๕ กำแพงขวางกั้น (๓)
การอดทนของเธอสิ้นสุดลงเมื่อสองวันผ่านไปสามีก็ยังไม่กลับบ้าน รอด้วยความกระวนกระวายไม่เป็นอันกินอันนอน จนสุดท้ายไม่อาจนิ่งเฉยไหวจึงตัดสินใจมายังบริษัทของเขา ก่อนทราบว่าชายหนุ่มออกไปตรวจงานที่โรงแรมใหญ่จึงได้รีบตามมา
ใบหน้าหมองคล้ำจากการอดหลับอดนอนทั้งที่ช่วงนี้นอนหลับสบาย แต่พอเกิดเรื่องเครียดก็ทำให้สะดุ้งตื่นกลางดึกตลอด ยิ่งข้างกายไม่มีสามีอยู่ด้วยกันก็เศร้าจนกลั้นออกมาเป็นน้ำตา ต้องจมกับความเครียดทั้งยังอาเจียนเกือบทั้งวันอ่อนแรงไปหมด
ผ่านไปแค่สองวันแต่รอนานเหมือนสองปี ณิรชาไม่อาจทนรอได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจมาคุยกับเขาให้รู้เรื่อง รอต่อไปชายหนุ่มก็คงไม่มาหาหรอก เพราะเขาตีตราหล่อนไปแล้วว่าเป็นฝ่ายผิด เมื่อความเข้าใจของเราไม่ตรงกันก็ต้องพูดคุยให้ชัดเจน
พบกับเลขานุการของเขาจึงได้เดินเข้าไปสอบถาม ยอมรับว่าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าเขาจะมานอนโรงแรม แต่ได้รับการยืนยันจากอีกฝ่ายจึงพยักหน้ายอมรับ ในหัวของหล่อนมีเพียงภาพของเขาอยู่กับแฟนเก่าจนกลายเป็นความหลอน
“คุณรวินอนที่โรงแรมจริงๆ ครับ ผมเอาเอกสารเข้าไปให้เซ็นทุกวัน...” ศักดิ์เอ่ยพร้อมยกเอกสารขึ้นให้เธอดูว่าเป็นความจริงตนไม่ได้โกหก ร่างบางจึงพยักหน้าไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น
“ขอบคุณค่ะ” พูดจบก็ดันแว่นกันแดดขึ้นเพื่อบดบังใต้ตาที่คล้ำกว่าปกติ แต่งหน้ากลบก็ไม่มิดจนนึกหงุดหงิดตัวเองที่ปล่อยตัวได้ขนาดนี้ เธอไม่เคยให้เรื่องใดหรือบุคคลไหนมีอิทธิพลกับหัวใจมากเท่านี้มาก่อน
เขาเป็นคนแรกจึงรับมือกับเรื่องนี้ไม่เก่งเท่าไหร่...
ทราบห้องที่อีกฝ่ายพักอาศัยจึงไม่รอช้าที่จะเดินขึ้นไปเพื่อพูดคุย กลับต้องชะงักเพราะเห็นว่าเขากำลังยืนคุยกับแฟนเก่าที่หน้าห้อง อารมณ์ของหล่อนพุ่งสูงแทบจะทันที ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อมาหาคนทั้งสองซึ่งกำลังจะเข้าไปในห้องเพื่อความเป็นส่วนตัว ฝ่ายชายกำลังจะแตะคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตูด้วยซ้ำ กลับต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงของภรรยาที่ไม่ได้เจอหน้ามากว่าสองวัน
“ไหนบอกว่าอยากอยู่คนเดียวไงคะ แล้วที่อยู่กับแฟนเก่ามันหมายความว่ายังไง” ไม่พูดเปล่าเดินเข้ามากระชากเขาให้ออกห่างเพียงดาวในทันที อารมณ์ตอนนี้ของหล่อนกำลังเดือดได้ที่ แรงเหมือนช้างสารจนร่างหนาถึงกับหันมามองด้วยความตกใจ
“พวกเราเพิ่งเจอกันพี่เลยชวนเพียงมาคุยตามประสาคนรู้จัก ไม่มีอะไรมากกว่านั้น” เหมือนว่าไม่เจอกันสองวันอารมณ์ของเธอจะไม่ได้เย็นลงเลยสักนิด กลับร้อนขึ้นมากกว่าแล้วยังเจอจังหวะนรกอีกต่างหาก
“อ้อ เหรอคะ ตามประสาคนรู้จัก...ถ้าอย่างนั้นคุณเพียงดาวก็น่าจะออกไปได้แล้วนะคะ สามีภรรยาต้องการใช้เวลาร่วมกัน” ตวัดสายตามองบุคคลอื่นทันทีแล้วย้ำสถานะของเราให้อีกฝ่ายได้ทราบ เธอโกรธจนอยากฉีกทึ้งผู้หญิงหน้าไม่อายชอบยุ่งกับสามีชาวบ้าน แล้วค่อยหันมาเล่นงานคนของตัวเองทีหลัง
อารมณ์ในตอนนี้โกรธจนแทบเผาทุกสิ่งตรงหน้าให้มอดไหม้ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเขาทำกับเธอแบบนี้ได้อย่างไร
พาแฟนเก่าเข้าห้องนอนในโรงแรมเพื่อพูดคุยตามประสาคนรู้จัก...ใครเชื่อก็โง่แล้ว!
“ย้ำจังเลยนะคะว่าสามีภรรยา กลัวพี่ไม่รู้เหรอว่าแย่งรวิไปสำเร็จ...หรือลืมแล้วที่เข้ามาขอให้พี่เลิกกับรวิเพราะน้องชอบแฟนพี่” คนที่เงียบมานานเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาบ้าง แต่ประโยคกลับสร้างความร้าวฉานให้คู่รักจนหล่อนต้องรีบปฏิเสธเพราะตัวเองไม่รู้ว่าเพียงดาวพูดเรื่องอะไรด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกันร่างหนาก็หันมามองภรรยาของตัวเอง แววตาเริ่มกังขากับคำพูดของอดีตคนรัก อยากรู้มาตลอดว่าเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกจะบอกเลิกกันคืออะไร มันเป็นเหมือนปมใหญ่ในใจของเขา พอเจอกันอีกครั้งจึงอยากถามให้รู้เรื่อง
กลายเป็นยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกภรรยาเข้ามาขัดเสียก่อน
“พูดบ้าอะไร ณิไม่เคยทำแบบนั้น” ร้องบอกเสียงดังกลัวว่าเขาจะเชื่อคำโกหกนั้น ยิ่งตอนนี้อยู่ในช่วงทะเลาะกันก็เกรงว่าสามีอาจไม่เชื่อตัวเอง
“ไหนๆ ก็พูดออกมาแล้วก็บอกความจริงเลยแล้วกัน ที่ขอเลิกคราวนั้นก็เพราะน้องเขามาขอร้องเนี่ยแหละ ขอโทษที่ใจอ่อนเพราะสงสารคนอื่นแล้วทำร้ายความรู้สึกนะ” เพียงดาวเอ่ยด้วยแววตาสั่นไหวแล้วโยนความผิดทั้งหมดให้ณิรชาที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลยด้วยซ้ำ
หญิงสาวส่ายหน้าเชื่องช้าแล้วหันไปมองร่างสูง รีบอธิบายให้เขาฟังเพื่อจะได้เชื่อตัวเอง แต่เหมือนรวิกานต์จะนิ่งไปแล้วมองเธอด้วยความกังขา สร้างความเจ็บปวดแก่หล่อนเป็นอย่างมาก เธออยู่ข้างเขามาตลอดแต่เหมือนชายหนุ่มจะเชื่อแฟนเก่ามากกว่า
หัวใจแตกเป็นเสี่ยงเมื่อรู้ว่าสามียังรักเพียงดาวมาโดยตลอด ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้รักกันเลยสักนิด
“ไม่จริง ณิไม่เคยทำแบบนั้น บ้าไปแล้วเหรอใครพูดแบบนั้นกัน อย่ามาใส่ร้ายกันสิ!!” ตะโกนเสียงดังใส่ผู้หญิงที่ปั้นน้ำเป็นตัว จากนั้นจึงตรงเข้าไปตบหน้าอีกฝ่ายเพื่อระบายความโกรธ จนใบหน้าสวยเฉี่ยวหันไปตามแรงตบแล้วแสร้งล้มลงกับพื้นให้ร่างสูงเข้ามาช่วยประคอง
