บทย่อ
พานเยี่ยนซิน คุณหนูห้าแห่งจวนกั๋วกง คือสตรีผู้ได้รับขนานนามว่าเป็นนางร้ายอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ด้วยรูปโฉมที่งดงามเหนือกว่าผู้ใด และความเฉลียวฉลาดที่แฝงไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง แต่ใครจะรู้ว่าชะตาชีวิตของนางนั้นกลับถูกควบคุมและบงการโดยครอบครัวของตนเองมาโดยตลอด พวกเขาพยายามผลักดันให้นางทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเอาชนะและครองใจองค์รัชทายาท ซูลิ่งอี้ ให้ได้ ทว่าภารกิจนี้กลับเต็มไปด้วยอุปสรรค เมื่อนางต้องเผชิญหน้ากับ ไป๋ซูเอ๋อ ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญ นางคือบุตรสาวราชบัณฑิตผู้แสนอ่อนหวานและเป็นที่โปรดปรานขององค์รัชทายาท การแข่งขันระหว่างสตรีสองคนจึงเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางสายตาของเหล่าชนชั้นสูงในวังหลวง แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน ด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝันในค่ำคืนหนึ่ง เรื่องราวในคืนนั้นได้นำพาพานเยี่ยนซินเข้าไปพัวพันกับ เหยียนเหวินจิ้ง อัครเสนาบดีหนุ่มผู้ลึกลับและทรงอำนาจ บุรุษผู้เป็นศัตรูทางการเมืองของตระกูลนาง และแล้วความสัมพันธ์อันซับซ้อนและแสนอันตรายก็ได้เริ่มต้นขึ้น เส้นด้ายสีแดงปรากฏตัวผูกมัดคนทั้งสองไว้ด้วยกันโดยที่พวกเขาเองก็ไม่รู้ตัว
1 สกุลพาน
“เตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง”
เสียงของสตรีวัยกลางคนเอ่ยถามขึ้นหลังจากเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าเรือนของบุตรสาว
“เสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
สาวใช้คนสนิทของหญิงสาวเปิดประตูยื่นหน้าออกมารายงานความคืบหน้า
“เสร็จแล้วก็ออกเดินทางได้แล้ว”
หานอิงผู้เป็นมารดากล่าว
เพียงชั่วอึดใจหญิงสาวผู้หนึ่งก็เปิดประตูเยื้องย่างออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม
ใบหน้าของนางงดงามและบริสุทธิ์ เส้นผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นเป็นทรงสูง ประดับด้วยปิ่นเข้ากับชุดสีเหลืองอ่อนตัดสลับกับสีขาว ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มสีชาดแดงระเรื่อ ดวงตาของนางเป็นสีน้ำตาลคล้ายดวงตาของลูกกวางที่ไร้เดียงสา นั่นคือจุดเด่นที่สุดที่หานอิงภาคภูมิใจในตัวบุตรสาว นับเป็นดวงตาที่สามารถทำให้เหล่าบุรุษแทบหยุดหายใจเมื่อได้สบตากัน
“ลูกพร้อมแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”
พานเยี่ยนซินก้าวช้า ๆ ออกมาทำความเคารพมารดาตน
สายตาของผู้เป็นมารดาสำรวจความเรียบร้อยบนกายของนาง เมื่อทุกอย่างไร้ที่ติแล้ว หานอิงก็มิได้คิดตำหนิเรื่องใดอีก
“ไปกันเถอะ ชักช้าจะมิทันกาล”
“...”
พานเยี่ยนซินผงกศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินตามมารดาไปอย่างว่าง่าย
นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มารดาไม่ตำหนิเรื่องการแต่งกายของนาง ไม่เสียแรงที่นางและอาเสว่ ช่วยกันเลือกชุดและเครื่องประดับสำหรับงานวันนี้อย่างพิถีพิถัน คนตัวเล็กหันไปยิ้มให้สาวใช้ของตน อีกฝ่ายจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ระหว่างเดินไปตามระเบียงก็พบเข้ากับพานเจียหยางหรือพานซื่อจื้อ พี่ชายของนางกำลังเดินมุ่งหน้ามายังเส้นทางเดียวกันกับนางพอดี
“หยางเอ๋อ”
หานอิงทักทายบุตรชายที่นางภาคภูมิใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คารวะท่านแม่”
เขาประสานมือคารวะมารดา หันไปมองน้องสาวชั่วครู่ ส่งยิ้มให้นางเล็กน้อยแล้วจึงผินหน้ากลับมาประคองมารดาให้เดินไปด้วยกัน
“วันนี้เข้าวังเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงของพระพันปี หากเจ้าสนใจบุตรสาวบ้านไหนก็ตัดสินใจให้ดีแล้วมาบอกแม่ เรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้นเจ้าก็ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะให้พ่อเจ้าไปทาบทามสู่ขอ” หานอิงกล่าวกับบุตรชาย เขาอายุพอสมควรแล้ว ควรจะได้ออกเรือนกับสตรีสักคน
พานเจียหยางยิ้ม “หากลูกสนใจในตัวผู้ใด ไว้ลูกจะเรียนท่านแม่ให้ทราบขอรับ”
บทสนทนานั้นพานเยี่ยนซินได้ยินทุกอย่าง ผู้ที่เป็นทั้งน้องสาวและลูกสาวได้แต่พ่นลมหายใจเพียงในใจเท่านั้น ถึงแม้นางจะไม่พึงพอใจเพียงไรก็มิอาจแสดงออกมาต่อหน้าท่านแม่ได้
น่าอิจฉาท่านพี่ของนาง เขาเป็นบุรุษรูปงาม ทั้งอ่อนโยนและใจดี อีกทั้งยังฉลาดเฉลียว เมื่อปีกลายเพิ่งจะได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพประจำเมือง นั่นยิ่งทำให้เขาเป็นที่ชื่นชมและกล่าวถึงในหมู่สตรีในเมืองหลวง แม้ชื่อเสียงของสกุลพานจะไม่สู้ดีนัก ก็มีเพียงเขาที่เป็นข้อยกเว้น
นอกจากนั้นเขายังมีโอกาสได้เลือกสรรคู่ครองที่ตนเองต้องการ ไม่เหมือนกับนางที่ถูกบีบบังคับให้เลือกคนที่ครอบครัวต้องการเท่านั้น
และคนผู้นั้นก็หาใช่ใครอื่นไม่ คือรัชทายาทซูลิ่งอี้นั่นเอง แต่ใครบ้างในเมืองหลวงไม่รู้ว่าเขานั้นชอบพออยู่กับคุณหนูไป๋ ไป๋ซูเอ๋อ บุตรสาวของราชบัณฑิตไป๋ นางทั้งงดงามและอ่อนโยน เป็นที่รักของผู้คน หนำซ้ำยังมาจากสกุลราชบัณฑิตที่สง่างาม
แม้มารดาของนางจะรู้ความจริงนี้อยู่แก่ใจ แต่ก็ยังดึงดันให้นางไปมัดใจซูลิ่งอี้ให้จงได้
พวกเขาเดินสนทนากันออกมาจากเรือนโดยมิได้สนใจนางที่ตามหลังมา ผู้เป็นพี่ชายส่งมารดาและนางขึ้นรถม้าอีกคันส่วนเขา กระโดดขึ้นหลังอาชาควบเคียงข้างกันไปยังวังหลวง
เพราะจวนสกุลพานเป็นถึงกั๋วกง เมื่อไปถึงวังหลวงรถม้าก็สามารถแล่นเข้าไปได้โดยมิต้องต่อแถว
“เจ้าอย่าลืมว่านี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่เจ้าจะใช้มัดใจพระพันปี”
หานอิงกล่าวกับบุตรสาวในระหว่างที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวเข้าไปเรื่อย ๆ
พานเยี่ยนซินกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เวลานี้นางทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า เกรงว่าตนจะเดินหมากผิดไป
“เจ้าค่ะท่านแม่ ลูกเข้าใจแล้ว”
“ไม่ต้องไปสนใจว่ารัชทายาทจะคิดอย่างไรกับเจ้า เพราะข้ารู้ว่าอย่างไรเสียเขาก็ไม่มีวันรักเจ้า” หานอิงมองบุตรสาวของตนเองตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไม่ว่าจะมองอย่างไร ไป๋ซูเอ๋อก็เทียบเจ้าไม่ได้เลยสักนิด เขาน่ะตาถั่ว เหตุใดจึงมองไม่เห็นเจ้ากัน”
ไม่ใช่ว่าเขามองไม่เห็นเสียหน่อย ซูลิ่งอี้มองเห็นนางแล้วต่างหาก แต่สายตาที่เขามองมายังนางนั้นเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ไม่ว่านางจะทำดีเพียงไรก็มิอาจดึงความสนใจของเขามาที่นางได้เลย เมื่อพานเยี่ยนซินคิดถึงเรื่องนั้นในใจก็พลันหดหู่
“แต่ท่านแม่เจ้าคะ พรุ่งนี้...” ผู้เป็นลูกสาวพูดขึ้น แต่กลับถูกมารดาพูดแทรกขึ้นมาก่อน นางจึงทำได้เพียงกลืนประโยคหลังลงท้องเท่านั้น
“ฉะนั้นวันนี้ เจ้าห้ามพลาดเด็ดขาด ไม่ว่าพระพันปีจะให้พวกเจ้าทำสิ่งใด เจ้าก็ต้องชนะเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
พานเยี่ยนซินทำได้เพียงรับคำเท่านั้น
“และรู้ใช่หรือไม่ว่าถ้าหากเจ้าแพ้....แก่ไป๋ซูเอ๋อ ผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นเช่นไร”
ที่มารดาพูดออกมาเช่นนั้นนางย่อมรู้ดีว่าหากนางแพ้ในสงครามของเหล่าสตรีในวันนี้ ทุกอย่างจะออกมาเลวร้ายเช่นไร
“ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เยี่ยนเอ๋อจะไม่ทำให้ท่านแม่ผิดหวัง”
