บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 เข้าใจผิด

“ปล่อยองค์… เอ่อ นายหญิงของข้านะ” ฉวนหงนางกำนัลคนสนิทของฉินมู่ชิงรีบปรี่เข้ามาดึงร่างบอบบางของเจ้านายสาวออกจากอ้อมแขนของบุรุษแปลกหน้า วาจาของฉวนหงทำให้เย่หลินขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย

‘องค์… องค์อะไรกัน’ เย่หลินมองสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมสาวใช้ด้วยความประหลาดใจ แม้ว่านางจะสวมหมวกใบใหญ่อีกทั้งยังมีผ้ายาวพริ้วปล่อยลงมาจากหมวกสานเพื่อปิดบังใบหน้า แต่ดูจากท่าทางรวมถึงการแต่งกายแล้วก็เพียงพอจะทำให้รู้ว่านางมาจากตระกูลสูงศักดิ์อย่างแน่นอน

“ขอบใจท่านมากที่ช่วยข้าไว้” ฉินมู่ชิงตอบบุรุษหนุ่มร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าเสียงหวาน ดวงหน้างามดุจหยกที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวกสานสีอ่อนปรากฏสีแดงระเรื่อขึ้นที่พวงแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ปากบางเผยอรอยยิ้มออกมาบางๆด้วยความเขินอาย ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปด้วยความรวดเร็ว

เย่หลินมองตามแผ่นหลังบางของสตรีสูงศักดิ์กับสาวใช้ที่เดินจากไป ก่อนจะหันมาสบตากับหานเยว่

“ไหนเจ้าบอกว่าที่ตรอกสุราแห่งนี้ไม่เคยมีสตรีจากตระกูลใดมาเยือนเล่า”

“ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันเจ้าค่ะว่าเหตุใดสตรีผู้นั้นถึงมาที่นี่” หานเยว่ตอบตามความจริง ในตอนที่เห็นสตรีสองคนเมื่อครู่นางก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน

เย่หลินส่ายศีรษะไปมาปัดความรู้สึกสงสัยเมื่อครู่ออกไปจากห้วงความคิด ก่อนจะก้าวขาเดินเข้าไปในร้านเพื่อทำธุระสำคัญ แต่แล้วในตอนที่กำลังก้าวย่างเข้าไปข้างใน ฝ่าเท้าของนางกลับเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนพื้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ในตอนที่เย่หลินยกฝ่าเท้าเล็กๆออกทำให้ได้เห็นว่ามันคือแผ่นป้ายหยกสลักรูปหงส์จึงหยิบขึ้นมาดู นางจำได้ว่าเคยอ่านเจอในนิยายว่าแผ่นป้ายหยกสลักนี้เป็นตราสัญลักษณ์แทนพระองค์ขององค์หญิงฉินมู่ชิง

“หรือว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้จะเป็น…” เย่หลินวิ่งตามทางที่สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นเดินจากไป แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา นางได้หายตัวไปเสียแล้ว

“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะท่านเป่าเปา” หานเยว่วิ่งตามมาร้องถามขึ้นด้วยความสงสัย

“หานเยว่ข้าคิดว่าสตรีสูงศักดิ์คนเมื่อกี้คือองค์หญิงฉินมู่ชิง” เย่หลินยื่นแผ่นป้ายให้หานเยว่ดู ดวงตาเล็กเรียวของหานเยว่ก็เบิกกว้างขึ้น แต่แล้วไม่นานนางก็ส่ายศีรษะไปมา

“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ องค์หญิงฉินมู่ชิงจะมาที่ตรอกสุราทำไมกัน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือองค์หญิงฉินมู่ชิงต้องนั่งรถเข็น นางยังเดินเหินปกติอย่างคนทั่วไปไม่ได้นะเจ้าคะ”

เย่หลินนิ่งคิดตามวาจาของหานเยว่ ตามเนื้อเรื่องในนิยายองค์หญิงฉินมู่ชิงจะหายจากอาการเจ็บป่วยและกลับมาเดินเหินได้ตามปกติในตอนท้ายเรื่องก่อนที่จะโดนสังหารและเย่หลินจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยเพราะโดนบุรุษนามว่าสงข่ายลู่ใส่ร้ายว่าเป็นคนล่อลวงองค์หญิงฉินมู่ชิงไปสังหาร หากแต่เย่หลินนั้นยังปักใจถึงสตรีสูงศักดิ์ที่ได้พบเจอเมื่อครู่นี้ อีกทั้งสาวใช้ผู้ติดตามของนางยังเผลอหลุดปากเรียกว่า ‘องค์…’ จะเป็นองค์อะไรไปได้กันเล่าหากไม่ใช่องค์หญิง เพราะคนที่นี่คงไม่รู้จักองค์บากหรอก

“เป็นนางนั่นแหละ องค์หญิงฉินมู่ชิง” เย่หลินพึมพำเสียงเบา หากเป็นนางจริงนั่นหมายความว่าองค์หญิงฉินมู่ชิงไม่ได้ป่วยหนักจนถึงกับเดินไม่ได้สินะ เช่นนั้นนางโกหกไปเพื่ออะไรกัน

“รีบไปซื้อเหล้าให้ท่านพ่อและกลับกันเถอะหานเยว่” เย่หลินคิดว่าวันนี้คงเที่ยวไม่สนุกแล้วเป็นแน่ นางกำป้ายหยกในมือแน่นก่อนจะใส่ไว้ในถุงเงินเหน็บไว้ข้างเอว ทว่าในตอนที่กำลังหมุนกายหันหลังตรงกลับไปยังรถม้าพลันมีเสียงโหวกเหวกขึ้นมาตามทางเดินเสียก่อน

เย่หลินและหานเยว่หันขวับไปมองตามเสียงทันใด บรรดาแขกเหรื่อที่มาเที่ยวยังตรอกสุราต่างพากันวิ่งหนีตายวุ่น เพราะในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีกลุ่มชายฉกรรจ์สองกลุ่มใหญ่กำลังวิ่งมาเผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างถืออาวุธไว้ในมือ บรรยากาศในตอนนี้น่ากลัวเป็นอย่างมากเหมือนกลุ่มนักเลงยกพวกตีกันก็มิปาน

“หนีเร็วหานเยว่!” เย่หลินรีบคว้าข้อมือของหานเยว่ที่กำลังยืนนิ่งด้วยความตกใจให้รีบออกตัววิ่ง แต่แล้วผู้คนที่วิ่งสวนมาอีกฝั่งเพราะหนีตายเช่นกันก็ได้วิ่งเข้ามาชนทั้งสองคนจนกระเด็นออกไปคนละทาง

“ท่านเป่าเปาเจ้าคะ!” หานเยว่พยายามจะวิ่งกลับมาหาเย่หลิน แต่เนื่องด้วยมีคนที่วิ่งผ่านไปมาทำให้ทั้งสองคนไม่สามารถวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามาหากันได้

“หานเยว่กลับไปเจอกันที่ทางเข้า” เย่หลินตะโกนบอกสาวใช้ เมื่อเห็นหานเยว่ทำหน้าราวกับกำลังจะร้องไห้ จากนั้นนางจึงวิ่งเข้าไปในตรอกซอยอีกทางด้านหนึ่งคาดว่าที่ตรงนี้คงสามารถทะลุผ่านไปยังหน้าทางเข้าตรอกสุราได้

แต่ทว่าในที่เย่หลินกำลังสาวเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตก็มีนักเลงของฝ่ายตรงข้ามวิ่งตามนางมาเช่นกัน

“มันอยู่นั่น!” เสียงตะโกนโวยวายทำให้เย่หลินหันหน้าไปมองจึงได้เห็นว่าตอนนี้มีกลุ่มคนราวสามสี่คนกำลังวิ่งตามนางมาอยู่

“พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ใช่ศัตรูของพวกท่านนะ” เย่หลินตะโกนตอบพวกนักเลง หากแต่พวกมันกลับไม่ยอมเชื่อนาง

“มันโกหก อย่าไปเชื่อมัน” หัวหน้ากลุ่มนักเลงกล่าวขึ้น ดูเอาเถิดแต่งกายราวกับพวกฝ่ายตรงข้ามของเขาเสียขนาดนี้ยังกล้าโกหกอยู่อีกหรือ

ยามนี้เย่หลินเหมือนคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความซวยหรืออะไรกันแน่ถึงโชคร้ายใส่อาภรณ์สีเดียวกับฝั่งตรงข้ามของพวกนักเลง

‘โอ๊ยยยย! จะบ้าตาย!’ หญิงสาวคร่ำครวญอยู่ในใจแต่กระนั้นก็ยังคงวิ่งสี่คูณร้อยใส่เกียร์หมาหนีตายอย่างสุดชีวิต หญิงสาวเห็นทางแยกข้างหน้าปรากฏพุ่มไม้รกทึบอยู่ทางด้านขวาจึงไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าไปซ่อนตัวที่นั่น

“มันหายไปไหนแล้ว” ชายในกลุ่มนักเลงผู้หนึ่งกล่าวถามด้วยความแปลกใจ เมื่อครู่ยังวิ่งตามกันมาอยู่หยกๆ แต่ตอนนี้กลับหายตัวไปเสียแล้ว

ผลั้วะ!

แต่แล้วร่างหนาของเขาก็ล้มคะมำมาทางด้านหน้าเพราะโดนฝ่าถีบมาจากทางด้านหลังอย่างแรง ครั้นเมื่อจะหันไปอ้าปากส่งเสียงร้องโวยวายเอาเรื่องคนที่กล้าถีบเขาแต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด เขาก็ต้องรีบหุบปากลงไปทันที

“ข้าจะไปรู้หรือ! ออกตามหามันสิไอ้พวกโง่!” ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มนักเลงตวาดดังลั่น จากนั้นชายทั้งสิบคนก็แยกย้ายกันออกตามหาตัวของเย่หลิน

เวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา เย่หลินรอจนแน่ใจและคิดว่าพวกนักเลงคงไม่ย้อนกลับมาแล้ว นางจึงย่องออกมาจากพุ่มไม้หนาเตอะ โชคดียิ่งนักที่นางเป็นเพียงสตรีร่างเล็กทำให้พุ่มไม้สามารถบดบังตัวของนางได้จนมิด เมื่อเดินออกมาจากพุ่มไม้จึงเห็นว่าเหตุการณ์ทุกอย่างได้เข้าสู่ความสงบแล้ว นางจึงไม่รอช้ารีบเดินกลับไปยังทางเดิมเพื่อตรงไปยังหน้าทางเข้าตรอกสุรา สถานที่นัดหมายของนางกับหานเยว่

“หวังว่าหานเยว่จะยังคงรอข้านะ” หญิงสาวพึมพำเสียงเบา เพราะถ้าหากหานเยว่กลับไปก่อนนางคงกลับจวนสกุลเย่ไม่ถูกเป็นแน่

ในตอนที่เย่หลินเดินใกล้ไปถึงทางแยกเห็นร่างบางของหานเยว่กำลังเดินไปมาอย่างว้าวุ่นใจอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงสาวจึงเผยรอยยิ้มกว้างรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แต่ทว่าในตอนนั้นเองกลับมีใครบางคนพุ่งเข้ามาคว้าแขนเรียวของนางเอาไว้เสียก่อน

“มีพวกนักเลงหลงเหลืออยู่คนหนึ่งขอรับท่านหลี่ฟาน”

“ข้าไม่ใช่พวกนักเลงนะ!” เย่หลินหันกลับมามองเจ้าของมือหนาด้วยความงุนงงพบว่าเขาเป็นบุรุษผู้หนึ่งแต่งกายเยี่ยงทหาร ไม่นานก็ปรากฏบุรุษร่างสูงกำยำของอีกคนเดินเข้ามา

“ดี! จับตัวมันไปที่ตำหนักมู่หลิน ฉินอ๋องจะเป็นฝ่ายตัดสินโทษของมันเอง” หลี่ฟานกล่าวกับทหารในสังกัดเสียงเข้ม หากแต่เย่หลินกลับรู้สึกสะดุดหูกับคำว่าตำหนักมู่หลิน ฉินอ๋องและหลี่ฟานเป็นอย่างมาก

“ท่าน!” หญิงสาวยกนิ้วขึ้นชี้หน้าของหลี่ฟาน นางจำได้ว่าเขาคือองครักษ์ของฉินจื่อหลงไม่ใช่หรือ

หลี่ฟานย่นคิ้วเข้มเข้าหากันเมื่อเห็นบุรุษหนุ่มร่างเล็กตรงหน้ากำลังยกนิ้วขึ้นชี้หน้าของเขา เขาจำได้ว่าไม่เคยพบเจอกับคนผู้นี้มาก่อน เหตุใดถึงได้ทำตัวราวกับคุ้นเคยกับเขาเล่า อีกทั้งเขายังรู้สึกไม่พอใจเท่าใดนักที่โดนนักเลงไร้หัวนอนปลายเท้ายกนิ้วชี้หน้าอย่างไม่ให้เกียรติ

“เก็บนิ้วของเจ้าเข้าไปเสีย ก่อนที่มันจะขาดออกจากกัน!”

เย่หลินสะดุ้งโหยงขึ้นด้วยความตกใจ ทั้งหวาดกลัวกับคำขู่ระคนตกใจกับเสียงตวาดของหลี่ฟาน ไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยซ้ำเป็นหนที่สอง เย่หลินรีบกำมือเข้าหากันและซ่อนมันไว้ที่ทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว หวาดกลัวเหลือเกินว่าเขาจะตัดนิ้วน้อยๆของนางทิ้ง

“จับตัวมันไปที่ตำหนักมู่หลิน” หลี่ฟานกล่าวกับทหาร ประโยคที่ได้ยินทำให้เย่หลินเบิกตากว้างรีบสะบัดมือออกจากกันเกาะกุมของทหารและหมุนกายหันหลังทำท่าจะวิ่งหนีไป ทว่าเพียงแค่นางวิ่งหนีไปได้ไม่ถึงสามก้าวทั้งร่างก็พลันต้องชะงักค้างอยู่กับที่ รู้สึกว่าร่างบางแข็งค้างจนขยับตัวไปไหนไม่ได้นอกจากดวงตาที่กลิ้งหลุกหลิกไปมา ก่อนที่ไม่นานสติสัมปะชัญญะจะดับสิ้นลง

หลี่ฟานมองร่างเล็กที่ร่วงผล็อยลงไปนอนกองอยู่บนพื้นพร้อมรอยยิ้มเยาะ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ทหารนำเชือกมามัดบุรุษหนุ่มร่างเล็กที่เขาเข้าใจผิดคิดว่านางเป็นหนึ่งในคนของพวกนักเลงไปขังไว้ในกรงไม้เพื่อพากลับไปยังตำหนักมู่หลินตามคำสั่งของฉินจื่อหลงอ๋องผู้เป็นเจ้านาย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel