๔ อาการของคนหวงห่วง (๑)
๔
อาการของคนหวงห่วง
ชีวิตแต่ละวันของพวกเขายังคงเหมือนเดิม ต่างไปเล็กน้อยตรงที่สามีไม่กลับบ้านดึกอีกต่อไป ตะวันตกดินก็เห็นเขาถึงบ้านแล้ว เราได้รับประทานอาหารร่วมกันทั้งยังพูดคุยราบรื่นโดยไม่มีการทะเลาะหรือปะทะคารมอย่างที่ผ่านมา จิตใจแจ่มใสหน้าตาก็ผุดผ่องยิ้มได้ทั้งวันจนคนที่ร้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าความรักทำให้เจ้านายของตนเด็กลงกว่าเดิมอีก
โสดมานานเพิ่งลงจากคานก็ได้แต่งงานเลย หลายคนสงสัยว่าเธอท้องหรือเปล่า แต่ผ่านมาหลายเดือนก็ยังไม่มีวี่แวว ข่าวลือจึงค่อยซาลงพร้อมกับความรักของพวกเขาที่เหมือนเพิ่งเริ่มเบ่งบาน
กลับถึงบ้านหลังเลิกงานแล้วมองไปยังโรงจอดรถที่ไม่มีรถประจำของเขาอยู่ในตำแหน่ง ทราบทันทีว่ารวิกานต์ยังไม่กลับ จึงรีบเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวต้อนรับสามีด้วยอ้อมกอดแสนอบอุ่นและหอมหวาน
อย่างไรก็ต้องจับเขาให้อยู่หมัด!
“คุณณิคะ มีคนมาขอพบค่ะ” หลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยจึงลงมาข้างล่าง พอดีกับที่แม่บ้านเดินเข้ามาบอกสร้างความประหลาดใจแก่หล่อนเป็นอย่างมาก ถ้าบอกว่าแขกของสามียังพอเข้าใจ แต่พอบอกว่าเป็นแขกของเธอทำให้นึกสงสัย
เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครผ่านประตูด้านหน้าเข้ามาถึงบ้านที่อยู่หลังสุดท้ายได้ ความอยากรู้ทำให้รีบถามออกไป
“ใครเหรอ” แม่บ้านไม่ทันตอบก็มีเสียงแทรกขึ้นมาเสียก่อน เธอมองไปตามเสียงพลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจปนยินดี เผยรอยยิ้มกว้างพร้อมวิ่งไปหาคนมาใหม่ ลืมรักษามารยาทไปเสียสนิทเพราะเพิ่งได้เจอเพื่อนสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
“ผมเองครับ” นอกจากเสียงทุ้มยังมีรอยยิ้มมอบให้เธออีกต่างหาก
ณภัทร วัฒนาบริบูรณ์เป็นเพื่อนชายคนสนิทที่รู้จักกันมานาน อยู่ด้วยกันทุกช่วงอายุและเป็นไม้กันหมาชั้นดีให้เธอ ที่ไม่มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยวก็เพราะได้อีกฝ่ายคอยกันให้ตลอด นอกจากบิดาก็มีเขาเนี่ยแหละที่หวงเธออย่างกับจงอางหวงไข่
เพื่อนร่วมรุ่นจึงคิดว่าพวกเขาคบหากัน ทั้งที่จริงมีเพียงฝ่ายชายที่คิดไม่ซื่อ แต่รู้ว่าผู้หญิงคิดกับตนแค่เพื่อนจึงเก็บความในใจเอาไว้ ไม่ยอมบอกออกไปเพราะกลัวว่าจะเสียเพื่อน สิ่งที่ทำได้คืออวยพรให้หล่อนมีความสุข
“เฮ้ย กลับมาเมื่อไหร่!”
แล้วดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะมีความสุขมากเหลือเกินจนเขาอดยิ้มตามไม่ได้
“ไม่กี่วันก่อน กลับมาก็รีบมาหาเลย...ไม่คิดว่าจะแต่งงานกับคนใหญ่คนโตของจังหวัด เสียดายที่ไม่ได้มาแสดงความยินดีด้วย” หยอกเย้าเป็นปกติด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแม้ว่าใจจะเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องเสียเธอไปให้ชายอื่นตลอดกาล แต่พอเห็นแววตาสดใสเปล่งประกายก็นึกดีใจกับหล่อน
คงพบความสุขของตัวเองแล้ว แค่นี้เขาก็หมดห่วงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
“ยินดีตอนนี้ก็ไม่สาย...เลี้ยงข้าวเป็นไง” ด้วยความที่สนิทกันมานานทำให้เธอเดินเข้ามากอดแขนเขาจนลืมนึกถึงสถานะของตัวเอง เป็นณภัทรที่แกะมือบางออกพร้อมตอบตกลงทันที คิดจะเลี้ยงข้าวหญิงสาวเหมือนกันอยากใช้เวลาพูดคุยกับเธอให้มากกว่านี้สักหน่อย
“โอเค”
เมื่อได้ยินคำตอบรับก็แทบไม่ต้องเปลี่ยนชุด เพียงแค่หยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋าก็เดินไปนั่งเบาะข้างคนขับแล้วออกจากบ้านทันที ลืมเรื่องของสามีไปเสียสนิท ตอนนี้กำลังมีความสุขที่ได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานานเพราะอีกฝ่ายไปเรียนต่อต่างประเทศและทำงานอยู่ที่นั่น ไม่นึกว่าจะกลับไทยด้วยซ้ำ
รถแล่นออกไปสวนกับคนที่เพิ่งเข้ามาในรั้วบ้านหลังใหญ่ ทำงานเสร็จก็ปิดแฟ้มตัดขาดการติดต่อไม่ยอมคุยเรื่องงานอีก ใจมุ่งแต่อยากกลับบ้านอย่างเดียวจนไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ต่างจากรวิกานต์คนเก่าที่หางานทำเพื่อจะไม่ได้กลับบ้านราวคนละคน
ย่างเท้าเข้ามาในเรือนหอก็ชะงักเพราะความเงียบผิดปกติ หลายเดือนที่ผ่านมามักจะมีร่างแบบบางนั่งคอยท่า ยิ่งช่วงสองสัปดาห์หลังกลับจากบ้านไร่เธอพัฒนาเตรียมน้ำเตรียมขนมมาเสิร์ฟถึงหน้าบ้านเลยด้วยซ้ำ วันนี้กลับแปลกไปที่ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนเป็นภรรยา
“คุณณิล่ะ” ไม่รอช้ารีบถามแม่บ้านทันที
“ออกไปรับประทานอาหารข้างนอกค่ะ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน หล่อนไม่เคยออกไปข้างนอกในเวลานี้ด้วยซ้ำ มักจะรอเขาอยู่ที่บ้านแล้วรับประทานอาหารพร้อมกันตลอด ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยสร้างความไม่พอใจแก่คนเป็นสามีแต่ก็พยายามเก็บสีหน้าเอาไว้
“กับใคร” ความอยากรู้ทำให้ต้องรีบถาม
“เพื่อนค่ะ”
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเพื่อนคนไหนที่หญิงสาวไปกินข้าวด้วย ดวงตาคมเริ่มดุขึ้นจนแม่บ้านที่ออกมารับหน้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร จึงละล่ำละลักถามเขาเสียงเบา
“ให้ตั้งโต๊ะเลยไหมคะ” ดวงตาคมตวัดมองอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำเอาคนถูกมองถึงกับชะงักกลัวว่าตัวเองอาจทำอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่สุดท้ายเขาก็เลือกพยักหน้าพลางถอดเสื้อสูทและคลายเนกไทออกเล็กน้อยเพื่อให้หายใจสะดวก
“ครับ” หล่อนออกไปกินข้าวข้างนอกแล้วเขาก็คงไม่จำเป็นต้องรอ
จึงเลือกจะรับประทานอาหารเย็นเพียงลำพังในเรือนหอเป็นครั้งแรก ให้ความรู้สึกเหงาและอ้างว้างพอสมควร จนนึกย้อนกลับไปคิดว่าตอนเขากลับบ้านดึกทุกวันหล่อนจะเหงาแบบนี้หรือเปล่า เพียงแค่คิดก็นึกเห็นภาพภรรยาที่นั่งเงียบกินข้าวคนเดียว เดินไปมาอยู่โถงกลางบ้านแล้วทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่เพื่อรอสามีกลับมา
เธอคงรู้สึกแบบนี้เองสินะ...
