อย่าให้น้อยหน้า
“แล้วเรื่องสินเดิมเล่า เจ้าจัดการไปถึงไหนแล้ว”
“เรื่องนี้ท่านพี่ไม่ต้องกังวล ข้าได้จัดเตรียมเอาไว้แล้ว”
“นำบัญชีสินเดิมมาให้ข้าดู”
“ตู้จือ เจ้าไปเอาบัญชีมา”
“เจ้าค่ะ นายหญิง”
สองมือเหี่ยวย่นค่อย ๆ เปิดอ่านรายการสินเดิมที่ถูกบันทึกลงในบัญชีทีละหน้า
“น้อยไป”
“น้อยไปงั้นหรือเจ้าคะ สินเดิมที่ข้าได้เตรียมไว้ให้ เหยียนเอ๋อร์ถือว่ามากเกินไปด้วยซ้ำ หากเทียบจากฐานะของนางในตอนนี้”
“นางแต่งเข้าตระกูลใหญ่ มิใช่แต่งเข้าตระกูลขุนนางเล็ก ๆ สินเดิมที่เจ้าเตรียมไว้ยังไม่มากพอ เจ้าไม่รู้หรือว่าถ้าหากสินเดิมไม่สมฐานะจะพาลทำให้สกุลเซียวของเราต้องอับอาย”
ซินเหยียนลอบยิ้ม ท่านอาของนางมีนิสัยหน้าใหญ่ใจโตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าเรื่องใดเขาจะไม่ยอมน้อยหน้าผู้ใดเป็นอันขาด ขอเพียงได้เชิดหน้าชูตาว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นต่อให้ต้องเสียเงินก้อนโตเขาไม่เคยใส่ใจ ทำให้หลายครั้งที่อันซือเซินต้องกุมขมับเพราะนางมีหน้าที่ดูแลจวนในฐานะนายหญิง จนบางทีต้องหยิบยืมสินเดิมของตัวเองออกมาใช้จ่ายภายในจวน
“ถึงท่านพี่จะพูดแบบนั้น แต่เมื่อไม่นานมานี้จวนของเราเพิ่งจะจัดงานเลี้ยงไป ตอนนี้สกุลเซียวของเรามีเงินเหลือไม่ถึงพันตำลึง ข้าเกรงว่า”
“ที่ข้าเลือกแต่งงานกับเจ้าเพราะเจ้าเป็นคนฉลาด อย่าทำให้ข้าผิดหวัง สินเดิมของเหยียนเอ๋อร์ให้เพิ่มเงินอีกห้าพันตำลึง และผ้าแพรยี่สิบพับ”
“ท่านพี่” ซือเซินพยาพยามขัด แต่ไร้ผล
นางเอ่ยได้เพียงเท่านี้และจำต้องเงียบปากลง ยามเห็นสายตาเย็นชาของสามีที่จ้องมองมา ในอดีตเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่าถ้าหากนางไม่สามารถทำหน้าที่ฮูหยินสกุลเซียวได้ เขาจะรับอนุภรรยา ซึ่งเหตุผลข้อนี้ทำให้นางยอมตามใจเขา เพื่อแลกกับการที่ตนได้เป็นภรรยาเพียงคนเดียว
หลังจากนั้นเพียงหนึ่งเดือนซินเหยียนก็ออกเรือนไปกับคุณชายซ่งอันหยาง ชีวิตใหม่ของนางก็เริ่มขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา
สามปีมานี้นับได้ว่าเซียวซินเหยียนมีความสุขในชีวิตแต่งงาน ผู้คนต่างอิจฉาที่นางได้แต่งเป็นฮูหยินของซ่งอันหยางที่บัดนี้เพิ่งได้สืบทอดตำแหน่งโหวต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ ตอนนี้เขาถือว่าเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันด้วยเพราะเคยเป็นสหายร่วมศึกษาตั้งแต่วัยเยาว์
“เดินระวังด้วย ประเดี๋ยวจะหกล้มเอาได้” ว่าขณะช่วยพยุงหญิงสาวลงจากรถม้า
“เจ้าค่ะ”
“อันที่จริงฮูหยินไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะหกล้ม เพราะมีท่านโหวคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง” อวี่ซูที่เดินตามหลังพูดขึ้น ทำให้ซินเหยียนหน้าแดง
“พอถึงทางแยกตรงนั้นพวกเราต้องแยกกันเข้างานคนละฝั่ง เจ้าดูแลนายหญิงให้ดีด้วย” ท้ายประโยคหันไปสั่งสาวใช้
“เจ้าค่ะ”
คล้อยหลังสามี นางเอาแต่อมยิ้มน้อย ๆ ได้เป็น ฮูหยินของเขาช่างเป็นวาสนาของนางจริง ๆ
“นั่นฮูหยินซ่งไม่ใช่หรือ”
“ข้าไม่คิดว่านางจะมางานเลี้ยงในวันนี้ด้วย อย่างที่พวกเจ้ารู้สุขภาพของนางไม่ค่อยดี”
“อาการป่วยของข้าหายดีแล้ว ขอบคุณฮูหยินที่เป็นห่วง”
“ในเมืองหลวงนี้เห็นทีคงมีแค่เจ้าที่ชีวิตแต่งงานดูแช่มชื่น”
“ทำไมถึงได้เอ่ยวาจาท้อแท้แบบนี้ล่ะเจ้าคะ”
“สามีของนางเพิ่งแต่งอนุคนที่เก้าเข้าจวนน่ะสิ” ฮูหยินเสี่ยวตอบแทน
“งั้นหรือเจ้าคะ ถึงแม้สามีของท่านจะมีอนุแต่ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าหลงให้เกียรติท่านมาก หากท่านไม่ยินยอมให้มีอนุเพิ่มเขาก็จะทำตาม”
ครั้นได้ยินประโยคเมื่อครู่ของหญิงสาว ทำให้หลงเจียยิ้มขึ้นมาได้บ้าง
“แต่ถึงอย่างไร หากได้เป็นภรรยาเพียงคนเดียวย่อมดีกว่ามิใช่หรือ”
“ฮูหยินเสี่ยวกล่าวเกินไปหน่อยแล้วกระมัง เรื่องสามีมีอนุเป็นเรื่องธรรมดาหรือว่าสามีของท่านมีท่านคนเดียวล่ะเจ้าคะ” ซินเหยียนถามกลับ ทำให้คนพูดหน้าเจื่อนลง
