บทที่ ๕ คุณชายเว่ย อยากอาบน้ำ
หลังจากที่ผมรอดตายจากการทำ ‘ซุปรากบัวสูตรเด็ด’ ให้ท่านโหวทานได้สำเร็จ ผมก็เดินลากขากลับมานั่งแหมะลงที่ม้านั่งหินอ่อนในสวนหย่อมหน้าเรือนใหญ่ ด้วยสภาพที่ดูไม่จืด
กลิ่นควันไฟจากเตาดินฟุ้งกระจาย กลิ่นเครื่องเทศจีนฉุนกึก และคราบเขม่าดำปี๋ติดอยู่ตามสาบเสื้อผ้าแพรเนื้อดีราคาแพง ดูไปดูมาส่องกระจก คงนึกว่าผมเพิ่งไปรับจ๊อบเสริมเก็บถ่านขายมาแน่ๆ
“โอ๊ย...เหนียวตัวชะมัด ยุคนี้ไม่มีกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรดาวน์นี่หอมฟุ้ง มีแต่กลิ่นน้ำแกงตุ๋นติดตัวเป็นน้ำหอมแบรนด์เนมแทนซะงั้น” ผมบ่นพึมพำกับตัวเองพลางยกแขนเสื้อขึ้นมาดมแล้วทำหน้าพะอืดพะอม
“ไม่ได้การละ คนรักสะอาดต้องได้อาบน้ำ!” ผมกวาดสายตามองหาถังพลาสติกสีฟ้าหรือฝักบัวตามสัญชาตญาณ
ก่อนจะสะดุ้งนึกขึ้นได้ว่านี่มันยุคจีนโบราณในหน้าประวัติศาสตร์ไหนก็ไม่รู้! มันจะมีของล้ำสมัยแบบนั้นได้ยังไงกันเล่า ผมจึงต้องตะโกนเรียกทหารยามหน้าประตูเรือนใหญ่เผื่อจะมีใครใจดีบอกทางไปห้องส้วมหรือห้องอาบน้ำบ้าง
“พี่ชาย! ข้าอยากอาบน้ำ...พอจะมีสระว่ายน้ำ... หรือ...ห้องน้ำแถวนี้ให้ข้าได้ชำระกายบ้างไหม?”
ทหารยามคนเดิมหันมามองผมด้วยสายตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึกอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลคำว่า ‘สระว่ายน้ำ’ ในสมอง ก่อนที่เขาจะหันไปพยักหน้าให้สาวใช้สองคนที่เพิ่งเดินถือถังน้ำไม้ตามหลังมาทางระเบียงเรือน
“คุณชายเว่ย น้ำอุ่นเตรียมพร้อมไว้ที่ห้องโถงด้านหลังแล้วเจ้าค่ะ พวกข้าจะไปช่วยท่านชำระล้างร่างกาย”
“โอ้โห้ บริการระดับห้าดาว! ขอบคุณพวกพี่สาวมาก... เดี๋ยว....เดี๋ยวนะ!” ผมชะงักกึกเมื่อเห็นสาวใช้ทั้งสองเริ่มขยับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ พร้อมในมือที่มีผ้าสะอาดและขันตักน้ำทำจากไม้
“ชำระล้าง...ที่ว่านี่คือเตรียมน้ำใส่ถังให้ข้าเสร็จสรรพแล้วใช่ไหม?” ผมเอ่ยถามพวกนางทันทีเพื่อความชัวร์
“เจ้าค่ะ พวกข้าต้องมีหน้าที่เป็นคนปรนนิบัติ ขัดถูเนื้อตัวและผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ให้คุณชายเว่ยเจ้าค่ะ”
ผมถึงกับก้าวเท้าถอยหลังจนส้นเท้าชนเข้ากับขอบประตูไม้
ปึ้ก!
เฮ้ย! ถึงร่างเดิมนี้หน้าตาจะหล่อเหลาเหลือกินเหลือใช้ และตัวผมเองจะเป็นคนใจดีเข้าถึงง่าย แต่การให้สาวๆ สองคนมาช่วยยืนอาบน้ำเปลี่ยนผ้าให้เนี่ยมัน... มันเขินจนจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์แล้วนะว้อย! ไม่ได้การแล้ว!
“ไม่ต้องเลยครับ! ข้ามีมือมีเท้าครบสามสิบสอง ข้าขัดถูขี้ไคลเองได้ พี่สาวทั้งสองไปพักผ่อนฃเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการเอง สบู่... เอ๊ย! สมุนไพรขัดตัวอยู่ไหนครับ ส่งมาให้ข้าก็พอ!”
ผมรีบกระชากถังน้ำกับผ้าเช็ดตัวมาถือไว้เองด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ทำเอาสาวใช้ทั้งสองเบิกตากว้างทำหน้างงกันยกใหญ่
ก็แหงล่ะ... ในนิยายต้นฉบับ บรรยายไว้ว่าเว่ยหลันคนเก่าชอบให้คนมาคอยแนบชิดปรนนิบัติพัดวีจะตายไป ไม่ว่าจะเป็นบ่าวหญิงหรือบ่าวชาย เว่ยหลันเก็บเรียบไม่เหลือรอดสักคน..
แต่ผมที่เป็นวิญญาณนายยีนส์ในร่างนี้ เขินจนหน้าจะไหม้เกรียมเป็นหมูกระทะอยู่แล้วครับ!
ถึงผมจะเป็นคนโก๊ะๆ ดูมั่นหน้ามั่นโหนก มั่นกระโหลกมั่นเบ้าในโซเชียล แต่ชีวิตจริงผมน่ะยังโสดสนิท แถมเวอร์จิ้นด้วย นับนิ้วดูทั้งชีวิตก็มีแฟนมาแค่หนึ่งคนถ้วน...พูดแล้วมันก็น่าเจ็บใจชะมัด!
หลังจากเปิดศึกน้ำลายเถียงกับสาวใช้อยู่พักใหญ่จนพวกนางยอมล่าถอยทัพไปแบบงงๆ ผมก็เดินแบกถังน้ำเข้ามาในห้องอาบน้ำโบราณ...
โอ้แม่เจ้า บรรยากาศมันช่างสยองขวัญสั่นประสาทดีแท้ อ่างไม้โอ๊คกลมๆ ใหญ่ๆ ตั้งอยู่กลางห้องมืดๆ มีแสงเทียนวับๆ แวมๆ ชวนให้นึกถึงหนังผีฮ่องกงสุดๆ!
ผมจัดการอาบน้ำด้วยอาการตัวแข็งทื่อ ใช้ขันไม้ตักน้ำราดโครมๆ จนตัวสั่นพั่บๆ น้ำอุ่นในถังน่ะใช่...แต่อากาศตอนกลางคืนในจวนท่านโหวเนี่ยสิ ลมพัดรอดหน้าต่างมาแต่ละทีเย็นยะเยือกอย่างกับใครเปิดแอร์ทิ้งไว้ 16 องศา!
ทว่าความหิวมันไม่เข้าใครออกใคร อาบน้ำเสร็จเสียงท้องผมก็ร้องประท้วงทันที ผมเดินกอดอกตัวสั่น กลับมาที่บริเวณหน้าโถงเรือนใหญ่
กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาตามลมทำให้ตาทั้งสองข้างของผมลุกวาว บนโต๊ะหินอ่อนหน้าเรือนมีสำรับอาหารตั้งวางไว้สามสี่อย่าง บ่าวไพร่บอกว่าเป็นคำสั่งของท่านโหวที่ให้จัดหาอาหารมาให้คนครัวจำเป็นเยี่ยงผม
ผมไม่รอช้า พาร่างกายลงนั่งจัดแจงจะคว้าตะเกียบ แต่ว่า...พอเพ่งมองอาหารบนโต๊ะชัดๆ
ผมก็ถึงกับนิ่ง อึ้งตาค้าง ตะเกียบในมือสั่นพั่บๆ
“ห๊า!...ไอของพวกนี้กินได้จริงหรอ?”
อาหารเบื้องหน้าช่างแปลกประหลาดตานัก อย่างแรกคือ เนื้อสัตว์ก้อนกลมสีน้ำตาลเข้มตุ๋นจนเปื่อย มีน้ำราดสีแดงฉ่ำวาวราวกับเลือด ผัดผักสีเขียวปี๋ที่มีหน้าตาคล้ายต้นหญ้าข้างทางแถมยังมีส่วนหัวเป็นปุ่มปมขรุขระ
และที่พีคที่สุดคือ ถ้วยซุปน้ำใสสีม่วงอมน้ำเงินที่มีก้อนสีขาวลอยตุ๊บป่องอยู่ตรงกลาง
“คุณชายเว่ย...นี่คือ ‘หัวสิงโตตุ๋นน้ำแดง’ ผัด ‘สมุนไพรเก้าตะวัน’ และซุป ‘รังนกหิมะม่วง’ เป็นอาหารบำรุงกำลังชั้นเลิศที่ท่านโหวประทานให้เจ้าค่ะ” สาวใช้ที่ยืนคุมอยู่เอ่ยแนะนำอย่างภูมิใจ
‘หัวสิงโต!? บ้าไปแล้ว ยุคนี้เขาจับสิงโตมาทำลูกชิ้นกินกันแล้วเหรอวะ!’
ผมกรีดร้องในใจ แต่พอลองใช้ตะเกียบจิ้มๆ ดู ถึงรู้ว่ามันคือหมูสับก้อนใหญ่ต้มซีอิ๊วต่างหาก ส่วนซุปสีม่วงนั่นรสชาติตลกพิลึก หวานๆ ปร่าๆ สัมผัสหยุ่นๆ เหมือนกินชานมเผือกใส่ทับทิมกรอบเวอร์ชันร้อนระอุ
ผมสูดหายใจลึก ข่มความกลัวแล้วตักอาหารเข้าปากคำโต
‘เออ...แปลกตาแต่รสชาติดีแฮะ!’
ความหิวทำให้ผม โซ้ยแหลก ไม่สนภาพลักษณ์คุณชายผู้สูงศักดิ์ เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มตุ่ย กวาดอาหารแปลกประหลาดเหล่านั้นลงท้องจนเรียบชนิดที่ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกง
เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน ผมเดินเอามือกุมท้องเช็ดปาก ก้าวกลับเข้ามาในเรือนพักหลัก ทว่ากลับพบกับองครักษ์ชิงซานที่ยืนกอดอกพิงเสา รออยู่ด้วยสีหน้าหน้าตาบอกบุญไม่รับ บูดบึ้งเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
“อาบน้ำนานเสียจริง... นี่ชุดใหม่ของเจ้า รีบผลัดเปลี่ยนใส่เสีย” ชิงซานโยนชุดผ้าไหมเนื้อนุ่มสีขาวสะอาดตามาใส่หน้าอกผมเต็มแรง
“ขอบคุณครับพี่ซิงซาน! แต่ช่วยพูดกับข้าดีๆบ้างจะได้มั้ยเนี่ย คนอะไรน้อดุจัง” ผมบ่นอุบอิบแต่ก็รับชุดมาสวมใส่พลางใช้ผ้าเช็ดผมที่เปียกชุ่ม
“ว่าแต่กินอิ่มแล้ว คืนนี้ข้าต้องไปนอนพักผ่อนที่ไหนเหรอ?”
ชิงซานเลิกคิ้วสูงมองผมด้วยแววตาเหยียดหยาม
“เจ้ายังจะมีหน้ามาถามอีกหรือ? เรือนรับรองท้ายจวนของเจ้าน่ะ ท่านโหวมีคำสั่งเด็ดขาดให้ปิดซ่อมแซมใหญ่ไปแล้ว มิรู้หรือว่าไม่กี่วันก่อนเจ้าดื่มสุราเมามายกลับมาที่เรือน แล้วอาละวาดทำแจกันลายครามสามสมัยแตกพินาศย่อยยับ!”
‘โอโห้... เว่ยหลันคนเก่า นี่มันไอ้ตัวหายนะชัดๆ สร้างเรื่องอะไรไว้เยอะแยะวะเนี่ย’ ผมเกาหัวแกรกๆ
“แล้วข้าต้องไปนอนที่ไหนล่ะครับ? เต็นท์สนามเหรอ? หรือส่งข้าไปนอนในคอกม้า?” ผมถามไปด้วยความสงสัย
จะให้ผมนอนที่ไหนผมก็ไม่เกี่ยงหรอกครับ ขอแค่ผมยังมีชีวิตรอดปลอดภัยไม่โดนสั่งประหารก็พอ! ผมคิดในใจ
“ท่านโหวสั่งให้เจ้าไปนอนที่ ‘ห้องบรรทม’ ในเรือนใหญ่” ซิงซานพูดเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าผมซักนิด
“หือ? ห้องใครนะ?” ผมถามย้ำอีกรอบ เผื่อว่าอาบน้ำแล้วน้ำกระเด็นเข้าหูจนหูฝาดไปเอง
“ห้องท่านโหว! ท่านโหวบอกว่าถ้าเจ้าอยู่ไกลหูไกลสายตา เจ้าอาจจะแอบไปผสมยาพิษวางยาคนอื่นในจวนอีก ดังนั้ันเจ้าต้องไปนอนที่ตั่งข้างเตียงนอนตรงห้องโถงในเรือนของท่าน!” ชิงซานตวาดพูดเสียงดังฟังชัด
“ห๊า!!!” ผมร้องอุทานออกมาลั่นเรือน จนซิงซานสะดุ้งโหย้ง ทหารยามที่คอยเฝ้าเวรยามรอบๆ ก็ตกใจสะดุ้งไปตามๆกัน
ผมถึงกับยืนค้างเติ่งแข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินอยู่หลายนาที...
นอนห้องเดียวกับพระเอกหน้าตาย ผู้เหี้ยมโหดคนนั้นเนี่ยนะ?’
ความทรงจำและจินตนาการเรื่อง ‘ฉากเลิฟซีนฉูดฉาด’ ระหว่างพระเอกกับนางเอกในนิยายที่ข้าพเจ้าเคยอ่านผ่านๆ ตา มันก็พุ่งปรี๊ดแล่นพล่านขึ้นมาในสมองทันทีทำเอาหน้าร้อนซู่
‘เดี๋ยวๆ ยีนส์... นี่มันพล็อตนิยายสืบสวนหักเหลี่ยมโหด หรือพล็อตอะไรกันแน่วะเนี่ย!’
‘ท่านจะนอนห้องเดียวกันกับคนที่วางยาพิษฆ่าตัวเองเนี่ยนะ? ท่านโหว...ท่านคิดอะไรอยู่ครับเนี่ย!’
ผมได้แต่คิดในใจ และจำใจเดินก้มหน้าลากขา ตามหลังชิงซานไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่ใช่เพราะผมเขินอายหรือตื่นเต้นเลิฟซีนหรอกนะ...
แต่เพราะ ผมกลัวตายโว้ย! ผมกลัวว่าถ้ากลางดึกคืนนี้ผมเผลอนอนกรนเสียงดัง หรือละเมอไปถีบเขาเข้า ท่านโหวจะลุกมาดึงดาบตัดคอผมทิ้ง ตายอนาถกลายเป็นผีเฝ้าจวนกลางดึกค่ำคืนนี้น่ะสิ!
[ จบบทที่ ๕ ]
