บทที่ 6 : รอยยิ้มของพี่ชายผู้แสนดี
แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรเข้ามาภายในตำหนักอักษร บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรควรจะอบอุ่นและเงียบสงบ ทว่าในยามนี้กลับกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดลงที่กลางห้อง เซียวเหยียนชินอ๋องผู้ทรงอำนาจ ปรากฏกายในชุดขุนนางสีเข้มสง่างาม บนใบหน้าหล่อเหลายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและนอบน้อมดั่งเช่นเคย ทว่าแววตาคมกริบกลับดุจพญาอินทรีที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกรงขัง
บนบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้เซียวเหวิน ในวัยสิบหกชัน ทรงนั่งตัวแข็งทื่อ พระหัตถ์ทั้งสองข้างกำชายฉลองพระองค์แน่นจนยับย่น เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้ พระองค์ก็ทรงรีบหลบสายตาโดยอัตโนมัติ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความหวาดผวา
"ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ" เซียวเหยียนประสานมือคำนับด้วยท่าทีนอบน้อม ทว่าไร้ซึ่งความเคารพจากใจจริง น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลกังวานก้องไปทั่วห้องทรงพระอักษร "ช่วงนี้บ้านเมืองมีเรื่องราววุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน กระหม่อมเป็นห่วงพระวรกายของเสด็จน้องยิ่งนัก จึงแวะมาเยี่ยมเยียนไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเสียหน่อย"
เซียวเหยียนก้าวเข้าไปใกล้พระแท่นมังกรทีละก้าว เสียงฝีเท้าของเขาราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตายที่ดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของฮ่องเต้น้อย
เซียวเหวินทรงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พระวรกายสั่นเทาน้อยๆ ด้วยความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในใจ ตั้งแต่เหตุการณ์ประหารตระกูลอู๋ พระองค์ก็ตระหนักได้ทันทีว่าตนเองเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้ค่า พระเชษฐาผู้มีรอยยิ้มงดงามผู้นี้ แท้จริงแล้วคือปีศาจที่พร้อมจะบดขยี้ลมหายใจของพระองค์ได้ทุกเมื่อ
"พี่... พี่รอง... ข้า... สบายดี ขอบคุณท่านพี่ที่... เป็นห่วง" ฮ่องเต้เซียวเหวินตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พระพักตร์ซีดเผือดไร้สีเลือด พระองค์ไม่กล้าแม้แต่จะเงยพระพักตร์ขึ้นสบตารอยยิ้มที่เป็นมิตรนั้นเลยแม้แต่น้อย
เซียวเหยียนหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพระแท่นมังกร เขาก้มมองฮ่องเต้ผู้เยาว์วัยที่กำลังสั่นสะท้านราวกับลูกนกตกในอุ้งมือ รอยยิ้มบนมุมปากของเขาขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาส่อประกายความพึงพอใจอย่างยิ่งยวด
เขาไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมเยียนด้วยความรักความผูกพันของพี่น้อง...
เป้าหมายที่แท้จริงของการมาในวันนี้ ก็เพื่อตอกย้ำและย้ำเตือนให้ฮ่องเต้น้อยได้ตระหนักอยู่เสมอ ว่าใครกันแน่คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดและกุมชะตาชีวิตของแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง ทุกย่างก้าว ทุกการหายใจ และทุกอำนาจในวังหลวงแห่งนี้ ล้วนอยู่ภายใต้เงื้อมมือของชินอ๋องผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว!
"ฝ่าบาททรงมีพระพลานามัยแข็งแรงดี กระหม่อมก็เบาใจ..." เซียวเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับพี่ชายผู้แสนดี ทว่าคำพูดต่อมากลับแฝงไว้ด้วยความกดดันมหาศาล "...ทว่าการปกครองบ้านเมืองนั้น นอกจากจะต้องระมัดระวังเรื่องงานราชการแล้ว ฝ่าบาททรงต้องระมัดระวัง 'พระสติ' และการเลือกคบหาสมาคมให้ดีด้วย อย่าให้ผู้ใดมาชักจูงไปในทางที่ผิด... มิฉะนั้น อาจเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง"
คำเตือนที่แฝงไปด้วยการข่มขู่ทำเอาเซียวเหวินหน้าถอดสี พระวรกายสั่นเทาหนักขึ้นไปอีก พระองค์ทรงรู้ซึ้งทันทีว่าเซียวเหยียนกำลังหมายถึงใคร หมายถึงไทเฮาหลิวซูอิงผู้เป็นมารดาของพระองค์เอง!
เมื่อเห็นความหวาดกลัวและยอมจำนนฉายชัดอยู่ในแววตาของฮ่องเต้น้อย เซียวเหยียนก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างพอใจในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทุ้มนุ่มแต่น่าสะพรึงกลัวดั่งเสียงคำรามของราชสีห์ที่เหนือกว่าผู้ใด
"กระหม่อมทูลลา"
เซียวเหยียนสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ฮ่องเต้เซียวเหวินทรุดพระกายลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความหมดเรี่ยวแรง หอบหายใจถี่กระชั้นราวกับเพิ่งรอดพ้นจากปากเหยือกปากกา
