บทที่ 3
จนกระทั่งช่วงเย็น ภาสกรถึงได้ก้าวเท้าเข้าบ้านมาพร้อมกับแสงอาทิตย์อัสดงที่ทอดเงาตามหลัง
เขายังอยู่ในชุดเชิ้ตตัวเดิมของเมื่อวาน กลิ่นน้ำหอมรสหวานเลี่ยนปนกับกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ โชยมาแตะจมูกจนฉันต้องเผลอกลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณ
“กลับมาแล้วเหรอ?”
พอเห็นท่าทางของฉัน เขาก็ขยับปกเสื้ออย่างไม่เป็นธรรมชาติ “เมื่อวานกว่าจะผ่าตัดเสร็จก็ดึกมากแล้ว ผมเลยพาน้องๆ ในแผนกไปหาอะไรกินกันต่อ ทุกคนเชียร์ให้ดื่มนิดหน่อย ผมปฏิเสธไม่ได้ ก็เลยไม่ได้กลับบ้าน”
“กลิ่นมันคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เดี๋ยวผมไปอาบน้ำก่อนนะ”
ฉันไม่ได้ตอบโต้อะไรอยู่นาน ภาสกรหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วรีบพุ่งเข้าห้องน้ำไปด้วยท่าทางร้อนตัว
พอเขาออกมาอีกครั้ง ฉันก็นั่งกินข้าวกล่องที่สั่งเดลิเวอรี่มาอยู่บนโซฟาแล้ว
ตอนเขาเข้าประตูมา ฉันเห็นเขาหิ้วถุงผักถุงเนื้อติดมือมาด้วย
แต่ในใจฉันไม่มีความคาดหวังเหลืออยู่เลย
การผิดคำพูดเป็นเรื่องปกติที่ภาสกรทำเป็นประจำ
ฉันไม่คิดว่าของพวกนั้นเขาเตรียมไว้ให้ฉันหรอก เพราะคำมั่นสัญญาของเขาน่ะ มันศักดิ์สิทธิ์แค่กับวีนัสคนเดียวเท่านั้น
“ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้จะทำกับข้าวให้กิน?”
เหนือความคาดหมาย ภาสกรทำหน้าบึ้งตึงเดินเข้ามาแย่งกล่องข้าวในมือฉันไป
“ทอฝัน คุณจะประชดประชันอะไรอีก? เรื่องเมื่อวานมันเป็นเหตุสุดวิสัย ผมก็อธิบายไปแล้วว่าที่แผนกมีคนไข้ฉุกเฉิน คุณเองก็เป็นหมอ คุณจะให้ผมดูดายปล่อยคนตายไปต่อหน้าหรือไง?”
“ก็แค่ทริปฮันนีมูน ไม่รู้จะงอนอะไรนักหนา ไว้ผ่านไปสักพักผมค่อยพาไปชดเชยให้ใหม่ไม่ได้เหรอ?”
เขาขยับตัวแรงจนหยดน้ำจากผมที่ยังไม่แห้งกระเซ็นมาโดนตัวฉัน
มันเย็นเยียบ... เหมือนกับความรู้สึกของฉันในตอนนี้ไม่มีผิด
“พูดอะไรบ้างสิ”
ความโกรธทำให้เขาโยนผ้าเช็ดตัวใส่ตัวฉันเต็มแรง
ความเจ็บปวดพุ่งเข้าใส่พร้อมกับความเย็น ฉันขยี้ตา น้ำตามันไหลออกมาเพราะแรงกระแทกนั้นจริงๆ
“คุณกำลังจินตนาการบ้าอะไรอยู่? ช่วยล้างความคิดสกปรกๆ ในหัวออกไปหน่อยได้ไหม? ผมกับวีนัสเราเป็นแค่ศิษย์กับอาจารย์กัน เธอเพิ่งมาอยู่โรงพยาบาล ยังไม่รู้อะไรเลย ผมจะดูแลเธอให้มากหน่อยมันไม่ควรหรือไง? ทำไมคุณต้องคิดไปทางชู้สาวตลอด คนใจสกปรกนี่มองอะไรก็สกปรกไปหมดจริงๆ”
ฉันยังไม่ได้ทันพูดอะไรสักคำ เขาก็รีบตัดความสัมพันธ์กับวีนัสอย่างลนลาน
ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง... แบบนี้ไม่เรียกว่ารู้สึกผิดอยู่ในใจหรอกเหรอ?
“ภาสกร... ฉันยังไม่ได้กินข้าวมาทั้งวันเลยนะ”
ฉันนั่งพิงโซฟาอย่างหมดแรง พยายามจะเอื้อมมือไปหยิบกล่องข้าวที่ถูกเขาโยนลงถังขยะไปแล้ว
ฉันเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนไม่มีแรงจะทะเลาะกับเขาด้วยซ้ำ
ภาสกรชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นความรู้สึกผิด เขาหยิบกระดาษทิชชู่มาจะเช็ดน้ำบนหน้าให้ฉัน
“ข้าวกล่องมันสกปรกแล้ว อย่ากินเลย คุณทานขนมรองท้องไปก่อน เดี๋ยวผมรีบไปทำกับข้าวให้”
ฉันเบี่ยงหน้าหนีมือที่ยื่นมา ร่างกายแข็งทื่อพลางขยับถอยหนี
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเช็ดเองได้ คุณจะไปทำกับข้าวก็ไปเถอะ”
ฉันไม่อยากดูละครจอมปลอมพวกนี้อีกแล้ว
ทั้งที่ในใจอยากจะอยู่ห่างจากฉันใจจะขาด แต่ก็ยังต้องแสร้งทำเป็นห่วงใย
ภาสกร... ฉันไม่เคยเข้าใจคุณได้เลยจริงๆ
“โอเค งั้นผมไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ก่อนไป ภาสกรหยิบกล่องข้าวใบนั้นยัดกลับลงถังขยะให้ลึกกว่าเดิม
ขณะที่ฉันพยายามตะเกียกตะกายหาของกินในตู้เพราะความหิว เขาก็เดินไปหยิบพวกขนมขบเคี้ยวหลายซองจากในห้องออกมาวางตรงหน้าฉัน
“กินรองท้องไปก่อนนะ อย่ากินเยอะล่ะ เดี๋ยวจะกินข้าวไม่ลง”
แววตาห่วงใยของเขามันดูจริงใจเสียจนฉันอดชื่นชมในทักษะการแสดงของเขาไม่ได้จริงๆ
“ไม่เรียก... ลูกศิษย์ของคุณมาทานด้วยกันเหรอ?”
พอฉันถามออกไป ภาสกรที่กำลังจะหันหลังเดินเข้าครัวก็รีบหันขวับกลับมาทันที คราวนี้ประกายความหวังในตาของเขามันคือของจริง... สดใสจนมีประกายวาววับ
“ได้เหรอครับ?”
