บทที่ 2 - 2
และนิน่าก็อมยิ้มอย่างมีเลศนัย เหลือบสายตามองหน้าแอดเดรียนแวบหนึ่ง
“วันนี้ รู้สึกว่าเธอเหนื่อยมากนะคะ ที่รัก” เธอพูดพร้องกับเอนหลังพิงพนัก “ใครกันหนอ ที่ตัดสินว่าผู้หญิงอเมริกันจะต้องเป็นสาวสองพันปี” คำถามที่มาพร้อมกับเสียงถอนหายใจนั่นเหมือนไม่ต้องการที่จะฟังคำตอบ
บิช...แอดเดรียนคิดอยู่ในใจ...แต่ที่จริง นิน่าก็พูดถูก ความเยาว์วัยเป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนใฝ่ฝันหา มันไม่เป็นการเพียงพอหรอกที่จะมีเพียงเรือนร่างที่เพรียวระหง มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว ได้รับการอบรมมาอย่างดี มีความทันสมัยและไม่ว่าจะมีฐานะร่ำรวยขนาดไหน
แอดเดรียนบอกกับตัวเองว่า จงลืมเคน ทัลบอทได้แล้ว...ขณะเดียวกันเธอก็ส่งยิ้มโดยอัตโนมัติไปให้นิน่า...เพราะบัดนี้ เคนเป็นของจูอี้ไปแล้ว
อีก 2-3 ชั่วโมงต่อมา ในชุดกิโมโนสีแดงสด แอดเดรียนเดินเท้าเปล่าอยู่ภายในห้องนอนอันหรูหรา ตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง ด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก เธอทรุดตัวลงนั่งบนม้าหน้ากระจก โน้มหน้าเข้าไปหากระจกเงารูปไข่ พิจารณาใบหน้าและช่วงลำคออยู่อย่างพินิจ
ผิวพรรณสีน้ำตาลอ่อนยังคงเกลี้ยงเกลาเหมือนเช่นที่เคยเป็น เปลือกตาที่อยู่เหนือดวงตาคู่สีเขียวขาบยังไม่ตก ไม่มีรอยย่นบนหน้าผากหรือเหนือริมฝีปากบน เรือนผมสีดำหยิกสลวยซึ่งดัดไว้เป็นลอนตามสมัยนิยมยังไม่มีสีเทาขึ้นแซมแม้แต่น้อย จะมีก็แต่รอยบาง ๆ ที่เกิดขึ้นระกว่างจมูกกับช่วงปากเท่านั้น ซึ่งผู้ที่พบเห็นจะต้องทายอายุของเธอว่าอ่อนกว่าอายุจริงคือ 40 ปีลงเหลือเพียงแค่ 35 ปีเท่านั้น
เธอสร้างรอยยิ้มให้ปรากฏขึ้น และแล้วก็ต้องสบถออกมาเบา ๆ เมื่อผิวหนังใต้ดวงตายับย่นอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกหมั่นไส้นิน่า เดลอน กับสายตาที่บอกแววรู้ทันอยู่ตลอดเวลานั้นเสียเหลือเกิน เธออาจจะต้องฉีดยาบำรุงบ้าง แต่เห็นจะไม่พึ่งเคนแน่ เพราะเธอไม่อยากจะให้เขามองเห็นเธอในฐานะของผู้ป่วยคนหนึ่ง
เธอกลับนั่งตัวตรง มองหน้าตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ถามตัวเองว่า ทำไมเธอจึงมองไม่เห็นเอาเสียเลยว่า การหมั้นหมายในครั้งนี้จะต้องเกิดขึ้น เธอมิได้ระแวงสงสัยแม้แต่น้อยว่าเคนจะมีความสนใจในตัวจูอี้ แน่นอน...มันจะต้องมีหนทางที่จะสกัดกั้นมิให้การแต่งงานในครั้งนี้เกิดขึ้นได้
แอดเดรียนเบือนสายตาเสียจากภาพแห่งความสิ้นหวังที่ปรากฏอยู่ในกระจกเงาบานนั้น ลงมือจัดขวดน้ำหอมของเก่าที่ตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเสียใหม่ ปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปตามเรื่อง มันเป็นวิธีการที่จะช่วยเปิดช่องทางให้กับความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในสมองของเธอเอง
แต่นับวันที่เธอจำความได้ เธอก็เริ่มเป็นนักสะสมสิ่งต่าง ๆ เสียแล้ว แอดเดรียนสะสมของทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเปลือกหอย ก้อนหินสวย ๆ ขวดนานาชนิด ตุ๊กตากระดาษ และ ฯลฯ
เธอเคยใช้เวลานับเป็นชั่วโมง ๆ เล่นตุ๊กตากระดาษเหล่านั้นเพื่อเป็นการแก้เหงาในวัยเด็ก ขณะที่บิดาผู้เป็นทนายความผู้มีชื่อเสียง ออกไปช่วยชีวิตของลูกความให้ปลอดพ้นจากการถูกประหารชีวิต ด้วยการส่งตัวเข้าห้องแก๊สพิษ หรือไม่ก็นั่งเก้าอี้ไฟฟ้า
ในที่สุด ด้วยความเบื่อหน่ายกับเสื้อผ้าที่ติดมากับตัวตุ๊กตา เธอจึงออกแบบและวาดสีสันกระดาษขึ้นมาเอง จากนั้นก็ตัดออกมาเป็นรูปทรงอย่างระมัดระวัง มีส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวเสื้อ เพื่อที่จะพับเข้ากับช่วงไหล่ของตุ๊กตาได้ ต่อมาเธอก็เปลี่ยนไปเล่นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ซึ่งเธอเอาผ้าชีฟอง และผ้าไหม ประกอบลูกไม้มาตัดเย็บตามแบบที่ออกเอง และสวมใส่กับตุ๊กตาเหล่านั้น ซึ่งก็น่าดีใจอย่างมากที่เธอยังมีงานอดิเรกในวัยเด็กให้ทำ
เมื่อพอใจกับขวดน้ำหอมที่จัดตั้งไว้ในตำแหน่งใหม่แล้ว แอดเดรียนก็นั่งนิ่ง ๆ รอคอยความคิดที่จะผ่านเข้ามาในสมองอยู่ และหลังจากนั้นไม่นาน ความคิดหนึ่งก็ผ่านเข้ามาจริง ๆ และดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องที่ง่ายมากเสียด้วย
เธอจะต้องจัดการให้จูอี้ได้พบปะกับการ์เรทท์ เซ้นท์จอห์น มันช่างเป็นความคิดที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรเช่นนั้น...แอดเดรียนพินิจภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้ แววในดวงตาของเธอเปล่งประกายชื่นชมอย่างมาก เธอพอใจกับความคิดที่เกิดขึ้นในสมองของตัวเองครั้งนี้อย่างที่สุด
“โดโรธี” แอดเดรียนเรียกต้นห้องสาวเสียงใสใบหน้ายังฉาบอยู่ด้วยรอยยิ้ม “ค่ำวันนี้ ช่วยเตือนฉันให้โทรศัพท์ไปหาจูอี้ มาดาเนสด้วยนะจ๊ะ”