคดี สายตาของหานเยว่ก็เหลือบไปเห็นชายผ้าที่กำลังลอยละลิ่วเข้ามาหานางจึงเอื้อมไปรับไว้ตามสัญชาตญาณพบว่ามันคืออาภรณ์ตัวเก่าสีหม่นของเย่หลินที่ไม่ได้ใส่มานานแล้ว

“หานเยว่ช่วยข้าแต่งตัวเปลี่ยนอาภรณ์ที” เย่หลินกล่าวจบก็เดินไปยังส่วนแต่งตัว ไม่สนใจหานเยว่ที่ทำหน้าราวจะร้องไห้ ไม่ว่าจะโน้มน้าวอย่างไรท่านเป่าเปาก็ไม่ฟังนางเลย สุดท้ายจึงได้แต่ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆและทำตามคำสั่งของเจ้านายสาวคนใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เย่หลินกับหานเยว่แอบออกมายังประตูลับที่เจ้าของร่างตัวจริงเคยสร้างเอาไว้ แม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้ไปใช้งานนานแล้วแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเย่หลินแต่อย่างใด นางจัดการดึงทึ้งหญ้าที่ขึ้นปิดทางออกและแทรกกายผ่านประตูไปอย่างง่ายดาย หลังจากออกมาได้ ทั้งสองคนก็จัดการโบกรถม้ารับจ้างและมุ่งหน้าไปยังตรอกสุราอันเป็นที่ตั้งของร้านขายสุราชื่อดังประจำเมืองหลวงของแคว้นเหว่ยแห่งนี้

หลังจากจ่ายเงินให้คนขับรถม้ารับจ้างในตอนที่มาถึงจุดหมาย เย่หลินก็เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดหานเยว่ถึงบอกว่าที่ตรอกสุราแห่งนี้ไม่มีสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ใดก้าวย่างมาเหยียบที่นี่ เหตุเพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ขายสุราแล้วยังเต็มไปด้วยร้านน้ำชา และหอนางโลมที่ตั้งเรียงรายกันไปตามทางรอบุรุษเข้ามาเที่ยวหาความสำเริงสำราญ

ดวงตาของเย่หลินเปล่งประกายวาววับ หากแต่ยังไม่ทันที่จะได้ย่างกายก้าวเดินเข้าไปข้างใน ชายเสื้อของนางก็ถูกหานเยว่ดึงรั้งไว้เสียก่อน

“ท่านเป่าเปาเจ้าขา หานเยว่คิดว่าเราควรกลับกันดีกว่านะเจ้าคะ”

“จะกลับได้อย่างไรกันอุตส่าห์มาถึงที่นี่ทั้งทีแล้ว หากเจ้าอยากกลับก็กลับไปคนเดียวเถอะ” เย่หลินกล่าวอย่างดื้อรั้น อันที่จริงข้ออ้างที่บอกว่าจะออกมาซื้อเหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวให้บิดาก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ แท้ที่จริงแล้วนางแค่อยากออกมาเที่ยวชมเมืองเล่นเท่านั้นเอง

“แต่ว่า…”

“หานเยว่ เจ้าจะกังวลไปไย ไม่มีผู้ใดเจำเราได้หรอกน่า” เย่หลินดึงหานเยว่ไปยังหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งประดับอยู่หน้าร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง หานเยว่มองเข้าไปในกระจกปรากฏร่างของคนสองคนที่แต่งกายคล้ายบุรุษ หากไม่นับรูปร่างที่อรชรอ้อนแอ้นแล้วก็คงไม่มีผู้ใดจับได้ว่านางและท่านเป่าเปาคือสตรีที่อยู่ในอาภรณ์ของบุรุษ

เมื่อไม่เห็นหานเยว่กล่าววาจาใดออกมาอีก เย่หลินจึงใช้มือตบไปที่ไหล่ของนางเบาๆ

“เห็นหรือไม่ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าแผนนี้ได้ผลดียิ่งนัก” เย่หลินหัวเราะอย่างร่าเริง ใครจะคิดแผนการอันแยบยลนี้ได้หากไม่ใช่เป่าเปาผู้ฉลาดเฉลียว

เย่หลินและหานเยว่เดินเข้าไปในตรอกสุรา เป็นเพราะตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงปลายยามอิ่ว (17.00 - 18.59 น.) แล้ว นอกจากร้านขายสุราที่เปิดให้บริการขายสินค้าตั้งแต่เช้า ยังมีร้านน้ำชาและหอโคมเขียวที่เริ่มเปิดให้บริการแล้วเช่นกัน

เย่หลินมองร่างบอบบางอรชรของสตรีวัยกำดัดที่แต่งกายด้วยอาภรณ์งดงามน้อยชิ้นที่กำลังยืนอยู่หน้าร้านพลางส่งสายตามองบุรุษที่เดินผ่านไปมาอย่างยั่วยวน บ้างก็ส่งเสียงเรียกให้บุรุษเหล่านั้นเข้าไปหาความสำเริงสำราญในร้านน้ำชาที่พวกนางทำงานอยู่

ทันทีที่เย่หลินในอาภรณ์ของบุรุษสบตากับพวกนางเหล่านั้น หนึ่งในนางคณิกาก็สาวเท้าเดินตรงมาหาเย่หลินหมายจะเรียกให้นางเข้าไปเที่ยวหาความสำราญภายในหอคณิกาของนาง หานเยว่เห็นท่าไม่ดีและเกรงว่าจะโดนจับได้เสียก่อนจึงรีบดึงมือของเย่หลินให้เดินผ่านไปด้วยความรวดเร็ว

“ถึงแล้วเจ้าค่ะร้านขายสุราที่มีเหล้าหลู่โจวเหล่าเจี้ยวขาย” หานเยว่พาเย่หลินมาหยุดอยู่ที่ร้านขายสุราแห่งหนึ่ง ดูเหมือนว่าร้านนี้เป็นร้านขายสุราที่ใหญ่โตและมีสินค้าวางขายเยอะกว่าร้านอื่น เย่หลินส่งสายตามองค้อนให้หานเยว่ด้วยความขัดใจที่หานเยว่เอาแต่เร่งให้นางรีบซื้อของเพื่อจะได้รีบกลับจวนสกุลเย่แต่โดยเร็ว

เย่หลินสะบัดหน้าก้าวเดินเข้าไปในร้านขายสุรา แต่เพราะความโมโหหานเยว่จึงทำให้นางไม่ทันได้ระวังว่ามีใครบางคนเดินสวนออกมาจากทางด้านหนึ่งและทำให้ทั้งนางและคนผู้นั้นเดินชนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“อ๊ะ!” เย่หลินส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ พร้อมกับเสียงร้องของคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่างบางเซถลาทำท่าจะหงายหลังล้มลง เย่หลินที่ยังคงมีสติอยู่บ้างจึงรีบยื่นมือไปดึงแขนเรียวเสลาพร้อมออกแรงดึงเข้าหาตัวและรีบคว้าไปที่เอวบางของนางเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว ทำให้ร่างอรชรตกอยู่ในอ้อมแขนของเย่หลินอย่างพอดิบพอดี

ในตอนที่ดวงตาสองคู่ประสานกัน ฉินมู่ชิงรับรู้ได้ถึงแรงเต้นของก้อนเนื้อในอกซ้ายที่มันกำลังเต้นด้วยจังหวะระรัวเร็วดั่งมีกลองรบลั่นอยู่ภายใน หญิงสาวเคยคิดว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเฉพาะในตอนที่นางอยู่ใกล้เฉาหานเซิน แต่เหตุใดเมื่อได้มาอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษร่างเล็กบอบบางแปลกหน้าผู้นี้ นางถึงได้เกิดความรู้สึกเช่นนี้กันเล่า หรือว่าหัวใจของนางไม่ได้หวั่นไหวแค่กับเฉาหานเซินคนเดียวเสียแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel