๒ ละครที่แนบเนียน (๒)
อยากมีความรักที่ดีเหมือนพ่อกับแม่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่
“แม่ลูกคุยอะไรกัน มากินข้าวเร็วพ่อซื้อข้าวเที่ยงมาเยอะเลย” คุณเอมไอรินแกะมือสามีออกจากเอวแล้วลุกยืน ขณะที่คนอายุน้อยก็ยืนขึ้นเช่นเดียวกัน กำลังจะตอบคำถามของพ่อแต่กลับถูกเมินเพราะคู่รักกำลังหวานใส่กันจนหล่อนกลายเป็นบุคคลไร้ตัวตนซะอย่างนั้น
“มีแต่ของโปรดแม่ทั้งนั้น...” พอพูดจบก็หันมามองลูกสาวที่แกล้งทำหน้าบึ้งคล้ายจะน้อยใจ รีบเอ่ยกลัวว่าลูกจะโกรธตนเอง
“หนูไม่บอกว่าจะกลับพ่อก็ไม่รู้สิ”
“หนูบอกแล้วแต่พ่อสนใจแค่แม่ต่างหากล่ะ น้อยใจนะเนี่ย” ยกมือขึ้นกอดอกแล้วเดินเข้าไปในบ้านก่อนใคร คุณเอมไอรินเห็นอย่างนั้นก็แอบอมยิ้มมีความสุขเมื่อลูกสาวกลับมาเป็นคนสดใสเหมือนเดิมแล้ว ขณะที่สามีก็รีบโอบเอวคนรักแล้วเดินเข้ามาในครัวนั่งเก้าอี้ประจำของตัวเอง พร้อมทั้งแอบแซวณิรชาสร้างความตกใจแก่คนฟังเป็นอย่างมาก
พ่อที่ขึ้นชื่อว่าหวงลูกสาว แต่กลับเอ่ยหยอกล้อเรื่องแต่งงานแล้ว
สงสัยจะเริ่มชอบลูกเขยขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ...
“แต่งงานแล้วก็ไปให้สามีเอาใจ...นั่งเลยแม่ ปลาเผาร้อนๆ น้ำจิ้มรสเด็ดร้านโปรดแม่เลยนะ เห็นเมื่อวานบอกว่าอยากกินไม่ใช่เหรอ” เริ่มตักอาหารให้ภรรยาอย่างเอาใจ เป็นแบบนี้มาหลายสิบปีจนลูกโตไปมีครอบครัวก็ยังคงความสม่ำเสมอเอาไว้
“ขอบคุณค่ะ”
กลายเป็นหล่อนต้องนั่งมองคู่รักหวานใส่กัน ถูกเมินอย่างสมบูรณ์แบบจนต้องพึมพำเสียงเบากับตัวเอง
“เฮ้อ...กลิ่นเหม็นอะไรนะ อ้อ เหม็นหัวตัวเองนี่น่า...” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ก็มีความสุขกับการได้ท่านทั้งสองแสดงความรักต่อกัน
หล่อนหวังว่าวันหนึ่งตัวเองจะมีความรักแบบนี้บ้าง...
ถึงเวลากลับบ้านก็ร่ำลาคนในครอบครัวแต่ก็ไม่ได้เศร้ามากเท่าไหร่นัก เพราะอย่างไรหล่อนก็กลับบ้านบ่อยอยู่แล้ว แทบจะวันเว้นวันเลยก็ว่าได้ ใช้เวลาในการเดินทางแค่ชั่วโมงเดียวทั้งยังมีคนขับรถให้อีก เรียกว่าไม่เหนื่อยในการเดินทางด้วยซ้ำจึงได้มาบ่อย
คุณธนนท์ปภพดูแลลูกสะใภ้เป็นอย่างดีประดุจเจ้าหญิง จึงไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนี้ ยกเว้นก็แต่ความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาเท่านั้น แต่งงานมาหลายเดือนลูกเขยแทบจะไม่เคยเหยียบย่างมาที่ไร่เลยสักครั้ง เหตุผลคืองานยุ่งจนไม่มีเวลาซึ่งคุณไตรเตชินก็ไม่ได้สนใจ เพราะอย่างไรก็ไม่ได้รักชอบอีกฝ่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ไม่คิดอยากให้ลูกแต่งงานด้วยซ้ำแต่ขัดสถานการณ์ในตอนนั้นไม่ได้
“ไม่จริงงงงง มันไม่จริงใช่ไหม” ไม่ทันที่เธอจะได้ขึ้นรถกลับมีชายร่างใหญ่แต่งตัวหลากสีสันวิ่งเข้ามาก่อนจะล้มลงที่พื้นโดยไม่ได้สะดุดหินสักก้อน หล่อนเห็นอย่างนั้นก็ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายในทันที
ภาวนาทุกวันไม่ให้เจออีกฝ่าย ยังนึกขอบคุณที่ช่วงแต่งงานของหล่อนเขาไปต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นกลัวว่างานจะล่มหรือสร้างความอับอายให้ตนน่ะสิ
“พี่เวทย์สวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้ตามมารยาทเพราะชายตรงหน้าอายุมากกว่า เขาหยัดกายลุกยืนมาอยู่ตรงหน้าเธอ คุณไตรเตชินเห็นอย่างนั้นก็เข้ามาขวางด้วยความหวงลูกสาว เจ้าตัวถึงขยับออกห่างเล็กน้อยพร้อมพร่ำเพ้อด้วยประโยคยาวเหยียดที่คนฟังถึงกับส่ายหน้ากุมขมับ
เวทย์วินธา เมตตาคือชายที่ไปมาหาสู่บ่อยมาก เจตนาชัดเจนว่าต้องการจีบเพื่อเลื่อนสถานะ แต่หล่อนก็ให้ได้แค่ความเป็นพี่ชายเท่านั้น
คนแบบนี้ใครจะเป็นแฟนด้วยไหว...
“น้องบอกพี่หน่อยคนดี น้องยังไม่ได้แต่งงานใช่ไหม พี่อาจจะฟังผิดหรือพวกนั้นปากไม่ดีบางทีเรื่องราวอาจไม่ได้เป็นแบบที่คนทั้งอำเภอเข้าใจ มันเป็นเพียงความฝันที่พี่ไม่มีวันจะตื่น พี่ไม่เข้าใจมันเกิดอะไรขึ้น เราสองคนไม่รักกันตอนไหน...”
คุยกับเขาทีไรเธออยากจะร้องไห้ทุกที เหลียวมองบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ท่านก็เดินกลับเข้าบ้านไปแล้ว หญิงสาวจำต้องหันมาคุยกับเวทย์วินธาให้รู้เรื่องแม้จะจับใจความที่ชายหนุ่มพูดไม่ค่อยได้ก็ตาม
“เราไม่เคยรักกันนะคะ ณิไม่เคยรักพี่มากกว่าพี่ชาย” พูดจบก็ตกใจที่เขาทรุดลงนั่งกับพื้นอีกครั้ง ยกมือขึ้นกุมตรงหน้าอกข้างซ้ายพร้อมเงยหน้ามองหล่อนด้วยดวงตาเจ็บปวด
คนอะไรเหมือนเล่นละครเวทีตลอดเวลา หล่อนเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนล้อเล่นหรืออันไหนเรื่องจริง
“โอ้ว เจ็บปวด พี่เจ็บเหลือเกิน ได้โปรดอย่าพูดว่าไม่รักได้ไหมเพราะพี่รักน้องณิเกินจะหักห้ามใจ” แทบจะยกมือขึ้นยีหัวตัวเอง หันไปมองมารดาเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ดูเหมือนว่าท่านก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เหมือนกัน ทำเพียงยืนส่งกำลังใจให้ลูกสาวที่พยายามทำใจเย็นอธิบายเขาให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
“พี่เวทย์คะตอนนี้ณิแต่งงานแล้ว คงไม่เหมาะถ้าพี่จะบอกรักเมียคนอื่นแบบนี้ เราเป็นพี่น้องกันนะคะหวังว่าพี่จะไม่ลืม”
“น้องณิ...ไอ้หน้าปลาหลดมันอยู่ไหน มันหล่อกว่าพี่หรือไงน้องณิถึงเลือกมันไม่เลือกพี่” คำพูดของหล่อนเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเขาทันที เจ้าตัวลุกยืนพลางเดินเข้ามาใกล้พร้อมสาดคำถามที่เธอไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
เพราะคำตอบอยู่บนใบหน้าแล้ว
รวิกานต์หล่อกว่าเป็นร้อยเท่า!
