บท
ตั้งค่า

อ๋องแปด

ถึงแม้อีกฝ่ายจะมิใช่พ่อบังเกิดเกล้า แต่อย่างไรเสียนางมาใช้ชีวิตในร่างนี้ เขาก็ยังเป็นพ่อที่ควรปกป้องบุตร!

ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

“เสด็จพ่อมีความเห็นอย่างไรเพคะ”

ไป่ซีลู่มองดูบุตรสาวที่ไม่ยอมสบตาแล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ เขารู้ว่าที่ผ่านมาเขา ‘จงใจ’ เพิกเฉยบุตรีคนนี้เป็นอย่างมาก เรื่องที่สมควรปกป้องก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

แต่นั่น...

ก็เพื่อนางทั้งสิ้น...

หากเขาออกตัวปกป้อง มีหรือที่พระมเหสีและไป่ลู่อิงจะไม่เพิ่มความรุนแรงเข้าไป แต่หากเขาทำตัวไม่สนใจแล้วพวกนางก็จะทำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความคับแค้นใจ ถึงแม้พระมเหสีจะเป็นชายาเอก หากแต่เขากลับปักใจอยู่ที่ชายารองเพียงผู้เดียว

“ความสุขของเจ้าอยู่ที่ถงเยว่”

เสียงทุ้มกล่าวออกมาด้วยความนุ่มนวล แต่นั่นกลับทำให้ไป่มู่ชิงเหลือบมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา

ประโยคที่ดูจะเรียบง่ายและเหมือนจะเป็นการบังคับกลายๆ นั่นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกหนึ่งที่ไป่มู่ชิงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมี

นั่นก็คือ...ความเป็นห่วง

ไม่ต้องมีคำพูดโจ่งแจ้ง ทว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายกลับทำให้นางรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ถึงแม้แฝงไปด้วยความขึ้งเครียด แต่ก็ยังมีความลึกซึ้งจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

ที่ผ่านมาบิดารู้ทั้งหมดว่านางถูกกลั่นแกล้งมากเพียงใด รู้ว่าหากนางอยู่ที่นี่ต่อไปนางจะไม่มีความสุขที่แท้จริง

“ข้าได้ยินผู้คนเล่าขานกัน ถึงแม้อ๋องแปดจะเย็นชาต่อสตรีไปบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นบุรุษรูปงามและเป็นคนดี”

หญิงสาวฟังอย่างตั้งใจ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ

ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรดี จู่ๆ ฝ่ามือหนาก็วางลงบนศีรษะจนรู้สึกอุ่นร้อนไปหมด

“ไปหาความสุขของเจ้าเถิด...มู่ชิง”

ไป่มู่ชิงเพียงแค่กะพริบตาเล็กน้อย เลียริมฝีปากที่แห้งผากขึ้นมาอย่างลืมตัว ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวถึงเรื่องจดหมายของพี่สามหรือไม่

เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจ

“เสด็จพ่อเพคะ ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่าพี่หญิงฆ่าตัวตาย”

คนถูกถามชะงัก ดวงตาก้มลงมองพื้น ใบหน้าดำคล้ำไปหมด ถึงแม้ในใจจะตะโกนก้องว่านางมิใช่คนคิดอะไรตื้นเขิน ทว่าระยะเวลาสามปีที่ไป่ลู่อี้ถวายตัวแก่ฮ่องเต้ ไม่รู้ว่าจะทำให้ความคิดความอ่านของนางเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

ไป่มู่ชิงลอบสังเกตปฏิกิริยาอีกฝ่ายที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ

“มีเหตุผลอะไรที่พี่หญิงตัดสินใจเช่นนั้น” ถามไปแล้วก็หยุดลง มือทั้งสองกุมกันแน่นคล้ายกำลังตัดสินใจ “พี่หญิงส่งจดหมายมาหาหม่อมฉัน ว่ากำลังจะเลื่อนขั้นเป็นกุ้ยเฟย ถึงแม้จะเลื่อนขั้นสนมอื่นพร้อมกัน แต่พี่หญิงมิได้แสดงความเศร้าโศกแต่อย่างใด”

สิ้นวาจาไหล่ของคนฟังตกเล็กน้อย ดวงตาเกิดความไม่มั่นใจ หัวคิ้วขมวดติดกัน ใบหน้ายุ่งเหยิง

“เจ้าคิดว่า...”

ไป่มู่ชิงผงกศีรษะ

“หม่อมฉันจะเดินทางไปถงเยว่เพคะ”

---------------------------------------------------------------------

“เสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”

“กราบทูลองค์รัชทายาท ฝ่าบาททรงปอดเย็นเพราะวสันตฤดู กอปรกับเศร้าพระทัย จึงทำให้มีอาการพ่ะย่ะค่ะ”

ภายในตำหนักเฉียนชิง3 ร่างสูงใหญ่กำลังเอนกายอยู่บนเตียงมังกรด้วยความอ่อนล้า มุมปากยังมีคราบโลหิตเปื้อน นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

เบื้องหน้าคือหมอหลวงหลิวและองค์รัชทายาทฉู่เหวินหง โอรสคนโตที่กำลังเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“เสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”

น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความร้อนใจ ก่อนจะปรากฏร่างองค์ชายแปดหรือฉู่ซูเหยียนก้าวเข้ามาภายในตำหนัก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทำให้ฮ่องเต้แววตาหม่นหมองลง

“ข้ามิเป็นอันใด” สุรเสียงแผ่วเบา “ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง”

ฉู่ซูเหยียนเหลือบมองพี่ชายและหมอหลวงข้างกายแล้วก็ได้แต่ผ่อนลมหายใจ

“พิธีดำเนินไปได้ด้วยดี ท่านอย่าเป็นกังวล”

ได้ยินดังนั้นแล้วฮ่องเต้ก็กระตุกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตามองออกไปไกลคล้ายเหม่อลอย

วันนี้เป็นพิธีฝังศพของพระสนมไป่ที่สุสานหลวง เขาตั้งใจไปส่งนางเป็นครั้งสุดท้าย หากแต่ขณะที่กำลังเดินทางจู่ๆ ร่างกายก็เกิดมีอาการมิสู้ดี ถึงกับขนาดกระอักเป็นโลหิตสีแดงฉานออกมามากมาย

ในช่วงหลายปีมานี้เขามีสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องลมหนาวมิกี่เพลาก็จับไข้ได้ป่วย ต้องพึ่งพาโอสถของหมอหลวงหลายถ้วยต่อวัน

แต่ถึงกระนั้นอาการกลับยิ่งแย่ลงอย่างไม่รู้สาเหตุ มาถึงตอนนี้ก็เริ่มมีความคิดอยากจะสละตำแหน่งอยู่บ้าง ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ควรจะแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน

ฮ่องเต้มองบุตรชายคนโตอย่างไม่แสดงความรู้สึก

“องค์รัชทายาท”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

เจ้าตัวตอบรับคำเรียกขาน โน้มศีรษะลงอย่างคำนับอีกด้วย

“เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องอยากจะพูดกับอ๋องแปด”

สิ้นประโยคคนฟังมีสีหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย อีกทั้งยังเหลือบมองน้องชายด้วยหางตา มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าในช่วงระยะเวลาหลายปีมานี้น้องแปดเป็นผู้นำด้านกองกำลังทหารออกศึกคว้าชัยมามาก มีหรือที่จะไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้

หากเป็นเพียงคำกล่าวชมก็แล้วไปเถิด สามปีที่แล้วยังได้รับการอวยยศเป็นชินอ๋องตั้งแต่อายุสิบเจ็ด อีกทั้งท่าทีที่ฮ่องเต้มีต่อน้องแปดก็ดูไม่ธรรมดา จนทำให้เขารู้สึกว่าบัลลังก์กำลังสั่นคลอน

ถึงแม้ภายในใจจะรู้สึกเข่นเขี้ยวมากเพียงใด ทว่าตอนนี้กลับทำได้เพียงคลี่ยิ้มอย่างจริงใจ

“ทูลลาเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”

ร่างสูงใหญ่หมุนกายไปทางประตู เสี้ยววินาทีหนึ่งยังสบกับดวงตาพยัคฆ์ของน้องชายและยิ้มบางๆ อีกด้วย

ส่วนหมอหลวงหลิวเองเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบคารวะ กล่าวลาเพียงเล็กน้อยและเดินตามองค์รัชทายาทออกไปอย่างรวดเร็ว

รอจนกว่าประตูถูกปิดลง ฉู่ซูเหยียนถึงได้เข้าไปคุกเข่าลงหน้าเตียง

“เสด็จพ่อมีอันใดจะรับสั่ง บอกหม่อมฉันได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel