๒ ละครที่แนบเนียน (๔)
เลือกสวมเดรสสีฟ้าแขนกุดยาวเพียงเข่าลงมานั่งรอเขา รับประทานอาหารพอให้อยู่ท้องเผื่ออีกฝ่ายมาถึงแล้วยังไม่กินข้าวได้จะทานเป็นเพื่อน
“คุณรวิกลับดึกทุกวันเลยนะคะ” ยังคงนั่งรอเขากลับบ้านพร้อมกับแม่บ้านที่มาคอยเป็นเพื่อน เธอยิ้มมุมปากแล้วตอบไปตามที่คิด แม้ความจริงตัวเองก็นึกหวั่นเหมือนกัน
เขากลับค่ำเพราะทำงานดึกหรือจงใจหนีหน้าหล่อนกันแน่
สี่เดือนที่ผ่านมากลับเร็วนับครั้งได้ งานจะเยอะขนาดนั้นเลยหรือ นึกสงสัยจนตั้งใจไว้ว่าจะรอถามคนสนิทของเขาว่างานที่ทำมันเยอะขนาดนั้นเลยหรือ
“ช่วงนี้งานเยอะน่ะ อาจจะใกล้ประชุมผู้ถือหุ้น...อ้อยไปนอนเถอะเดี๋ยวฉันอยู่รอพี่รวิคนเดียวเอง ดูสิตาปรือแล้วนั่น” พยายามหาเหตุผลเพื่อบอกคนในบ้าน ก่อนจะรีบบอกให้อีกฝ่ายไปนอนเพราะดูจากดวงตาที่ปรือพร้อมหลับตลอดเวลาก็นึกสงสาร
“แต่แม่ให้หนูอยู่กับคุณณิ” ยังคงเคร่งในการทำตามคำสั่งของแม่ แม้ว่าดวงตาจะเป็นประกายตอนได้รับอนุญาตให้กลับไปนอนก็ตาม
“ไม่เป็นไร ฉันอนุญาต” พอเจ้านายเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นอีกครั้ง ก็ทำให้คนอายุน้อยกว่ารีบยกมือไหว้เป็นการขอบคุณ แล้วลุกยืนอย่างรวดเร็วไม่สงวนท่าทีเลยสักนิด สร้างรอยยิ้มเล็กๆ แก่ณิรชาได้เป็นอย่างดี
“หนูไปแล้วนะคะ”
“จ้า” มองตามอีกฝ่ายที่วิ่งกลับเข้าไปทางด้านหลังบ้านซึ่งเป็นห้องนอนของแม่บ้านก็ยิ้มขำ ส่วนตัวเองก็หยิบหนังสือนิยายมาอ่านเพื่อรอสามีกลับบ้าน ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาใกล้ตัวบ้านจึงรีบวางทุกอย่างพร้อมทั้งเดินไปยืนรอด้านหน้า
วันนี้กลับเร็วกว่าปกติ สามทุ่มก็ถึงบ้านแล้ว...
ร่างสูงลงจากรถก่อนชะงักเมื่อเห็นว่าหล่อนยืนคอยด้วยใบหน้าสดใสกับชุดสวยที่เข้ากับหญิงสาวเหลือเกิน เกือบเผลอเคลิ้มไปกับความสวยก่อนจะรีบดึงสติตัวเองให้เมินเฉยแล้วเดินเข้าไปในบ้าน ณิรชารีบตามเขาเข้ามาพร้อมถามด้วยความอยากรู้
“ทำไมช่วงนี้กลับดึกจังเลยคะ” ไม่ใช่แค่ช่วงนี้แต่หลังแต่งงานเขาก็กลับบ้านดึกแทบทุกวัน มีไม่กี่วันที่ได้รับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไปกินที่บ้านของพ่อแม่สามีไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันสักเท่าไหร่
“ทำงาน” ตอบเสียงเรียบแล้วชะงักเมื่อเห็นกล่องของขวัญวางไว้บนโต๊ะห้องนั่งเล่น เธอมองตามสายตาของเขาก่อนยิ้มกรุ่มกริ่ม ขยับไปยืนตรงหน้าชายหนุ่มจนบดบังของขวัญที่เตรียมเอาไว้ พลางอมยิ้มจนเขาเผลอมองดวงหน้าสวยนานไปหน่อยเหมือนสติหลุดลอย
ต้องยอมรับว่าภรรยาของเขาสวยเป็นอย่างมาก ทุกการเคลื่อนไหวเรียกสายตาได้หมด จนบางทีตนก็เกือบหลงลืมถึงสิ่งที่หล่อนทำเอาไว้
ถ้าการเริ่มต้นของเรามันไม่ใช่ถูกบังคับมันคงจะดีกว่านี้
“พี่รวิคะ...ณิมีของจะให้พี่ด้วย” ดวงตาเจ้าเล่ห์จับจ้องมาที่เขาตลอดเวลา ก่อนชายหนุ่มจะรีบบอกปัดรวดเร็ว
“เอาไว้ค่อยคุยพรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้พี่ง่วงอยากพักผ่อนมากกว่า ไม่รีบไม่ใช่เหรอ” ถึงจะอยากรู้ว่าของที่เธอจะให้คืออะไรแต่ก็อยากพาตัวเองไปให้พ้นจากสถานการณ์ตรงนี้โดยเร็ว ทำเอาร่างบางมองเขาตาเขียวพลางรั้งแขนชายหนุ่มเอาไว้
“ก็ไม่รีบ...แต่อยากให้ตอนนี้ค่ะ” ทำหน้าอ้อนเพื่อให้อีกฝ่ายยอมตอบตกลง เขาเห็นอย่างนั้นก็ใจอ่อนยวบแล้วเอ่ยถาม
ถึงจะแสดงท่าทีต่อต้านอย่างไร แต่มาเจอดวงตาใสแป๋วจ้องกันแบบนี้ร้อยทั้งร้อยก็ใจอ่อนหมดนั่นแหละ
“ให้อะไร” ได้ยินอย่างนั้นก็รู้ว่าเขายอมรับของขวัญแล้ว ไม่รอช้ารีบเดินไปหยิบสิ่งที่เตรียมไว้มายื่นตรงหน้าสามีทันที เขาเองก็ดูจะสงสัยอยู่ไม่น้อยเพราะไม่ใช่วันเกิดหรือวันสำคัญที่ต้องได้รับของขวัญ หล่อนให้เนื่องในโอกาสอะไรก็ไม่บอกกันสักคำ
แล้วเขาควรจะถามดีไหม...
“นี่ค่ะ...ลองเปิดดูสิคะว่าชอบหรือเปล่า” คนให้ค่อนข้างตื่นเต้นแล้วก็ลุ้นว่าเขาจะชอบของขวัญหรือเปล่า หล่อนใช้เวลาหาตั้งนานกว่าจะเจอสิ่งที่คิดว่าชายหนุ่มน่าจะถูกใจ
ท่าทางของเธอทำให้คนรับนึกสงสัย ถือของขวัญมานั่งแกะแล้วพบสิ่งของที่ตนชื่นชอบ เป็นรถแข่งรุ่นลิมิเต็ดที่ตนไม่มีในคอลเลคชั่น ตามหาตั้งนานก็ไม่ได้มาครอบครองสักที ราคาค่อนข้างสูงจนไม่คิดว่าหล่อนจะซื้อมาให้ทั้งที่ไม่ใช่วันพิเศษ ดวงตาคมเป็นประกายก่อนจะรีบเก็บสีหน้าเอาไว้ไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนกำลังตื่นเต้น
“อือ ขอบคุณ” ปฏิกิริยาของเขาทำเอาเธอถึงกับนิ่งไปสักพัก เหลียวกลับมามองชายหนุ่มพลางเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
อุตส่าห์ไปตามล่าหาของขวัญเพื่อมาเซอร์ไพรส์เขา หมายจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแต่เหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้สนใจเลยสักนิด เขาทำเหมือนว่าความตั้งใจของเธอเป็นเพียงเรื่องเปล่าประโยชน์ ทั้งที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องชอบอย่างแน่นอน
กลับผิดจากที่คิดเอาไว้จนเผลอแสดงท่าทีออกมาด้วยความผิดหวัง
“แค่...แค่นี้เหรอคะ”
“แล้วต้องการอะไรมากกว่านี้เหรอ” พอเจอคำถามกลับก็พูดอะไรไม่ออก ส่ายหน้าปฏิเสธแล้วมองชายหนุ่มลุกจากโซฟาโดยในมือยังถือของขวัญที่เธอให้เอาไว้ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทิ้งมันถือว่ายังประสบความสำเร็จ
“เปล่าค่ะ” มองแผ่นหลังกว้างที่เดินไปยังบันได ก่อนนึกเรื่องสำคัญออกจึงรีบเดินตามเขาแล้วบอกธุระให้อีกฝ่ายทราบ
“วันมะรืนเป็นวันเกิดของแม่ณิ พี่พอจะว่างไปด้วยกันไหมคะ...พ่อกับแม่ฝากมาชวนน่ะค่ะ” ตั้งแต่แต่งงานกันมาเขาไม่เคยเหยียบย่างไปยังบ้านเกิดของตนเลยสักครั้ง ถึงบุพการีจะไม่พูดอะไรแต่รู้ว่าท่านเป็นห่วงความสัมพันธ์ของเราพอสมควร จึงเป็นฝ่ายชวนเขาไปเพราะถ้ารอให้รวิกานต์เอ่ยปากเองคงอีกนาน
“ไปก็ได้” นึกลุ้นกับคำตอบแต่ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นานก็พยักหน้าพร้อมตกลงไปที่ไร่ สร้างความดีใจแก่หญิงสาวจนเกือบกระโดดตัวลอยแต่ยั้งตัวเองไว้ได้ทัน
“ค่ะ” เขาเหลียวมองเธอคล้ายจะพูดอะไรแต่ก็เลือกเงียบแล้วเดินขึ้นบนห้อง ปล่อยให้ณิรชาเดินไปปิดประตูด้านหน้าโดยที่ใบหน้าประดับรอยยิ้มแห่งความสุข แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดีใจกับของขวัญที่เธอหามาด้วยความยากลำบาก แต่อย่างน้อยรวิกานต์ก็ตอบตกลงไปที่บ้านไร่ด้วยกันแล้ว
เพียงเท่านี้ก็พอทำให้เธอชื่นใจได้บ้าง
ขณะที่กำลังจะปิดประตูก็เห็นผู้ช่วยของเขากำลังจะขับรถออกจากบ้าน สบโอกาสรีบเดินเข้าไปหาแล้วสอบถามให้หายสงสัยเกี่ยวกับงานของสามี ทั้งที่เธอไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของเขาเลยสักครั้ง แต่นับวันชายหนุ่มยิ่งกลับดึกก็เพิ่มความสงสัยให้ตนมากกว่าเดิม
“ขอโทษนะคะคุณศักดิ์ งานของพี่รวิยุ่งมากเลยเหรอคะช่วงนี้ เห็นกลับบ้านดึกแทบทุกวันเลยน่ะค่ะ ณิเป็นห่วงสุขภาพของเขา” รู้จักและทักทายกับผู้ช่วยของเขาบ่อย สร้างความสนิทสนมเป็นกันเองจนอีกฝ่ายไม่ได้เฉลียวใจถึงคำถามนั้นว่าต้องการสื่ออะไร นึกว่าถามเพราะเป็นห่วงจึงรีบตอบให้เธอสบายใจ
“ไม่ค่อยหนักหรอกครับคุณณิไม่ต้องห่วง” พูดจบก็ยิ้มกว้างก่อนที่คำถามต่อมาจะเป็นเหมือนหมัดหนักทำให้รอยยิ้มของเขาเริ่มเลือนหายไป
“ไม่หนักแล้วทำไมกลับดึกคะ” ถามเสียงเรียบแต่แววตาที่จ้องทำเอาคนถูกมองเริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ทำได้เพียงยิ้มแห้งอย่างเดียว
“ครับ? เอ่อ คือว่าก็ทำงานไปเรื่อยๆ น่ะครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบก็ยกมือไหว้พลางค้อมศีรษะอย่างรวดเร็วแม้ว่าตัวเองจะอายุเยอะกว่าก็ตาม วินาทีต้องเอาตัวรอดก่อนเพราะคิดคำตอบไม่ออกเหมือนกัน
เธอจำต้องพยักหน้าแล้วรับไหว้แทบไม่ทัน มองอีกฝ่ายเดินไปขึ้นรถก่อนจะบอกด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ได้คิดอะไร ทั้งที่ในใจยังคงเต็มไปด้วยคำถามเหมือนเดิม
“เดินทางปลอดภัยค่ะ”
ถ้างานไม่ได้หนักแล้วทำไมสามีจึงกลับบ้านค่ำ มีเพียงเหตุผลเดียวที่คิดออกตอนนี้คือชายหนุ่มไม่อยากกลับมาเจอเธอ แต่การคิดอย่างนั้นก็สร้างความเจ็บปวดเกินกว่าจะทนรับไหว จึงเลือกปัดความคิดทั้งหมดทิ้งไปแล้วเลือกหลอกตัวเองเหมือนทุกครั้ง
เขาแค่ทำงานหนักเท่านั้นแหละ...
