องค์หญิงเก้า
“เสด็จพ่อมีอันใดจะรับสั่ง บอกหม่อมฉันได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้ฮ่องเต้พยายามจะลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล จ้องมองอีกฝ่ายนิ่งคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“เรื่องที่พระสนมปลิดชีพตัวเอง เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร”
ฉู่ซูเหยียนยิ้มน้อยๆ
“หม่อมฉันมิทราบว่าสตรีมีใจซับซ้อนมากเพียงใด เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งที่ผู้คนพูดจะเป็นความจริง จากการตรวจสอบมิพบร่องรอยของการถูกลอบฆ่าหรือวางยา”
เขาตอบตามใจคิด ผู้คนเล่าลือกันไปต่างๆ นานาว่าพระสนมไป่มีใจริษยาต่อกุ้ยเฟยที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสนมที่สูงสุดรองมาจากฮองเฮา
ถึงแม้จะได้รับการอวยยศเป็นชินอ๋องถึงสามปี เคยมีสัมพันธ์กับสตรีมาบ้างตั้งแต่อายุสิบสี่ แต่ถึงกระนั้นก็ล้วนเป็นการเรียนรู้ที่จะตอบสนองความต้องการทางกายที่บุรุษเพศพึงมี โดยไม่มีความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะเป็นเช่นนั้น...เขาจึงไม่เคยเรียนรู้ความคิดอ่านของสตรีมาก่อน
ฮ่องเต้มิได้ตอบ หากแต่กระตุกริมฝีปากขึ้น
“เดิมทีพระสนมไป่ถวายตัวแก่ข้า ก็เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีของเหอเป่ยกับถงเยว่ เจ้าคิดว่าการที่นางปลิดชีพในวังหลวงเช่นนี้ แคว้นเหอเป่ยจะคิดเช่นไร”
คนฟังหรี่ตาลง ตอบเสียงทุ้มอย่างมีหลักการ
“หากคิดในด้านชั่วร้าย เหอเป่ยอาจจะคิดว่าเราดูถูกเหยียดหยาม”
“พวกเขาอาจจะคิดว่าเราดูแลองค์หญิงเหอเป่ยได้มิดี ทำร้ายน้ำใจนางจนกระทั่งฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็คิดว่าเราวางยานาง”
ฉู่ซูเหยียนลอบถอนหายใจ หากเป็นเช่นนั้นจริง ไม่ช้าเร็วอาจจะต้องเกิดสงครามเป็นแน่
“หากต้องทำสงคราม ข้าจะ...”
ฮ่องเต้ไอออกมาเล็กน้อย ยกมือขึ้นห้าม
“ข้ารู้ว่าเจ้ามิได้กลัวสงคราม แต่ถ้าหากเรามีวิธีการประนีประนอมมิให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อนทั้งสองฝ่ายย่อมดีกว่ามิใช่หรือ”
องค์ชายแปดก้มหน้าลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิดอย่างถึงที่สุด องค์หญิงเหอเป่ยยอมถวายตัวเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ก็นับได้ว่ายอมตกเป็นตัวประกันให้กับถงเยว่
ทว่าตอนนี้นางมิมีชีวิตอยู่ ก็เท่ากับถงเยว่ขาดหลักประกัน
“ข้าส่งจดหมายแจ้งข่าวให้กับแคว้นเหอเป่ยเรื่องพระสนม อีกทั้งยังขอความเห็นที่จะสู่ขอองค์หญิงเก้าแห่งเหอเป่ยแต่งมาที่ถงเยว่”
ได้ยินเช่นนั้นแล้วฉู่ซูเหยียนก็มีทีท่าลำบากใจ แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างชัดเจน
“หากเป็นเช่นนั้นได้ย่อมเป็นข่าวดี”
ฮ่องเต้มีสีหน้าคลายลง เอื้อมมือไปแตะไหล่บุตรชายเบาๆ คล้ายต้องการปลอบประโลม ดวงตายังเหลือบไปมองที่หีบใบหนึ่งบริเวณมุมห้องด้วยความเศร้าสร้อย
จากนั้นจึงเอ่ยออกมาเป็นประโยคเบาๆ
“มีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าควรยินดี นั่นก็คือนางจะแต่งเข้าจวนชินหวังฝู่ เป็นชายาเอกของเจ้า”
---------------------------------------------------------------------------------------
ขบวนรถม้าที่กำลังเดินทางผ่านเข้าเมืองหลวงแห่งถงเยว่ทำให้บรรดาผู้คนต่างยืนชมด้วยความตื่นตา ถึงแม้ขบวนจะมิได้เอิกเกริกนักหากแต่ขบวนก็ดูยาวเหยียดมิต่ำกว่าห้าลี้ อีกทั้งรถม้ายังถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าแดงมงคลสวยงามไม่แพ้ใคร
เบื้องหน้ามีนายทหารผู้หนึ่งถือธงปลิวไสว อันเป็นสัญลักษณ์ของแคว้นเหอเป่ย
ภายในรถม้านั่น มีสตรีสองคนกำลังนั่งตัวโคลงเคลง ผู้หนึ่งใช้มือเท้าคางดวงตาพริ้มลง ส่วนอีกคนหนึ่งกำลังตัดสินใจกระตุกแขนเสื้ออีกฝ่ายเบาๆ
“องค์หญิงเพคะ พวกเราเข้ามาในถงเยว่แล้ว”
“จริงหรือ ไหน! ให้ข้าดูหน่อย”
ไป่มู่ชิงเบิกตาโพลงไร้ซึ่งความง่วงงุน ใช้มือเปิดม่านหน้าต่างออก พึมพำออกมาอย่างตื่นเต้น
“เจ้าดูสิ ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดเสียอีก”
หญิงสาวรีบดันตัวหลี่หยู่ให้ดูบ้าง เห็นร้านค้าและผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ในใจก็อดคิดถึงยุคที่จากมาไม่ได้ ตอนนั้นนางเองก็ชอบไปเดินย่านการค้ากับเพื่อนๆ เช่นกัน
แต่มันก็นานเสียจนภาพบางอย่างเริ่มเลือนรางไปแล้ว
จนกระทั่งถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ไป่มู่ชิงเริ่มจะสังเกตเห็นว่าผู้คนต่างจับจ้องมาบนรถม้า นางถึงได้ใช้ม่านปิดลงตามเดิม รู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย
“องค์หญิงเป็นอันใดไปหรือเพคะ”
หลี่หยู่เลิกคิ้วถามอย่างสงสัยในขณะที่ไป่มู่ชิงโคลงศีรษะเล็กน้อย
หากเป็นนางในยุคก่อนคงจะไม่ได้สนใจสายตาที่จับจ้องนางเป็นตาเดียวเช่นนี้ หากแต่เมื่อมาสิงอยู่ในร่างองค์หญิงเก้าก็ล้วนมีข้อจำกัดมากมาย ชีวิตวัยเด็กถูกกักขังอยู่ในรั้ววัง เรียนหนังสือ ฝึกฝีมือและหาทางเอาตัวรอดจากคนที่ไม่ประสงค์ดี!
ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าถึงแม้นางจะมาจากยุคที่ชายหญิงมีอิสระ แต่เมื่อมาอาศัยอยู่ในร่างองค์หญิงเก้าเข้า นางก็มีความเคยชินกับสตรีที่สมควรอยู่แต่ในห้องหอไปเสียแล้ว
แต่ว่า...
ย่านการค้าของถงเยว่ก็ดูน่าสนใจ ไม่แน่ว่าการลอบออกไปสำรวจเส้นทางตอนนี้อาจจะมีประโยชน์ต่อนางในภายภาคหน้าก็ได้
“ข้าอยากจะไปเดินดูตลาดครู่หนึ่ง”
“องค์หญิงล้อเล่นแล้ว”
หลี่หยู่หัวเราะเบาๆ เห็นอยู่ว่าขบวนเสด็จยิ่งใหญ่เป็นที่น่าจับตาถึงเพียงนี้ องค์หญิงเก้าจะลอบหนีไปได้อย่างไร
ไป่มู่ชิงเลิกคิ้วขึ้น นัยน์ตาแฝงไปด้วยความซุกซน
“ข้าหรือจะล้อเล่นเจ้า”
หลี่หยู่มองดูท่าทีจริงจังของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่ชะงัก คิดคำพูดไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง
“ผู้คนรายล้อมอยู่มากเช่นนี้ องค์หญิงตรองด้วยเถิด...หรือไม่ รอเข้าจวนชินอ๋องแล้ว ท่านค่อยหาโอกาสมาอย่างเปิดเผยมิดีกว่าหรือ”
“เจ้าจะไปรู้อะไร การแต่งเข้าจวนอ๋องก็ย่อมมีกฎมิต่างจากวังหลวง” เป็นเช่นนั้นนางจะหาโอกาสออกมาเที่ยวเล่นได้อย่างไร
ไป่ซีลู่กำชับนักหนาว่ากฎเกณฑ์ของถงเยว่ช่างเข้มงวดยิ่งกว่าเหอเป่ยนัก จะสืบสาวราวเรื่องอย่างไรก็ต้องทำอย่างรอบคอบ นางจะต้องทำตัวเป็นภรรยาที่ดีและเชื่อฟังเพื่อมิให้ชินอ๋องระแคะระคายว่ามีแผนการอะไร
หลี่หยู่นิ่วหน้า โคลงศีรษะเล็กน้อย
“อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องยาก”
“มิยาก หากมีเจ้าช่วย” ไป่มู่ชิงขยิบตาเล็กน้อย มองดูอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าจนนางกำนัลต้องย่นตัวหนี “ถอดเสื้อผ้าของเจ้ามาให้ข้าเร็วเข้า ก่อนที่ขบวนจะเข้าใกล้จวนอ๋องไปมากกว่านี้”
