บทย่อ
"ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา สามีที่เป็นหมอของฉันยกเลิกทริปฮันนีมูนมาแล้วถึงสิบครั้ง ครั้งแรก... เด็กฝึกงานหญิงของเขาไปมีเรื่องทะเลาะกับคนไข้ เขาจึงทิ้งฉันไว้ลำพังในเมืองที่แสนแปลกถิ่น ครั้งที่สอง... เด็กฝึกงานหญิงคนเดิมวินิจฉัยโรคไม่ได้ เขาจึงรีบบึ่งรถกลับไปช่วย ทิ้งฉันไว้กลางป่าในเวลาเที่ยงคืน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทันทีที่ฉันเอ่ยปากเรื่องไปเที่ยวฮันนีมูน เด็กฝึกงานหญิงคนนั้นก็มักจะมีเรื่องด่วนเข้ามาเสมอ จนกระทั่งวันที่ฉันตัดสินใจสมัครเป็นหมอไร้พรมแดนเพื่อไปจากที่นี่ สามีกลับมาร้องไห้อ้อนวอนขอให้ฉันกลับไป..."
บทที่ 1
ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา สามีที่เป็นหมอของฉันยกเลิกทริปฮันนีมูนมาแล้วถึงสิบครั้ง
ครั้งแรก... เด็กฝึกงานหญิงของเขาไปมีเรื่องทะเลาะกับคนไข้ เขาจึงทิ้งฉันไว้ลำพังในเมืองที่แสนแปลกถิ่น
ครั้งที่สอง... เด็กฝึกงานหญิงคนเดิมวินิจฉัยโรคไม่ได้ เขาจึงรีบบึ่งรถกลับไปช่วย ทิ้งฉันไว้กลางป่าในเวลาเที่ยงคืน
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทันทีที่ฉันเอ่ยปากเรื่องไปเที่ยวฮันนีมูน เด็กฝึกงานหญิงคนนั้นก็มักจะมีเรื่องด่วนเข้ามาเสมอ
จนกระทั่งวันที่ฉันตัดสินใจสมัครเป็นหมอไร้พรมแดนเพื่อไปจากที่นี่ สามีกลับมาร้องไห้อ้อนวอนขอให้ฉันกลับไป...
......
ในตอนที่รู้ว่าทริปฮันนีมูนครั้งนี้ต้องล่มลงอีกครั้ง ฉันเดินทางมาถึงเชียงใหม่และจองโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้ว
ภาสกรเดินตามหลังฉันมาด้วยท่าทางหงุดหงิด ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด
“บอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งรีบจอง ตอนลงจากเครื่องผมก็บอกคุณแล้วว่าวีนัสเพิ่งรับเคสคนไข้อาการวิกฤต ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเขา ยังไงก็ต้องกลับไปช่วย”
“แค่ฮันนีมูนเอง ไปเมื่อไหร่ก็ได้ คุณช่วยทำตัวให้มันรู้ความหน่อยได้ไหม นั่นมันคือชีวิตคนทั้งคนนะ”
ฉันกลั้นความขมขื่นในใจไว้ พลางลากกระเป๋าเดินทางไปวางตรงหน้าเขา
“ถ้าคุณจะกลับ ก็กลับไปเถอะค่ะ”
ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ตอนที่เครื่องบินเพิ่งลงจอด ภาสกรขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
ฉันช่วยเขาต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้โทรศัพท์ และในวินาทีถัดมา ข้อความมากมายก็เด้งขึ้นบนหน้าจอ
ทั้งหมดส่งมาจากวีนัส
ฉันไม่ได้คิดจะแอบดู แต่สายตามันเหลือบไปเห็นพอดี
และข้อความเหล่านั้นก็ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกผลักลงไปในบ่อน้ำแข็ง
มันคือกลุ่มแชทเล็กๆ ของคนในโรงพยาบาล วีนัสแท็กภาสกรซ้ำๆ ด้วยถ้อยคำออดอ้อน
“อาจารย์คะ วันนี้ครบรอบหนึ่งปีที่วีนัสเข้าทำงาน และก็ครบรอบหนึ่งปีที่เราได้เจอกันด้วย วีนัสจองร้านอาหารไว้แล้ว อาจารย์ไม่ผิดนัดใช่ไหมคะ?”
“วีนัสนัดเพื่อนๆ ไว้เพียบเลย ถ้าอาจารย์ไม่มา พวกเราเสียใจแย่เลยนะคะ”
มีคนในกลุ่มรีบพิมพ์เสริมทันที
“โหย สบายใจได้เลยวีนัส ใครก็รู้ว่าอาจารย์เธอให้ความสำคัญกับเธอที่สุด แค่ลาพักร้อนไปฮันนีมูนน่ะเหรอ เห็นยกเลิกมาตั้งกี่ครั้งแล้ว เดี๋ยวเขาก็หาข้ออ้างกลับมาหาเธอจนได้แหละ”
“ก็เมียพี่ภาสกรน่ะสิ แก่ตัวจนความสวยร่วงโรยไปตามกาลเวลา ไม่สวยสดใสเหมือนน้องวีนัสเลยนี่นา ฉันว่านะ ผู้หญิงคนนั้นคงว่างจัดทั้งปีถึงเอาแต่จดจ่อเรื่องเที่ยวฮันนีมูนไร้สาระ ไม่รู้หรือไงว่าเวลาของคุณหมอน่ะมีค่าแค่ไหน?”
“แต่งงานกันมาตั้งนานแล้ว ยังจะมาโหยหาพิธีรีตองอะไรอีก คนบางคนก็แบบนี้แหละ พอไม่ได้รับความรัก ก็ต้องหาเรื่องอวดนั่นอวดนี่ข้างนอกเพื่อหาความสำคัญให้ตัวเอง”
ร่างกายของฉันแข็งทื่อไปทีละส่วน สมองขาวโพลนไปหมด
นี่คือทริปฮันนีมูนครั้งที่สิบที่เราวางแผนกันไว้
และทุกครั้งที่ผ่านมา ภาสกรจะหาเหตุผลสารพัดเพื่อทิ้งฉันไว้กลางทาง หรือทิ้งไว้ตั้งแต่วันแรกที่ถึงที่หมาย
และทุกครั้ง... มันเป็นเพราะวีนัสเสมอ
เหตุผลของเขาดูชอบธรรมเสมอ เขาบอกว่าเขาเป็นอาจารย์ มีหน้าที่ต้องคอยสอนและดูแลลูกศิษย์
วีนัสยังเป็นแค่หมอฝึกหัดที่ต้องการการเรียนรู้ เขาจะทิ้งไปเฉยๆ ได้ยังไง
แต่ตอนนี้ ฉันเพิ่งเข้าใจว่าทั้งหมดมันก็แค่ข้ออ้าง
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ภาสกรเดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นฉันยืนจ้องกระจกด้วยสายตาเหม่อลอย
เขาทำหน้าสงสัย ฉันจึงเม้มริมฝีปากและยื่นโทรศัพท์ให้เขา
“ข้อความคุณเด้งไม่หยุดเลยค่ะ คงมีคนมีธุระด่วน”
ฉันไม่ได้ปลดล็อกหน้าจอ แค่อ่านข้อความที่มันแจ้งเตือนขึ้นมาทีละข้อความจนครบ
ภาสกรเช็ดน้ำที่มือลวกๆ รับโทรศัพท์ไปเปิดดู
เพียงไม่กี่วินาที เขาก็หันมามองฉันด้วยท่าทางลนลาน
“โรงพยาบาลมีเคสคนไข้ที่รับมือยากมาก ผมต้องรีบกลับไปช่วยวีนัส เรื่องฮันนีมูนเอาไว้คราวหน้าแล้วกันนะ”
ฉันพยายามจะอ้าปากถามเขาให้รู้แล้วรู้รอดว่า ที่จะกลับไปน่ะเพราะโรงพยาบาลมีเคสด่วนจริงๆ หรือจะรีบไปงานฉลองครบรอบกันแน่
แต่สุดท้าย คำถามเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงเสียงถอนหายใจยาวๆ
“ครั้งนี้... ฉันตั้งใจทำแพลนมาอย่างดีเลยนะคะ ทั้งของอร่อยที่คุณชอบ ที่ถ่ายรูปสวยๆ โรงแรมฉันก็จ่ายเงินไปหมดแล้ว คุณลองไปดูหน่อยไม่ได้เหรอคะ เรื่องที่โรงพยาบาลให้หมอคนอื่นช่วยก่อนก็ได้นี่นา หมอเก่งๆ มีตั้งเยอะ”
ฉันวิงวอนเขาด้วยความหวังอันน้อยนิด หวังว่าเขาจะเห็นใจและอยู่ต่อ
แต่เขากลับเพียงแค่ปรายตามามองฉันอย่างเย็นชา
“คุณจะเซ้าซี้อะไรนักหนา? ตอนแต่งงานกันคุณก็รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นหมอ ผมมีจรรยาบรรณวิชาชีพ การรักษาคนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม คุณรู้ไหมว่าคำพูดเอาแต่ใจของคุณเพียงคำเดียว มันอาจจะแลกมาด้วยชีวิตของคนคนหนึ่งเลยนะ!”

