บทที่5
“ช่างเถิด ข้าไม่กินแล้ว…เจ้าไปหยิบบัญชีสินเดิมมาให้ข้าดูที”
สินเดิม?
เสี่ยวฝู่แม้ยังงุนงงอยู่บ้าง ทว่าก็รีบก้มศีรษะรับคำโดยมิกล้าซักถาม
พระชายารองช่างประหลาดนัก ในอดีตไหนเลยจะเคยสนใจเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง
เพียงครึ่งเค่อบัญชีสินเดิมก็ถูกยื่นมาตรงหน้าอย่างเรียบร้อย เยี่ยนหนิงเย่รับมาพลิกเปิดดูด้วยแววตาสนใจ ในนิยายออนไลน์ที่นางเคยอ่านแทบไม่เคยกล่าวถึงสินเดิมของตัวประกอบผู้นี้เลย
นางเองก็อยากรู้ บุตรสาวของอนุในตระกูลเสนาบดีจะมีสินเดิมติดตัวมากน้อยเพียงใด สายตาของเยี่ยนหนิงเย่กวาดลงไปตามรายการทีละบรรทัด
เงินห้าร้อยตำลึง
ผ้าไหมสิบหีบ
เครื่องประดับทองหนึ่งชุด
เครื่องประดับหยกหนึ่งชุด
บ่าวติดตัวสองคน
ของใช้สิบห้าหีบ
โฉนดร้านค้าหนึ่งแห่ง
ใบหน้าเล็กของเยี่ยนหนิงเย่พลันสลดลงในทันที นางลอบกลืนน้ำลายดังเฮือกใหญ่
ดูอย่างไร ร่างเดิมก็หาใช่บุตรสาวคนโปรดของท่านเสนาบดี มิเช่นนั้นสินเดิมคงมิแร้นแค้นถึงเพียงนี้
นี่ดีไม่ดีหากนางมิใช่เพราะได้แต่งเข้าสู่จวนอ๋องอวี้หนิง เกรงว่าสินเดิมคงน้อยกว่านี้ไปอีกหลายส่วน
ยังนับว่าโชคดีอยู่บ้าง ในรายการนี้สินเดิม ยังมีร้านค้าอยู่หนึ่งแห่ง และจากความทรงจำของร่างเดิมร้านค้าที่ว่าก็มาจากอนุอิงส่งต่อมอบให้นาง
เยี่ยนหนิงเย่มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย หากนางจำไม่ผิดอนุอิงในนิยายเป็นสตรีนิสัยอ่อนแอ ขี้ขลาด และชอบร่ำไห้ ลับหลังสามีอนุอิงมักพร่ำบ่นโทษบุตรสาวเสมอว่าเป็นความผิดของนางที่มิถือกำเนิดเป็นชาย และทำให้มารดาเช่นนาง ไร้ความสำคัญในจวนเสนาบดี ร่างเดิมจึงน้อยใจในชะตาของตนอยู่เสมอ บิดาไม่เห็นความสำคัญ มารดามิได้ใส่ใจ บ่าวไพร่ก็กล้ามองข้ามหัว
ครั้นแต่งเข้าสู่จวนอ๋อง แม้แต่สามียังแสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ ชีวิตเช่นนี้ต่อให้มิเอ่ยออกมาก็ย่อมรู้สึกได้ว่าตนไร้ค่าเพียงใด ทว่าหากอนุอิงมิได้รักบุตรสาว
แล้วเหตุใดในสินเดิมจึงมีร้านค้าหนึ่งแห่งมอบให้นางเล่า?
ผิดกับมารดาในชาติก่อนของนาง ตั้งแต่เล็กจนโตมักกล่าวว่ารักนางอยู่เสมอ ทว่ายามมีของกินดี ๆ มารดากลับเลือกจะเก็บไว้ให้น้องชาย เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ก็รับส่งต่อจากญาติผู้พี่แทบไม่มีชุดใหม่เลยสักชุด กลับกันเสื้อผ้าทุกชุดของน้องชายกลับเป็นของใหม่ทั้งหมด และที่น่าผิดหวังที่สุดก็คงไม่พ้นตอนนางสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังสาขาวิทยาศาสตร์โภชนาการ มารดาถึงกับประกาศก้องว่าจะไม่ส่งเรียน เงินทุกหยวนมีไว้เพื่อส่งน้องชาย
ยังดีที่ตอนนั้นนางได้ทุนมหาวิทยาลัย กอปรกับที่คุณย่าขายสมบัติส่งนางเรียน มิเช่นนั้นชีวิตของนางคงลำบากกว่านี้แน่ ก็ยังถือว่าร่างเดิมยังมีชีวิตที่ดีกว่านางเยอะ
เยี่ยนหนิงเย่ผู้ยึดถือการกระทำมากกว่าคำพูด ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งบัญชีสินเดิมคืนให้เสี่ยวฝู่
“เจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าที ข้าจะอาบน้ำ”
เสี่ยวฝู่รับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะรีบไปจัดเตรียมทุกอย่างตามคำสั่ง
ทว่าไม่นานสาวใช้คนสนิทก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เหตุเพราะพระชายารองกลับไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไปปรนนิบัติยามอาบน้ำ ทั้งยังเอ่ยปากไล่ให้ออกไปรออยู่หลังฉากกั้นปักลาย อีกทั้งเมื่ออาบน้ำเสร็จยังไล่นางไม่ต้องปรนนิบัติเสียอย่างนั้น
“เจ้าไปพักเถิด ข้าจะนอนแล้ว”
“นะ…นอนหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวฝู่ทวนคำ สีหน้ามึนงง เยี่ยนหนิงเย่พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล
กินก็กินแล้ว อาบน้ำก็อาบน้ำแล้ว ค่ำก็ค่ำแล้ว เช่นนั้นก็ถึงเวลานอนสิ
“แต่…พระชายารองเพิ่งตื่นนะเจ้าคะ?”
“อือ…แต่ข้ายังง่วงอยู่” น้ำเสียงของเจ้านายสาวเริ่มแฝงความหงุดหงิด
เสี่ยวฝู่จำต้องส่งยิ้มแหย ๆ ไปให้ ก่อนจะคารวะอย่างนอบน้อม และถอยออกไปปฏิบัติตามคำสั่ง
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเยี่ยนหนิงเย่ใช้ชีวิตกิน ๆ นอน ๆ สลับกันไปอย่างสบายใจ ครั้นถึงสิ้นเดือน นางยังได้รับเบี้ยหวัดถึงหกสิบตำลึง ซึ่งถ้าคำนวณดูแล้วเงินเดือนของบ่าวในเรือน เสี่ยวฝู่กับเสี่ยวเถาสาวใช้คนสนิทเงินเดือนคนละหกตำลึง สาวใช้ทั่วไปอีกสองคนเงินเดือนคนละสามตำลึง และคนงานหยาบหนึ่งคนเงินเดือนละหนึ่งตำลึง รวมแล้วทั้งหมดก็ยังไม่ถึงยี่สิบตำลึงด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าอาหาร เสื้อผ้า เครื่องหอม ล้วนมีจวนอ๋องจัดสรรให้ แม้แต่น้ำ ไฟ หรือที่อยู่อาศัย นางก็ไม่ต้องออกเองแม้แต่เหวินเดียว
คิดไปคิดมา เบี้ยหวัดหกสิบตำลึงของนางยังเหลือเก็บได้อีกไม่น้อย
เยี่ยนหนิงเย่อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มชื่นมื่น นอนเอนตัวลงบนเก้าอี้หวายรับลมสบาย ๆ แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า
ชีวิตเช่นนี้…ช่างดีเสียจริง
ทว่าความสุขที่นางหวังไว้คล้ายจะอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสี่ยวเถาที่เพิ่งกลับจากจัดการงานศพมารดา กุลีกุจอวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน
“พระชายารองเจ้าค่ะ พระชายาเอกทรงให้คนมาตามท่านไปพบเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่อยากไป เจ้าไปรายงานว่าข้ายังป่วยอยู่” เยี่ยนหนิงเย่ปฏิเสธแทบจะในทันที นางไม่ต้องการนำตนเองไปข้องเกี่ยวกับตัวละครเอกของเรื่องให้วุ่นวาย
“ครานี้…เกรงว่าจะไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจ
