ควรกลับไปได้แล้ว
“ท่านพี่”
“ฮูหยิน”
“ข้านำขนมกุ้ยฮวามาให้เจ้าค่ะ”
“ทำไมเจ้าไม่ให้สาวใช้นำมาให้ข้า ไยต้องลำบากมาเอง”
ด้วยคำพูดนี้ของเขาทำให้ร่างบางแอบอมยิ้ม ยามคิดว่าเขาเป็นห่วง ทว่าไม่นานนักกลับต้องหุบยิ้มลง
“หรือว่าเป็นเพราะเจ้ามีเวลาว่างมากเกินไปถึงได้ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้”
“หน้าที่ฮูหยินนอกจากต้องดูแลเรื่องทุกอย่างภายในจวนแล้วยังมีอีกหน้าที่ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ข้าต้องปรนนิบัติท่านในฐานะภรรยา”
“เรื่องนี้ไม่จำเป็น” เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จนคนฟังหน้าเสีย คำพูดของเขาไม่ต่างจากคำปฏิเสธว่าไม่ต้องการนาง แต่นางเริ่มชินเสียแล้ว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลัวลี่หยางต้องทนฟังคำพูดเชือดเฉือนของสามี ทำให้ความรู้สึกเสียใจที่เคยมีก่อนหน้าค่อย ๆ กลายเป็นความเฉยชา ในเมื่อแต่งเข้าสกุลเหวินแล้วมีแต่ต้องอยู่ที่นี่ไปจนตาย และถึงแม้ว่าจะตายแล้วก็ยังต้องเป็นผีของสกุลเหวิน แทนที่จะเมินเฉยใส่ร่างสูงมิสู้นางคอยเอาใจใส่และดูแลเขาในฐานะคนรัก ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งเขาอาจกลับมาเป็นคุณชายซู่หลงคนเก่าก็เป็นได้ คิดอย่างมีความหวัง
“ขนมก็วางไว้แล้ว เหตุใดถึงยังไม่ออกไปเสียที เจ้าไม่เห็นรึว่าข้ายังมีงานต้องทำอีกมาก”
“อันที่จริงขนมกุ้ยฮวานี้ข้าลงมือทำเองกับมือ หากท่านพี่ไม่ว่าอะไรช่วยลองชิมสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ แล้วข้าจะไม่อยู่รบกวนท่าน” นางบอกความต้องการของตัวเอง
รองแม่ทัพหนุ่มมองหน้าภรรยาเพียงครู่เดียวจึงหยิบขนมขึ้นมาชิมเพื่อตัดความรำคาญ
“ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยกินขนมกุ้ยฮวาที่รสชาติแย่ขนาดนี้มาก่อน คราวหน้าเจ้าก็ให้คนครัวทำเถิด” บอกพลางวางขนมกุ้ยฮวาที่กัดไปหนึ่งคำวางลงที่เดิม
“รสชาติแย่ขนาดนั้นเลยหรือ แต่ข้าลองชิมแล้ว”
“ในเมื่อข้าทำตามคำของร้องของเจ้าแล้ว เจ้าก็ควรกลับไปได้แล้วมิใช่รึ” เขาแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเริ่มขุ่นมัว เพราะไม่อยากฟังสตรีตรงหน้าพูดอันใดอีก
หลัวลี่หยางสีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่หัวใจเริ่มห่อเหี่ยว ขนมที่นางตั้งใจทำและให้สาวใช้ช่วยชิม พวกนางต่างบอกว่าฝีมือทำขนมของนางอร่อย แล้วไฉนถึงได้เป็นเช่นนี้
“เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดงั้นหรือ”
“ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เหวินซู่หลงมองตามแผ่นหลังบางจนพ้นขอบประตู แล้วถอนหายใจออกมา
“ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือขอรับ” ซานอู่ที่ได้ยินทุกอย่างจากด้านนอกถามขึ้น หลังจากฮูหยินกลับไปแล้ว
“ถ้าแค่เรื่องนี้นางยังยอมรับความจริงไม่ได้ แล้วมีหรือที่นางจะคู่ควรเป็นนายหญิงของที่นี่”
“แต่บ่าวว่าท่านรองแม่ทัพทำเกินไป แม้ว่าขนมของ ฮูหยินจะไม่อร่อย อย่างน้อยก็ควรไว้หน้านางบ้าง”
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
“ถ้าอย่างนั้นขนมกุ้ยฮวานี้บ่าวขอชิมได้รึไม่”
“แม้ข้าจะไม่อยากฝืนกินขนมที่นางนำมาให้ แต่ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าต้องยกให้เจ้า”
“แต่ว่าหากจะวางทิ้งเอาไว้ก็น่าเสียดายนะขอรับ” ซานอู่เอ่ยขึ้นมาอีกประโยค ทำให้ร่างสูงที่นั่งอยู่ต้องเลื่อนจานขนมออกห่างบ่าวรับใช้ ก่อนใช้สายตาคมกริบจ้องมองซานอู่
“ได้ไหมขอรับ” แทนที่เขาจะรู้ว่าควรทำเช่นไร เพื่อไม่ให้เจ้านายโกรธ แต่กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามราวกับว่ากำลังกวนประสาทผู้เป็นเจ้านาย
“ข้าเป็นเพื่อนเล่นเจ้าตั้งแต่เมื่อใด เลิกเซ้าซี้ได้แล้ว นำจดหมายนี้ส่งให้จื่อเหยาเสีย” บอกพร้อมกับยื่นจดหมายมาตรงหน้า
“จดหมายอะไรหรือขอรับ เหตุใดท่านรองแม่ทัพต้องเขียนจดหมายส่งให้แม่นางลู่ด้วย”
“เพราะได้นางช่วยเหลือเอาไว้ มิเช่นนั้นเจ้ากับข้ามีหรือจะยังมีหน้ามานั่งพูดคุยกันอยู่ตรงนี้ได้”
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็ควรเขียนให้ฮูหยินด้วย”
“เรื่องนี้ลู่จื่อเหยามีความดีความชอบเพียงผู้เดียว เกี่ยวอะไรกับหลัวลี่หยางด้วยเล่า”
“ช่างเถิดขอรับ บ่าวจะไม่พูดอะไรอีก” ซานอู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงปลงตก ไม่ว่าอย่างไรคนที่ท่านรองแม่ทัพต้องการขอบคุณคงมีเพียงแม่นางลู่ผู้เดียว ฮูหยินช่างน่าสงสารนัก
