บทที่ 2
เสียงของเขาดังลั่นจนคนผ่านไปมาเริ่มหันมามองและชี้ไม้ชี้มือมาที่ฉัน
พวกเขาเหล่านั้นซึ่งเป็นเพียงคนนอก ต่างเข้ามาปลอบโยนแกมกดดันว่าคนเป็นสามีภรรยาควรเห็นอกเห็นใจกัน อาชีพหมอจะยุ่งก็เป็นเรื่องปกติ
ไม่มีใครรู้เลยว่าในใจของฉันขมขื่นเพียงใด
และไม่มีใครรู้ว่าชีวิตคู่ที่เหลือเพียงแต่ชื่อนี้มันทำให้ฉันเหนื่อยล้าแค่ไหน
ในเมื่อเขาจะไปก็ปล่อยเขาไปเถอะ
อะไรที่มันสูงเกินเอื้อม ฉันก็ไม่อยากจะเขย่งเท้าคว้ามันไว้อีกแล้ว
“ผมรู้ว่าคุณน้อยใจ เอาแบบนี้แล้วกัน คุณไปพักที่โรงแรมสักคืน พรุ่งนี้ค่อยจองตั๋วกลับบ้านนะ เดี๋ยวผมจะรออยู่ที่บ้าน แล้วจะทำไก่อบของโปรดไว้ให้”
“ผมไปก่อนนะ”
ภาสกรรีบวิ่งหายลับไปในฝูงชนอย่างเร่งรีบ
ฉันมองเห็นแผ่นหลังของเขาในขณะที่เขากำลังกดโทรศัพท์หาวีนัสอย่างร้อนรน
เขาแทบรอไม่ไหวที่จะกลับไปหาเธอ
อุตส่าห์บินมาไกลถึงที่นี่เพียงเพื่อจะแสดงละครตบตาฉันแค่ฉากเดียว ก็ลำบากเขาแย่เหมือนกันนะ
หลังจากเช็กอินเข้าโรงแรม ฉันก็ส่งจดหมายลาออกไปยังโรงพยาบาลทันที
ผู้อำนวยการตอบกลับมาเร็วมาก ท่านนึกว่าฉันตัดสินใจหนีปัญหาเพราะเรื่องของภาสกรกับวีนัส จึงบอกให้ฉันทบทวนดูดีๆ
ฉันขยี้บุหรี่ในมือทิ้ง ก่อนจะโทรกลับไปหาท่าน
“ผอ.คะ ขอบคุณมากที่เมตตาเอ็นดูฉันมาตลอด แต่ฉันทบทวนดีแล้วค่ะ นี่ไม่ใช่การตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือสิ่งที่ฉันอยากทำมาตั้งแต่เด็ก มันไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น และฉันจะไม่ยอมให้คนที่ไม่สำคัญมาเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองเด็ดขาดค่ะ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ตามใจนะ การลาออกเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะการไปเป็นหมอไร้พรมแดน คุณต้องเจอกับอันตรายรอบด้าน ยังไงก็บอกภาสกรเขาหน่อยเถอะ ถึงยังไงพวกคุณก็เป็นสามีภรรยากัน อย่ามาทะเลาะกันเพราะเรื่องขี้ผงแบบนี้เลย”
“ทอฝัน... ผมดีใจนะที่คุณหาเป้าหมายชีวิตเจอ ส่วนเรื่องชีวิตคู่... ก็ขอให้คุณทำใจให้สบายนะ”
น้ำเสียงของผู้อำนวยการเต็มไปด้วยความห่วงใยและเสียดาย ฉันขานรับในลำคอเบาๆ พลางปาดน้ำตาที่รื้นขอบตาออกเงียบๆ
“ฉันจะบอกเขาค่ะ ขอให้ท่านโชคดีนะคะ”
หลังจากวางสาย ฉันฟุบหน้าร้องไห้กับโต๊ะอย่างหนัก
แต่งงานกันมาสามปี คบกันมาอีกสองปี
ฉันกับภาสกรมีความทรงจำร่วมกันมากมายเหลือเกิน
ฉันเคยนึกว่าเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต แต่สุดท้าย... ทุกอย่างก็เป็นเพียงความว่างเปล่า
ข้างนอกหน้าต่าง ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเป็นสาย ฉันหยิบสมุดแพลนเที่ยวที่เตรียมมาอย่างดีและชุดสวยๆ ออกจากกระเป๋าเดินทาง พลางหัวเราะสมเพชตัวเอง
ตอนที่แต่งงานกัน เราทั้งคู่เพิ่งจะได้บรรจุเป็นหมอเต็มตัว ต่างคนต่างยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะไปถ่ายพรีเวดดิ้ง
นั่นคือเหตุผลที่ฉันฝังใจกับการไปฮันนีมูนนักหนา
ในฐานะภรรยา ฉันแค่อยากบันทึกช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของฉันกับภาสกรเอาไว้
ฉันรู้สึกผิดมาตลอดที่ไม่มีเวลาให้เขา เลยอยากจะชดเชยให้
แต่ไม่นึกเลยว่าความตั้งใจของฉันจะกลายเป็นภาระในสายตาเขา
บางที ในใจเขาอาจจะตำหนิฉันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ได้
โตขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงยังบ้าเรื่องฮันนีมูนอยู่อีก
เมื่อก่อนฉันพูดไม่ได้ แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากพูดแล้ว
และนี่คงเป็นตอนจบที่ดีที่สุดสำหรับฉันและภาสกร
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันก้าวขึ้นเครื่องบินท่ามกลางสายหมอกจางๆ หลังฝนตก
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างพูดคุยถึงจุดหมายและความสวยงามของทิวทัศน์ที่กำลังจะไปถึง มีเพียงฉันที่ก้มมองเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งสุดท้าย
ที่นี่คือสถานที่ในฝันของฉัน
ฉันมาที่นี่หลายครั้ง และทุกครั้งก็ถูกทิ้งให้อยู่ลำพังอย่างไม่ใยดี
จากนี้ไป... ฉันจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ฉันก็กลับมาถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้า
ภาสกรไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน สิ่งของทุกอย่างยังคงวางอยู่ที่เดิม แม้แต่รองเท้าสลิปเปอร์ที่ฉันเตะกระจัดกระจายตอนรีบออกไปเมื่อวาน ก็ยังวางแหมะอยู่ที่หน้าประตูเหมือนเดิมไม่มีผิด
มันเป็นไปตามที่ฉันคาดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน แต่ถึงอย่างนั้น ในใจก็ยังรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
