ไม่ต้องไล่
มีเพียงลู่จื่อเหยาที่คอยแวะเวียนมาที่นี่ประหนึ่งเป็นนายหญิงเสียอย่างนั้น
“เรือนด้านหลังจวนถูกทิ้งร้างไปนาน เหตุใดฮูหยินถึงไม่ให้คนไปซ่อมแซมล่ะเจ้าคะ”
“เรื่องภายในจวนข้าจะเป็นคนจัดการเอง คงไม่ต้องให้แม่นางลู่เป็นกังวลแทน” นางเลือกตอบอ้อม ๆ ไม่ให้หญิงสาวรู้สึกเสียหน้าเกินไปนัก แทนที่ลู่จื่อเหยาจะเข้าใจเจตนาของนาง แต่กลับพูดเสียดแทงขึ้นมา
“หากท่านดูแลจวนได้ดีมีหรือคนนอกอย่างข้าจะอยากสอดมือเข้ายุ่ง ที่ข้าพูดเป็นเพราะเป็นห่วง อีกอย่างท่านไม่รู้หรือว่านี่ถือว่าเป็นลางร้ายอย่างหนึ่ง”
“ลางร้ายอย่างนั้นหรือ”
“จวนสกุลเหวินมีคนอยู่อาศัยตั้งมากมาย มิใช่จวนร้างเสียหน่อย ข้าอุตส่าห์พูดถึงขนาดนี้ก็หวังว่าฮูหยินจะเข้าใจ”
“เจ้าพูดมาก็ถูก ข้าจะให้คนไปซ่อมแซมเรือนหลังนั้น คิดว่าต่อจากนี้คงไม่ต้องรบกวนให้แม่นางลู่มาที่นี่บ่อย ๆ”
“ฮูหยินคงไม่รู้ว่าก่อนที่พี่ซู่หลงจะไปรบเขาได้ฝากฝังให้ข้าดูแลจวน”
“แล้วอย่างไรเล่า” ลี่หยางแทรกขึ้นทันควัน พร้อมกับความอดทนก่อนหน้าหมดลงจนตอนนี้เหลือเพียงอารมณ์คุกกรุ่น
“ต่อให้ท่านจะโกรธข้า แต่ข้ายังต้องมาที่นี่ตามเดิม”
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้ตำแหน่งนายหญิงสกุลเหวินจนตัวสั่น แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าหน้าด้านเกินทน ต่อให้เจ้ากับสามีข้าจะมีความสัมพันธ์เช่นไร ข้าไม่สน ตอนนี้ข้าเป็นนายหญิงของที่นี่ ส่วนเจ้าเป็นแค่แขก”
ทันทีที่ลู่จื่อเหยาได้ยินคำพูดของสตรีตรงหน้า นางพยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้อย่างถึงที่สุด ท่าทางอวดดีของสตรีผู้นี้ทำให้นางรู้สึกรำคาญยิ่งนัก
“หากเจ้าไม่ดันทุรังแต่งเข้ามา มีหรือข้าจะเป็นแค่แขก คนที่หน้าด้านเป็นเจ้าต่างหาก”
“…”
“ข้าได้ยินมาว่าพี่ซู่หลงไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวเจ้าแม้แต่ปลายผม นี่ก็ชัดเจนแล้วมิใช่หรือว่าคนที่เขาอยากแต่งงานด้วยไม่ใช่สตรีที่มาจากเมืองหลวงแบบเจ้า” ได้ทีเย้ยหยันกลับไป
“ในที่สุดเจ้าก็ถอดหน้ากากออกมาแล้วสินะ ที่ผ่านมาข้าต้องทนเห็นภาพสะอิดสะเอียนมาตั้งนาน พอสามีข้าไม่อยู่เจ้าก็เผยธาตุแท้ออกมาจนได้”
“หึ”
“มีใครอยู่ด้านนอกบ้าง” ลี่หยางเอ่ยขึ้นเสียงดัง ทำให้สาวใช้คนสนิทรีบเปิดประตูเข้ามาด้านใน
“ฮูหยิน มีเรื่องใดให้บ่าวรับใช้หรือเจ้าคะ”
“จากนี้ไปจวนของเราไม่ต้อนรับแม่นางลู่อีก”
“ทำไมหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่ต้องการพบหน้าสตรีที่จ้องจะจับสามีของคนอื่นไปเป็นของตัวเอง”
“นี่เจ้า! จะมากไปแล้วนะ”
“หรือเจ้าจะบอกว่าไม่จริง ใช่ว่าเจ้ามีเจตนาบริสุทธิ์เสียเมื่อไร บุญคุณที่เจ้าเคยช่วยสกุลเหวินข้าได้ตอบแทนไปแล้ว”
“ในเมื่อฮูหยินถึงกับเอ่ยปากไล่ข้าอย่างเสียมารยาทเช่นนี้ มีหรือที่ข้าจะกล้ามาที่นี่อีก ตำแหน่งฮูหยินของท่านจงเกาะเอาไว้ให้แน่น ๆ เถิด” ท้ายประโยคได้โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้แล้วกระซิบบอก ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก
“จื่อผิง ส่งแขก!”
“ไม่ต้องมาไล่ข้า ข้าไม่ได้อยากอยู่ที่นี่นานนักหรอก จวนที่ไม่มีพี่ซู่หลงอยู่คนอย่างข้าก็ไม่อยากมาเหยียบเช่นกัน!”
หลัวลี่หยางได้รับจดหมายจากชายแดน ซึ่งจดหมายนี้บ่าวรับใช้คนสนิทของสามีนางเป็นคนส่งมา ทันทีที่อ่านจดหมายจบจึงได้เรียกพ่อบ้านมาพบที่เรือนเป็นการด่วน
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ เหตุใดถึงได้ทำหน้าตาเคร่งเครียดเช่นนี้” จื่อผิงเดิเข้ามาพร้อมกับยกน้ำชามาเปลี่ยนให้เจ้านายของตนถามขึ้น
“เสบียงของกองทัพถูกปล้น ต้องรีบส่งเสบียงไปที่ชายแดน หากช้ากว่านี้มีหวังท่านรองแม่ทัพต้องแย่แน่”
“ท่านรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกันเจ้าคะ”
“ซานอู่เป็นคนส่งจดหมายนี้มา” ทั้งคู่พูดคุยกันได้ไม่นานนักพ่อบ้านก็มาถึง
“ฮูหยินเรียกบ่าวมาพบ มีเรื่องใดให้รับใช้หรือขอรับ”
ลี่หยางนำตั๋วเงินยื่นไปตรงหน้าพ่อบ้านกัว ก่อนบอกความต้องการของตัวเองแก่เขา
