บทที่4
เพียงไม่นานเสี่ยวฝู่ก็เข้ามาพร้อมอาหารที่ดูจากตาเปล่ามีเพียงไม่กี่อย่าง มือเล็กของสาวใช้จัดแจงทุกอย่างลงบนโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่นางจะขยับตัวไปรอเบื้องหลัง ดวงตาคู่เล็กเหลือบมองเจ้านายของตนที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ภาพนี้ช่างผิดแผกจากในอดีตโดยสิ้นเชิง
นี่ยังใช่พระชายารองของนางอยู่อีกหรือ?
ยังใช่คนที่แตะตะเกียบไม่กี่คำก็วางอยู่หรือ?
ยิ่งคิดเสี่ยวฝู่ก็ยิ่งประหลาดใจ นี่ยังไม่รวมถึงก่อนหน้านี้ ที่นางอ้างคำสั่งของพระชายารองไปยังห้องครัว มื้ออาหารวันนี้จึงมีถึงสามอย่าง และยังมีปลานึ่งเพิ่มมาอีกหนึ่งจาน ต่างจากแต่ก่อนที่มักเรียบง่ายจนน่าใจหาย
นางจึงพึ่งเข้าใจว่าคนในครัวเองก็หาใช่คนโง่ เพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าหากเรื่องการกลั่นแกล้งพระชายารองไปถึงไท่เฟยเหนียงเหนียงซึ่งมีสถานะเป็นถึงพระขนิษฐาร่วมมารดากับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เช่นนั้นศีรษะของพวกเขาคงพ้นออกจากบ่าเป็นแน่
เสี่ยวฝู่จึงพึ่งเข้าใจ...ที่แท้เจ้านายก็ถือว่ามีตำแหน่งสำคัญเช่นกัน
‘คุณหนูของนางช่างเก่งกาจอะไรเช่นนี้’
สาวใช้ตัวน้อยทอดมองเจ้านายของตนอย่างชื่นชม
แท้จริงแล้วแม้ภายนอกเยี่ยนหนิงเย่จะดูเป็นสตรีผู้จืดจางและแสนหดหู่ ทว่าหากพินิจให้ดีใบหน้าของนางนั้นก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในสตรีผู้เลอโฉมแห่งเมืองหลวง
ผิวพรรณหรือก็ขาวผ่องราวไข่ปอก คิ้วเรียวงามรับกับดวงตารูปดอกท้อ ยังมีขนตายาวงอนอย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญนัยน์ตาคู่นั้นหาใช่สีดำสนิท หากแต่เป็นสีน้ำตาลเข้ม ละมุนอ่อนหวาน ยามต้องแสงคล้ายมีประกายบางเบา เพียงแต่ในอดีตเจ้านายของนางมักก้มหน้าเก็บงำตน ความงามเหล่านั้นจึงถูกบดบังจนมิด
บัดนี้เมื่อกิริยาท่าทางเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น ความงดงามที่เคยถูกซ่อนเร้นก็เผยออกมาอย่างชัดเจน จนยากจะละสายตา
“รสชาติยังไม่ค่อยได้เรื่องนัก” เยี่ยนหนิงเย่เอ่ยพึมพำ คล้ายบ่นกับตนเองมากกว่าจะตำหนิผู้ใด
นางวางตะเกียบลงเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง สายตานั้นพลันอ่อนลง พร้อมรอยยิ้มบางที่ไม่ค่อยปรากฏในความทรงจำของเสี่ยวฝู่
“เจ้าเล่ากินข้าวหรือยัง”
เสี่ยวฝู่สะดุ้งเล็กน้อย ราวกับถูกดึงออกจากภวังค์
“เอ่อ…เดี๋ยวบ่าวไปกินในครัวเจ้าค่ะ” เยี่ยนหนิงเย่เผยสีหน้าครุ่นคิด
ในยุคสมัยโบราณ การเกิดมาเป็นบ่าวไพร่นั้นช่างลำบากนัก โชคดีของนางที่อย่างน้อยยังได้มีสถานะเป็นถึงพระชายารองแห่งจวนอ๋อง
“เช่นนั้นเจ้าไปพักผ่อนเถิด…” เยี่ยนหนิงเย่เอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าขอนอนหลับสักครู่ หากเจ้าไม่มีธุระอันใดก็ไม่ต้องปลุกข้านะ” คำพูดนั้นทำให้มือไม้ของเสี่ยวฝู่ที่กำลังเก็บสำรับอาหารชะงักงัน นางได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงง
พระชายารองมิใช่เพิ่งตื่นหรอกหรือ? เหตุใดจึงคิดจะเข้านอนอีกคราเสียเล่า
ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ร่างอรชรในอาภรณ์สีอ่อนก็เยื้องย่างจากไปยังห้องหอด้านในแล้ว
เสี่ยวฝู่เฝ้ารอจนถึงกลางยามโหย่ว พระชายารองก็ยังมิตื่น บัดนี้แสงตะวันคล้อยต่ำใกล้ลับขอบฟ้า ใจของสาวใช้ตัวน้อยเริ่มว้าวุ่น หรือพระชายารองยังป่วยไม่หาย
นางควรไปตามหมอดีหรือไม่?
ขณะที่กำลังยืนลังเลอยู่หน้าฉากกั้นลายปัก พลันมีเสียงผ้าเสียดสีกับตั้งเตียงดังแผ่วเบา เป็นสัญญาณว่าเจ้านายของนางตื่นแล้ว เสี่ยวฝู่รีบสาวเท้าเข้าไปปรนนิบัติในทันที
เยี่ยนหนิงเย่บิดกายเล็กน้อย ความรู้สึกผ่อนคลายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก่อนที่ท้องน้อยจะส่งเสียงร้องประท้วง
“ข้าหิว...” นางเอ่ยเสียงอ่อน มือเล็กลูบท้อง พลางส่งยิ้มออดอ้อนไปให้สาวใช้
“หิว...อีกแล้วหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวฝู่เอ่ยอย่างมึนงง
นอนแล้วก็ตื่นมากิน..กินเสร็จก็นอนต่อ นี่ยังใช่เจ้านายนางอยู่หรือ?
คำถามซ้ำๆ ยังก้องในหูไม่รู้จบ
“อือ” เยี่ยนหนิงเย่ตอบรับในลำคอ ในเมื่อเจ้านายสั่งสิ่งที่เสี่ยวฝู่ทำได้คือรับคำและปฏิบัติตาม
“ได้เจ้าค่ะ บ่าวจะไปยกสำรับเย็นมาเดี๋ยวนี้”
รอได้ไม่นาน สำรับมื้อเย็นอันแสนเรียบง่ายก็ถูกยกเข้ามา อาหารมีถึงสามอย่าง หนึ่งในนั้นคือไก่ผัดขิงหอมกรุ่น
เยี่ยนหนิงเย่ยิ้มอย่างพึงพอใจเล็กน้อย ก่อนจะลงมือจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
หลังจากกินจนหมดเกลี้ยง เยี่ยนหนิงเย่จึงหันไปถามสาวใช้ต่อว่า
“ของหวานเล่า?”
“อะ...อะไร นะเจ้าคะ?” เสี่ยวฝู่นิ่งไปครู่
สตรีต่างภพจึงคิดได้ว่านางเผลอติดนิสัยเพื่อนสาวชาวไทยที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกันในชาติก่อน เหตุก็เพราะเวลาไปทานข้าวด้วยกันมะลิวัลย์มักจะสั่งของหวานหลังของคาวเสมอ และนางมักจะกล่าวว่า
‘หนิงหนิงเธอรู้ไหม คนไทยบ้านฉันนะ มักจะสอนว่ากินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่’
‘แหม..ทำพูดไปเธอก็แค่หาเรื่องกินขนมเท่านั้นเองแหละ มะลิ’
คิดถึงตรงนี้ เยี่ยนหนิงเย่ถึงกับหลุดยิ้มบางออกมาโดยไม่รู้ตัว แววตาอ่อนลงเล็กน้อยราวกับย้อนเห็นภาพวันวาน นอกจากคุณย่าแล้ว นางก็มีมะลิสหายชาวไทยกับหวังมี่ที่มาจากเมืองเดียวกันที่คอยเป็นห่วงเป็นใย เราทั้งสามคนร่วมเรียนคณะวิทยาศาสตร์การอาหาร ดังนั้นจึงมักแลกเปลี่ยนและปรับปรุงสูตรอาหารกันอยู่เสมอ
ความสนิทของเรานั้นคือสนิทกันถึงขนาดที่ว่าตอนนางเลือกมาหางานทำที่อเมริกา หวังมี่ก็ตามมาหางานทำด้วยความเป็นห่วง และหากมะลิต้องกลับไปดูร้านอาหารที่บ้านก็คงตามมาด้วยแล้ว
ไม่รู้ว่าตอนนี้เพื่อนสาวทั้งสองจะเป็นอย่างไรบ้าง หากรู้ข่าวการเสียชีวิตของนางไม่รู้เพื่อนจะเสียใจมากแค่ไหน
“พระชายารองเจ้าคะ…เรื่องขนมหวาน เกรงว่าจะมิใช่สิ่งที่คนครัวจะจัดหาได้โดยง่าย” เสี่ยวฝู่เอ่ยเสียงแผ่ว สีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยนหนิงเย่แสร้งไอเบา ๆ ในลำคอเพื่อกลบเกลื่อน ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงไม่ใส่ใจ
