ส่งเสริมสามีคือหน้าที่ภรรยา
“ท่านรองแม่ทัพต้องการเสบียงอาหาร เจ้ารีบนำตั๋วเงินนี้ไปซื้อเสบียงส่งไปที่ชายแดน”
“หากนับจำนวนทหารที่อยู่ที่นั่นเงินแค่สองพันตำลึง บ่าวว่าคงซื้อเสบียงอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งเดือนหรอกขอรับ” กัวอู๋ท่งออกความเห็น
“จื่อผิง”
“เจ้าคะ”
“เจ้าไปนำตั๋วเงินทั้งหมดที่ข้ามีออกมาเสีย”
“แต่ว่า” แม้อยากจะคัดค้านผู้เป็นนายหญิง ทว่าพอมองเห็นสายตามุ่งมั่นของเจ้านาย จื่อผิงได้แต่กลืนน้ำลายลงคอแล้วรีบไปหยิบตั๋วเงินทั้งหมดตามคำสั่งอย่างเสียมิได้
“เงินพวกนี้หากยังไม่ตายก็หาใหม่ได้ เรื่องของบ้านเมืองต้องมาก่อน อีกอย่างหากแคว้นของเราพ่ายศึกกลับมาคนที่ถูกหมายหัวเป็นคนแรกย่อมไม่พ้นท่านพี่ ข้าที่เป็นภรรยาของเขาต้องปกป้องเขาเอาไว้มิใช่หรือ” บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พ่อบ้านกัวนับตั๋วเงินก็พบว่าฮูหยินมีตั๋วเงินมากถึงหนึ่งหมื่นสองพันตำลึง
“พอรึไม่”
“พอขอรับ บ่าวไม่นึกว่าท่านจะมีตั๋วเงินมากมายเช่นนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดท่านรองแม่ทัพช่างโชคดีนักที่มีท่านเป็นฮูหยิน”
“ส่งเสริมสามีคือหน้าที่ของภรรยา อย่ามัวแต่เยินยอข้าอยู่เลย เจ้ารีบนำตั๋วเงินพวกนี้ไปแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงอาหารเถิด หากรั้งรอมากไปกว่านี้ข้าเกรงว่าจะไม่ทันการณ์”
“ได้ขอรับ”
“เสบียงนี้หากเจ้าเตรียมเสร็จแล้วให้ส่งไปที่ชายแดนทันที อย่ารอช้า เข้าใจหรือไม่”
“บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ทางด้านของลู่จื่อเหยาได้ทราบข่าวว่าที่ชายแดนกำลังขาดแคลนอาหาร นางจึงได้ให้คนจัดเตรียมเสบียงเพื่อส่งไปที่ชายแดนด้วยตัวเอง ระหว่างนั้นนางได้ยินว่าฮูหยินเหวินได้จัดเตรียมเบียงเช่นกัน นางถึงได้บากหน้ามาที่จวนสกุลเหวินทั้งที่ก่อนหน้าได้บอกไปเสียดิบดีว่าไม่อยากมาเหยียบที่นี่อีกหากท่านรองแม่ทัพไม่อยู่ แต่เรื่องของท่านรองแม่ทัพเหวินนั้นสำคัญกว่าทำให้ลู่จื่อเหยาทิ้งทิฐิที่มีอยู่ก่อนหน้าเพื่อร่วมมือกับหลัวลี่หยาง และดูเหมือนว่าทั้งคู่จะคิดแบบเดียวกัน
“เจ้าถึงกับมาหาข้าถึงที่จวน มีเรื่องอะไรงั้นหรือ” ลี่หยางถามหยั่งเชิง แม้จะรู้จุดประสงค์ของสตรีตรงหน้าอยู่ก่อนแล้วว่าคงไม่พ้นเรื่องส่งเสบียงไปยังชายแดน
“คิดว่าเจ้าคงรู้อยู่แล้ว ข้าจะไม่พูดอะไรให้มากความ ตอนนี้เรื่องของท่านรองแม่ทัพสำคัญที่สุดจะให้ผิดพลาดไม่ได้ ข้าได้รวบรวมเสบียงอาหารบางส่วนเอาไว้แล้ว ข้าได้ยินว่าเจ้าก็กำลังจะส่งเสบียงไปที่นั่นเช่นกัน คราวนี้ข้าจะเป็นคนไปส่งเสบียงอาหารด้วยตัวเอง หวังว่าเจ้าจะแยกเรื่องสำคัญกับเรื่องส่วนตัวออก”
“ข้ายังไม่ทันได้ว่าอะไร เหตุใดเจ้าถึงได้รีบร้อนตัวนักเล่า เรื่องเสบียงในเมื่อเจ้าอาสาอยากไปก็ดี ข้าจะได้วุ่นวายน้อยลงหน่อย ไปส่งเสบียงคราวนี้หวังเพียงเจ้าจะไม่ยกเอาความดีความชอบของคนอื่นมาเป็นของตน”
“พูดไปพูดมาที่แท้ฮูหยินก็โกรธเคืองที่ข้าได้รับจดหมายขอบคุณจากพี่ซู่หลง เดิมทีข้านึกว่าเจ้าก็ได้รับด้วยเช่นกัน เห็นทีคงคิดผิด” ท้ายประโยคแอบยิ้มเยาะ
หลัวลี่หยางปรายตามองสตรีผู้นี้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนหันหลังขวับกลับไป ไม่ได้สนใจลู่จื่อเหยาอีก ในเมื่อนางอยากพร่ำนักก็เชิญพูดคนเดียวไปเถิด
ในฐานะนายหญิงสกุลเหวินนางยังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการอีกมาก คงไม่ว่างมาต่อล้อต่อเถียงกับคนผู้นี้ให้เสียเวลา
หลังจัดการเรื่องเสบียงเพียงไม่นานนางได้รับจดหมายจากชายแดนอีกหนึ่งฉบับ ครานี้คนที่ส่งมาไม่ใช่บ่าวคนสนิทของสามีนาง แต่เป็นลู่จื่อเหยา หากนับจำนวนวันนางคงเดินทางถึงที่นั่นแล้ว
ใจความจดหมายบอกเพียงว่ารองแม่ทัพป่วยหนัก ในฐานะที่นางเป็นฮูหยินก็ควรต้องรู้เอาไว้ ทำให้หลัวลี่หยางรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก เพราะกลัวว่าสามีนางอาจอาการทรุดหนักและอาจถึงขั้นเสียชีวิต
