บทที่6
นางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าพระชายารองเป็นอันใดไปแล้ว ตั้งแต่ตกน้ำฟื้นขึ้นมา อีกฝ่ายก็เอาแต่กินกับนอน แทบไม่ยอมก้าวออกจากเรือนสักก้าว อีกทั้งยังอ้างว่าป่วยอยู่ร่ำไป
“ทำไมเล่า?” เสี่ยวเถาก้มหน้าลงเล็กน้อย สีหน้าลังเลก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“เพราะครั้งนี้…พระชายาเอกทรงมีรับสั่งให้คนมารอรับถึงหน้าเรือนแล้วเจ้าค่ะ”
เยี่ยนหนิงเย่ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
นางเอกผู้ทะลุมิติถึงขั้นส่งคนมารับนางเลยหรือเนี่ย?
ช่างบังคับฝืนใจคนแท้
เยี่ยนหนิงเย่เอนกายพิงพนักอย่างเกียจคร้าน ทว่าแววตากลับฉายแววครุ่นคิด
ถ้านางจำไม่ผิดในนิยายเดิม พระชายาเอกผู้นั้นหาใช่คนที่จะเสียเวลาเรียกใครง่าย ๆ หากลงมือถึงขั้นนี้แล้ว เกรงว่ายังไงนางคงเลี่ยงไม่ได้
“แล้วคนที่มาเป็นผู้ใด?” นางเอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน
“เป็นสาวใช้ข้างกายพระชายาเอกเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น เยี่ยนหนิงเย่ก็หลุบตาลงครู่หนึ่ง สมกับเป็นพี่หญิงที่แสนฉลาดของร่างเดิมโดยแท้ นางหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
ไปก็ไป..มีอันใดน่ากลัวกัน
“ดูท่าครานี้ ข้าจะหลบไม่พ้นเสียแล้ว” นางเอ่ยเนิบช้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างไม่เต็มใจนัก เสี่ยวเถารีบก้าวเข้ามาพยุงทันที
“เช่นนั้น…ให้บ่าวไปเตรียมอาภรณ์ให้ท่านใหม่ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เยี่ยนหนิงเย่ยกมือห้ามเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
“ไม่จำเป็น แต่งอย่างคนป่วยนี่แหละดีแล้ว” นางยกยิ้มบาง ๆ มุมปาก
“ในเมื่อพวกเขาอยากพบคนป่วย…ข้าก็จะไปในสภาพคนป่วยให้ดูชัด ๆ”
เมื่อใกล้ถึงบริเวณเรือนของเยี่ยนหมิงเย่ ผู้เป็นพระชายาเอกแห่งจวนอ๋องอวี้หนิง เยี่ยนหนิงเย่จึงชะลอฝีเท้าลง มือเล็กจับแขนสาวใช้คนสนิทไว้อย่างเรียบร้อย ท่าทางอ่อนช้อยผิดจากความคล่องแคล่วที่นางมีติดตัวมาแต่เดิม
ท่องไว้หนิงหนิง
อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้...
ดวงตาดอกท้อเหลือบมองสำรวจโดยรอบอย่างแนบเนียน แนวรั้วทอดยาวมั่นคงเป็นระเบียบ ลานสวนเบื้องหน้าดูโอ่อ่าตระการตาเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดที่ออกดอกหลากสีสันสลับกันอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นไม้หายากหรือไม้มงคลล้วนมีครบครัน แสดงให้เห็นถึงฐานะและอำนาจของเจ้าของเรือนได้เป็นอย่างดีงดงามยิ่งกว่าบทบรรยายในนิยายเสียอีก
สองเท้าเมื่อก้าวย่างเข้ามายังเรือนหลัก เฟอร์นิเจอร์ภายในหรูหราฟุ้งเฟ้อ กลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยไปตามอากาศ เยี่ยนหนิงเย่ตื่นเต้นเล็กน้อย และเข้าใจในทันทีว่าเหตุใดร่างเดิมถึงมีลักษณะระทมทุกข์ เก็บกดถึงเพียงนั้น
ดูได้แต่เฉพาะเรือนพักและเครื่องเรือน เรือนที่นางอาศัยอยู่ในยามนี้เทียบกับพี่สาวเรียกว่าซอมซ่อก็ยังนับว่าให้เกียรติเกินไป และหากเทียบกับสินเดิมยามแต่งเข้าจวนอ๋อง ร่างเดิมของนางแทบไม่อาจเทียบพี่สาวได้แม้แต่น้อย
แต่แล้วจะโทษผู้ใดได้เล่า?
เยี่ยนหมิงเย่เป็นถึงบุตรีภรรยาเอกหาใช่บุตรอนุเหมือนเช่นร่างเดิม ไหนจะสถานะของเยี่ยนฮูหยินเองก็มิใช่สามัญชนธรรมดา หากเป็นถึงบุตรีสายตรงของตระกูลโหวผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์
ส่วนเยี่ยนหนิงเย่นะหรือ มารดาเป็นเพียงสาวใช้คนสนิทข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ยนเท่านั้น
หากวันนั้นเยี่ยนจิ้งฝานมิได้เมามายจนเข้าห้องผิด ทำให้มารดาของนางตั้งครรภ์ เกรงว่าในใต้หล้านี้คงไม่มีอนุอิงถือกำเนิดขึ้น
เกิดเป็นคนควรรู้ประมาณตน ไม่นำตนไปเปรียบเทียบแก่ผู้อื่นให้ใจเป็นทุกข์ น่าเสียดายร่างเดิมไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ชีวิตข้อนี้ ตลอดชีวิตตัวประกอบผู้จืดจางจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม สุดท้ายตรอมใจตายโดยปราศจากการได้เสพสุขบนโลกมนุษย์
ไม่เป็นไรนะ...นางสัญญานางจะใช้ร่างนี้เสพสุขในตำแหน่งพระชายารองให้ดี
เยี่ยนหนิงเย่ชะงักฝีเท้าอยู่หน้าห้องรับแขกด้านใน เสียงหัวเราะแผ่วเบาและถ้อยคำสนทนาลอยลอดออกมาเป็นระยะ คล้ายว่าคนด้านในกำลังมีแขกอยู่ นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความลังเลผุดขึ้นในใจ เกรงว่าหากผลีผลามเข้าไปจะเสียมารยาทเอาได้ ทว่าคนภายในห้องราวกับล่วงรู้ว่านางมาถึงแล้ว ประตูจึงถูกเปิดออกโดยสาวใช้จากเรือนหมิงหัว
เยี่ยนหนิงเย่ประคองกายก้าวเข้าไปภายในอย่างระมัดระวัง ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับแขกผู้มาเยือน
ใบหน้าอันคุ้นเคยถูกแต่งแต้มอย่างประณีต อาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นเลิศ ฐานะและรสนิยมปรากฏชัดโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยจะเป็นผู้ใดได้อีก หากไม่ใช่เยี่ยนฮูหยิน
เยี่ยนหนิงเย่รีบย่อตัวคารวะสตรีเบื้องหน้าทั้งสองที่มีฐานะสูงกว่าในทันที ในขณะที่เยี่ยนฮูหยินกวาดสายตามองคุณหนูสามแห่งสกุลเยี่ยนด้วยแววตาอ่านไม่ออก
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ยินมาว่าเมื่อหลายวันก่อนเจ้าตกน้ำ” น้ำเสียงของนางราบเรียบ แฝงความห่างเหินโดยไม่คิดปิดบัง ทำให้แผ่นหลังของเยี่ยนหนิงเย่พลันเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ตามเนื้อเรื่องเดิมเยี่ยนฮูหยินเป็นสตรีประเภทน้ำนิ่งไหลลึก แม้จะมีเมตตาอยู่บ้าง ทว่ากลับมอบให้เฉพาะบุตรธิดาในอุทรของตน หรือก็คือคุณชายใหญ่และคุณหนูรองของสกุลเยี่ยน ส่วนผู้อื่นล้วนเป็นเพียงเงาที่คอยรับใช้คนทั้งสองเท่านั้น
“แค่ก ๆ … ลูกป่วยนอนซมมาหลายวัน วันนี้จึงค่อยทุเลาลงเจ้าค่ะ”
