เพลิงแค้นแห่งจวนอ๋อง

201.0K · อัพเดทล่าสุด
ฮิเมะซามะ
155
บท
25
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เขายึดอำนาจจากฮ่องเต้ไว้ในกำมือ ใช้ความโหดเหี้ยมชักใยปกครองใต้หล้า และใช้สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นชายาเป็นเพียงเครื่องระบายอารมณ์ นางเคยคิดว่าการแต่งงานคือจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย เมื่อบุรุษผู้ไม่เคยเห็นหัวใจใคร ต้องเผชิญวันที่สตรีในกรงขังของตนไม่เหลือใจให้เขาอีกต่อไป… เพลิงแค้นครั้งนี้ ใครกันแน่ที่จะถูกเผาจนมอดไหม้?

นิยายจีนโบราณท่านอ๋องราชวงศ์/ชนชั้นเจ้าพระชายากลอุบายในวังเผด็จการรักเลือดร้อนจีนโบราณดราม่า18+

บทนำ : เงาดำในท้องพระโรง

บรรยากาศภายในท้องพระโรงแห่งวังหลวงทาบทับด้วยความเงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ เสาสีแดงชาดแกะสลักลายนกยูงและมังกรตั้งผงาดอย่างเกรียงไกร ทว่าบรรยากาศกลับอึดอัดดั่งสายฟ้าที่รอกระหน่ำลงมากลางสายลม

เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าต่ำ ร่างกายสั่นสะท้านไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ยืนอยู่ ณ ใจกลางท้องพระโรง

เซียวเหยียน หรือ ชินอ๋องเซียวเหยียน ยืนตระหง่านในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มปักลายมังกรสี่เล็บ รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าหล่อเหลารูปงามของเขานั้นดูอ่อนโยนและเป็นมิตรยิ่งนัก รอยยิ้มที่หากผู้ใดมองผ่านๆ คงคิดว่าเขาคืออ๋องผู้ทรงเมตตากรุณาหาใดเปรียบ ทว่าดวงตาคมกริบคู่ดั่งพญาอินทรีกลับแฝงไปด้วยความเย็นชาและกลิ่นอายฆ่าฟันที่ปิดไม่มิด

"ฝ่าบาท..." น้ำเสียงนุ่มนวลและนอบน้อมของเซียวเหยียนเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันลง "เจ้ากรมกลาโหมอู๋ ยักยอกเสบียงกองทัพและมีพฤติการณ์ซ่องสุมกำลังพลที่ชายแดน ความผิดนี้ร้ายแรงถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของแว่นแคว้น หากมิอาจลงโทษด้วยวินัยขั้นสูงสุด ย่อมยากจะสยบความเคลือบแคลงของเหล่าทหารกล้าและราษฎรได้พ่ะย่ะค่ะ"

เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รอยยิ้มบนริมฝีปากยิ่งกว้างขึ้นเล็กน้อย ขณะที่หรี่ตามองขุนนางชราที่นอนหมอบสั่นสะท้านอยู่บนพื้นเพชรพลอย

"กระหม่อมขอเสนอ... ให้ประหารชีวิตเจ้ากรมอู๋ยกตระกูลเก้าชั่วโคตร เพื่อเป็นแบบอย่างมิให้ผู้ใดกล้ากระทำผิดสืบไป"

คำเสนออันแสนเหี้ยมโหดถูกเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรดั่งกำลังเสนอเรื่องสัพเพเหระ ทำเอาขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงสูดหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดกลัว

บนบัลลังก์มังกรสูงสง่า ฮ่องเต้เซียวเหวิน พระอนุชาผู้ครองราชย์ด้วยความชอบธรรม ทรงขมวดพระขนงแน่น พระหัตถ์ที่กำอยู่บนที่เท้าแขนสลักมังกรสั่นระริกด้วยความพิโรธและความหวาดหวั่นที่ไม่อาจซ่อนมิด

"ท่านอ๋อง..." ฮ่องเต้เซียวเหวินตรัสด้วยน้ำเสียงหนักใจ "ใต้เท้าอู๋รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่รัชกาลก่อน แม้มีความผิดเรื่องการบัญชีเสบียงคลาดเคลื่อน ทว่าเรื่องซ่องสุมกำลังพลนั้นยังขาดหลักฐานที่แจ่มชัด การประหารเก้าชั่วโคตรออกจะหนักหนาสาหัสเกินไปหรือไม่? เราเห็นควรให้ริบทรัพย์และเนรเทศไปชายแดนก็น่าจะเพียงพอแล้ว..."

เซียวเหยียนฟังคำคัดค้านนั้นแล้วไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวแม้แต่น้อย เขากลับประสานมือเคารพอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นดั่งมิตรแท้

"ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาเปี่ยมล้นยิ่งนัก..." เซียวเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าดวงตากลับทอดมองฮ่องเต้อย่างลึกซึ้ง "...ทว่าการปกครองแคว้นให้ผาสุก บางครั้งความเมตตาก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ศัตรูนำมาใช้ทำลายเราได้ หากฝ่าบาททรงลังเลใจ เหล่าแม่ทัพนายกองที่ยอมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดินอาจรู้สึกว่าความจงรักภักดีของพวกตนไม่มีค่า"

เซียวเหยียนค่อยๆ นำตราประทับบัญชาการกองทัพทางทิศนัยน์ตาสีทอง และฎีกาสลับซับซ้อนที่วางอยู่บนตราคำสั่งออกมา ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังกดดันมหาศาล

"หากฝ่าบาททรงเห็นว่ากระหม่อมทำเกินกว่าเหตุ... เช่นนั้นตราสั่งการทหารสี่ทัพในมือกระหม่อมนี้ คงมิจำเป็นต้องใช้อีกต่อไป กระหม่อมขอคืนอำนาจคุมกำลังพลทั้งหมดให้ฝ่าบาท และขอลาออกจากตำแหน่งชินอ๋อง เพื่อไปใช้ชีวิตสงบสุข ณ ชายแดนพ่ะย่ะค่ะ"

ท้องพระโรงเงียบกริบจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วง!

คำพูดของเซียวเหยียนแม้ฟังดูนอบน้อมและยอมถอย ทว่าแท้จริงแล้วคือการ ข่มขู่ อย่างรุนแรงที่สุด! ในยามนี้ แคว้นรอบข้างกำลังจ้องตาเป็นมัน การคุมอำนาจทหารร้อยละแปดสิบของแผ่นดินตกอยู่ในมือของชินอ๋องเซียวเหยียนแต่เพียงผู้เดียว หากเขาถอนตัวตอนนี้ มีหรือที่บัลลังก์มังกรของเซียวเหวินจะไม่สั่นคลอนจนพังทลาย?

ฮ่องเต้เซียวเหวินจ้องมองรอยยิ้มของพระเชษฐาด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ พระองค์รู้ดีว่าตนเองเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้เขี้ยวเล็บในสายตาของอ๋องผู้นี้

พระหัตถ์อันสั่นเทาของฮ่องเต้ค่อยๆ เอื้อมไปจับตราประทับมังกรสีแดงสดบนโต๊ะทรงพระอักษร พระองค์ถอนพระทัยออกมาด้วยความขมขื่นใจอย่างที่สุด ก่อนจะกดตราประทับลงบนฎีกาประหารชีวิตเจ้ากรมอู๋และตระกูลอย่างเลี่ยงไม่ได้

ตลับ!

เสียงตราประทับกระทบกระดาษดังก้องทั่วท้องพระโรง ดั่งเสียงระฆังความตายที่สั่นสะท้อน

"เป็นไปตามที่ชินอ๋องเสนอ..." ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและโรยแรง

เซียวเหยียนยิ้มรับอย่างนอบน้อม เขาก้มลงคำนับอย่างงดงาม "ฝ่าบาททรงปรีชาญาณยิ่งนัก ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พันปี พัน พันปี"

เมื่อเซียวเหยียนหันหลังกลับเพื่อเดินนำขุนนางออกจากท้องพระโรง รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าก็เลือนหายไปทันที เหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นชาและเปลวไฟแห่งความแค้นที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตา

การประหารตระกูลอู๋ในวันนี้ เป็นเพียงเบี้ยตัวแรกบนกระดานหมากรุกที่เขาตั้งใจจะใช้เผาทำลายทุกสิ่งที่เคยพรากคนรักและชีวิตของเขาไปในอดีต... และจวนอ๋องอันใหญ่โตของเขานั้น บัดนี้กำลังจะกลายเป็นสนามรบแห่งความแค้นที่ไม่มีวันดับสิ้น!