3 กล้าดีอย่างไร
เขาทิ้งนางอย่างไม่เหลือเยื่อใยไว้ที่สวนดอกเบญจมาศท่ามกลางสายตาของชนชั้นสูงที่มาร่วมงานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศในวันนี้ พานเยี่ยนซินไม่อยากรู้สึกชินชา แต่เป็นเพราะสถานการณ์และหลายสิ่งหลายอย่างบีบบังคับให้นางต้องรู้สึกเช่นนั้น
ชนชั้นสูงเหล่านั้นคาดหวังให้นางยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นที่ถูกรัชทายาททอดทิ้ง แต่เปล่าเลย นางแข็งแกร่งกว่านั้น หญิงสาวยังคงเดินชื่นชมดอกเบญจมาศอย่างทำทีว่าอารมณ์ดี โดยมิได้แสดงท่าทีของคนพ่ายแพ้ออกไปให้พวกเขาเห็น
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังส่งรอยยิ้มเย็นยะเยือกไปให้แก่พวกเขา เป็นการแสดงให้พวกเขาเห็นว่า นางรู้และเห็นว่าพวกเขากำลังมองมาที่นางเช่นไร นางคือสตรีสกุลพาน เป็นบุตรสาวภรรยาเอกแห่งจวนกั๋วกง พวกบุตรสาวขุนนางระดับล่างมีสิทธิอันใดมาใช้สายตามองนางอย่างเหยียดหยาม
ครั้นทุกคนเห็นสายตาของนางเช่นนั้นก็รีบหลบไปทางอื่น
เมื่อชื่นชมดอกเบญจมาศจนเบื่อ พานเยี่ยนซินก็ปลีกตัวเดินเลี่ยงออกไปตั้งใจหาที่สงบ ๆ นั่งพักผ่อน สักชั่วครู่เท่านั้น แต่เมื่อก้าวเท้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว สายตาของนางก็เห็นซูลิ่งอี้นั่งหัวเราะคิกคักอย่างรื่นรมย์อยู่กับไป๋ซูเอ๋อ พวกเขากระซิบกระซาบสนทนาสิ่งใดกันบางอย่าง ซูลิ่งอี้ลุกขึ้น ทำท่าทางโบกไม้โบกมือและหายลับไป
หญิงสาวที่งดงามราวกับดอกบัวทอดสายตามองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มไป ใบหน้าเคลือบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
เมื่อซูลิ่งอี้ไม่อยู่แล้ว พานเยี่ยนซินก็ถือโอกาสนี้เข้าไปทักทาย
ไป๋ซูเอ๋อ เบือนสายตากลับมาพลันเห็นคนที่ไม่ควรเห็น นางแต่งกายงดงามดูก็รู้ทันทีว่าทุกอย่างที่อยู่บนกายนางเวลานี้มีราคาแพงโดยเฉพาะปิ่นปักผมชิ้นนั้น
“นึกไม่ถึงว่าคุณหนูพานห้า ได้รับเชิญมาร่วมงานเลี้ยงกับเขาด้วย” ไป๋ซูเอ๋อทักทาย
“...”
พานเยี่ยนซินมิได้ตอบสิ่งใด ทุกครั้งก็เป็นเช่นนี้ พบหน้ากันทีไรมิเคยพูดจาดีต่อกันเลยสักครั้ง นางรู้นิสัยของไป๋ซูเอ๋อดีว่าเป็นเช่นไร เหตุใดผู้คนจึงมองไม่ออก
“ปิ่นปักผมทองคำที่ท่านปักมาร่วมงานวันนี้ ช่างงดงามยิ่งนัก สกุลพานช่าง...มั่งคั่งจริง ๆ ไม่รู้ว่าทำกิจการอันใดกัน จึงได้มีเงินให้คุณหนูพานห้าใช้จ่ายมือเติบเช่นนี้ ในขณะที่ประชาชนทุกข์ยาก แต่ชนชั้นขุนนางกลับอวดร่ำอวดรวย”
พอถูกดูถูกพานเยี่ยนซินก็เกิดความโมโห เป็นแค่บุตรสาวราชบัณฑิตจน ๆ เท่านั้น กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้กับนาง
“สกุลพานของข้าจะทำกิจการอันใดย่อมไม่เกี่ยวกับเจ้า ทุกอย่างที่ข้าได้มานั้นก็เป็นเพราะบิดารักข้า ข้าอยากได้สิ่งใดท่านก็มอบให้ข้า ข้านับว่าได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี อีกอย่าง สกุลพานสร้างคุณงามความดีมาหลายชั่วอายุคน ได้รับปูนบำเหน็จมากมายรับใช้ราชวงศ์มาอย่างยาวนาน จะมั่งคั่งร่ำรวยนั้นไม่แปลก และต้องบอกว่าบรรพบุรุษของข้านั้นฉลาดหลักแหลม รู้จักสร้างกิจการสร้างรากฐานให้ลูกหลาน ไม่ใช่รอแต่เงินหลวงเพียงอย่างเดียว อ้อ... แต่ก็คงไม่เหมือนกับสกุลราชบัณฑิตไป๋หรอกใช่หรือไม่ ได้ยินว่าเพิ่งเข้าเมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้ มิได้มีทรัพย์สมบัติใด ๆ ติดตัวมา แต่กลับสร้างเรือนหลังใหญ่บนพื้นที่กว้างขวางทำเลดี น่าแปลกจริง จู่ ๆ ก็มีเรือนหลังใหญ่เช่นนั้น ทั้งที่...”
ไป๋ซูเอ๋อถูกตอกกลับจนหน้าชา แต่ก็ยังคงพยายามรักษาสีหน้าตนเองไว้
“กล่าวหากันเกินไปแล้ว”
“เกินไปอะไรกันคุณหนูไป๋ ที่เมื่อครู่เจ้ายังกล่าวหาข้าได้อย่างไม่ละอาย กล้าพูดค่อนแคะคนอื่น ก็ต้องกล้ารับผลการกระทำของตนเองด้วย” พานเยี่ยนซินตอกย้ำ
ไป๋ซูเอ๋อสุดจะทนอีกต่อไป ยกมือขึ้นเงื้อออกไปตั้งใจจะตบหน้าพานเยี่ยนซิน แต่สายตาพลันเห็นว่ารัชทายาทกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ มือที่จะตบผู้อื่นกลับตบตนเอง แล้วทรุดตัวลงกับพื้นบีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร
“คุณหนูพานห้า อย่าทำร้ายข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าขอโทษ ข้ามิได้ตั้งใจดูหมิ่นท่าน” ไป๋ซูเอ๋อโวยวายเสียงดัง
พานเยี่ยนซินยืนอยู่นิ่ง ๆ นางมิได้ทำอันใดทั้งสิ้น คนที่ด่าก่อนก็คือนาง พอเถียงสู้ไม่ได้กลับมาเล่นละครบีบน้ำตาเช่นนั้นหรือ
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ มุ่งตรงมาทางนี้ ทันทีที่นางหันหน้ากลับไปก็พบกับสายตานับสิบคู่ ที่มองมายังจุดที่นางยืนอยู่
“พานเยี่ยนซิน เจ้าทำเกินไปแล้ว” ซูลิ่งอี้ตะคอกเสียงดัง ผู้คนที่อยู่โดยรอบมองมายังศาลาอันเป็นจุดเกิดเหตุ
“หม่อมฉันทำอะไรเพคะ?” นางถามเพราะไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิด
“เจ้าทำร้ายนาง” รัชทายาทหนุ่มชี้นิ้วไปที่สตรีที่นั่งอยู่บนพื้น
“ทรงเห็นกับพระเนตรของพระองค์เองหรือเพคะว่าหม่อมฉันเป็นคนทำร้ายนาง” พานเยี่ยนซินถามกลับ “ทรงตรัสมาสิเพคะ ว่าพระโอรสของแผ่นดิน ผู้ที่จะได้ปกครองแผ่นดินเล่ยหยวนในอนาคตเห็นกับตาของพระองค์เอง ว่าหม่อมฉันทำร้ายคุณหนูไป๋” นางพูดจบก็กอดอกยืนรอให้เขาพูดคำนั้นออกมา เพราะนางมั่นใจว่าเขาต้องไม่เห็นอย่างแน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจ้า!” เป็นแน่ว่าเขามิได้เห็นเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้านั้น เพราะเมื่อมาถึงซูเอ๋อก็ลงไปนั่งอยู่บนพื้นแล้ว
“ใช่หรือไม่เพคะ พระองค์มิได้ทอดพระเนตรเห็นกับตาของพระองค์เอง แต่กล้าปรักปรำสตรีตัวเล็ก ๆ เช่นหม่อมฉัน” คราวนี้นางเป็นฝ่ายบีบน้ำตาบ้าง “พระองค์ทรงกล้า...ปรักปรำสตรีตัวเล็ก ๆ เช่นหม่อมฉันได้อย่างใจร้าย”
คำพูดของพานเยี่ยนซินฟังดูมีน้ำหนัก อันที่จริงผู้คนตรงนั้นก็มิได้มีผู้ใดเห็นว่านางเป็นคนทำร้ายคุณหนูไป๋ ทุกคนล้วนแล้วแต่เห็นก็ตอนที่นางลงไปนั่งร้องไห้อยู่ที่พื้นแล้ว
“รัชทายาท” ไป๋ซูเอ๋อร้องไห้
ซูลิ่งอี้กำหมัดแน่นแล้วจึงคุกเข่าลงและช่วยประคองไป๋ซูเอ๋อขึ้นมายืน
“ไม่เป็นไรซูเอ๋อ ข้าจะยืนเคียงข้างเจ้า” ถึงจะมิได้เห็นกับตาของตนเองแต่ก็มั่นใจว่านางจะต้องถูกพานเยี่ยนซินรังแกอย่างแน่นอน
พานเยี่ยนซินร้องไห้สะอึกสะอื้น สายตามองไปที่มือของไป๋ซูเอ๋อ มือของนางยังเป็นสีแดง นั่นเพราะเมื่อครู่นี้นางอุตส่าห์ลงทุนตบหน้าตนเอง
“คุณหนูไป๋ มือของท่านเป็นสีแดงเชียว ไม่ทราบนะเจ้าคะ ว่าไปทำอะไรมา เอ๊ะ... หรือว่าใช้มันตบหน้าตนเอง”
ทุกคนส่งเสียงอื้ออึงเมื่อพานเยี่ยนซินกล่าวจบประโยค สักพักหนึ่งอาเสว่สาวใช้ของนางก็มาช่วยประคองนางออกไป