ถึงจวนอ๋องแปด
ดูยิ่งใหญ่มากจริงๆ มิน่าเล่าผู้คนถึงได้ให้ความสนใจมากมายถึงเพียงนั้น
ไป่มู่ชิงคลี่ยิ้มเบิกบานมองดูขบวนองค์หญิงเก้าที่กำลังเดินทางอยู่ตรงหน้า เมื่อครู่นางแสร้งหยุดรถม้าก่อนจะอาศัยจังหวะชุลมุนเล็กน้อยนั่นหนีออกมาในคราบชุดของหลี่หยู่
หญิงสาวสลัดผ้าที่ปิดบริเวณใบหน้าของตัวเองออก ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่แคว้นเหอเป่ยมีขนบธรรมเนียมประเพณีให้หญิงสาวต้องใช้ผ้าคลุมบริเวณจมูกลงมาหากไปเยือนเมืองอื่นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของแคว้น
หญิงสาวลอบสำรวจเส้นทางเดินไปเรื่อยๆ มองดูการค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองอย่างสนใจ อาหารหลายอย่างคล้ายคลึงกับสมัยใหม่ แต่บางอย่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ทันทีที่ดวงตากลมโตปะทะเข้ากับขนมเซาปิ่ง4 ประกายในดวงตาก็สลดลงเล็กน้อย ขาทั้งสองก้าวเข้าไปตามกลิ่นหอมน่ากินนั่นอย่างลืมตัว
‘หม่าม้า...ขากลับอย่าลืมซื้อเซาปิ่งมาให้ด้วยนะ’
นี่เป็นประโยคที่นางมักใช้กล่าวกับมารดาเสมอยามที่บุพการีออกไปทำธุระนอกบ้าน...มันคือขนมที่นางเคยชอบที่สุดในอดีต
“แม่นางรับอะไรดี ขนมนี่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เลยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งผายมือออกให้ดูเซาปิ่งวางเรียงรายกันอยู่มากมาย
ไป่มู่ชิงกะพริบตาเล็กน้อยเพื่อมิให้น้ำตาไหลออกมา
“เหมาหมดเลย”
หญิงสาวตอบพลางล้วงเอาถุงเงินออกไปให้ทั้งหมด เมื่อก่อนนางเคยมีความคิดอยากจะเหมาเซาปิ่งทั้งตลาดมาไว้ในห้องนอน ตอนนี้เป็นองค์หญิงแล้วก็ย่อมไม่มีปัญหาด้านการเงิน ขอทำตามความฝันตัวเองสักครั้งเถอะ!
ไป่มู่ชิงมองดูเซาปิ่งมากมายที่พ่อค้าสาละวนหยิบใส่เข่งใบหนึ่งให้
“แม่นาง...เข่งใบนี้ข้าแถมให้ท่าน!”
หญิงสาวเอื้อมมือรับพลางพยักหน้าหงึกหงัก ได้แต่คิดในใจด้วยอารมณ์เศร้าสร้อยว่าหากท่านมิแถมเข่งให้นางจะถือไปได้อย่างไร!
ไป่มู่ชิงหันมองรอบกาย ผู้คนแน่นขนัดเสียจนไม่สามารถหาที่นั่งได้ พลันสายตาก็ช้อนขึ้นไปบนหลังคาพร้อมกับริมฝีปากที่กระตุกขึ้นเล็กน้อย
วิชายุทธอย่างเดียวที่มี ก็คือวิชาตัวเบาที่ฝึกเสร็จก็ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายลงโทษให้คัดตำรามารยาทหญิง!
ร่างบอบบางเหาะเหินไปในอากาศ นั่งลงบนหลังคาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง สูงพอที่จะเห็นการเคลื่อนไหวเบื้องล่างโดยทั่วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนเสด็จ ไม่ยอมละสายตาไปไหน
รอกินเซาปิ่งให้หนำใจแล้วค่อยกลับไปแล้วกัน
ไป่มู่ชิงหยิบเอาเซาปิ่งมากัดเข้าปากด้วยน้ำตาที่เอ่อขึ้นจางๆ หากแต่ทันทีที่ปลายลิ้นเพิ่งแตะถูกขนมเท่านั้น จู่ๆ แรงผลักมหาศาลก็เกิดขึ้นข้างหลังพร้อมๆ กับก้นที่ไถลลงไปตามหลังคา
“กรี๊ดดด”
หญิงสาวปล่อยเข่งเซาปิ่งจนร่วงหล่นพร้อมๆ กับดวงตาทั้งสองหลับปี๋ด้วยความกลัว หากแต่เพียงเสี้ยววินาทีที่ร่างของนางลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ จู่ๆ ท่อนแขนแข็งๆ ข้างหนึ่งก็มาโอบเอวนางไว้แน่นก่อนเท้าจะแตะพื้นอย่างนุ่มนวล
ไป่มู่ชิงลืมตาขึ้น มองเห็นแผ่นอกบุรุษภายใต้ชุดคลุมดำตัวหนึ่ง ทำท่าจะช้อนสายตาขึ้นมองเพื่อขอบคุณ
“ระวัง”
พลั่ก!
ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวอะไรออกไปด้วยซ้ำ จู่ๆ อ้อมกอดที่รัดตรึงเมื่อครู่ก็ปล่อยออกพร้อมๆ กับผลักร่างนางให้ลงไปกองกับพื้นอย่างรุนแรง
“ท่าน!”
หญิงสาวกลืนน้ำลายด้วยความเจ็บ มองชายหนุ่มร่างใหญ่ที่สวมผ้าคลุมดำตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมดุจพยัคฆ์กำลังจ้องมองนางด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง
“รีบไปจากที่นี่เสีย”
พูดจบก็หมุนตัวทะยานขึ้นไปในอากาศทันที ปล่อยให้ไป่มู่ชิงพยายามทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างมึนงง มองไปรอบๆ ก็พบว่าบริเวณนี้เป็นที่เปลี่ยวไร้ผู้คน
“ไอ้บ้าเอ๊ย! ผลักมาได้”
หญิงสาวบ่นอุบอิบพร้อมกับใช้มือค้ำพื้นเพื่อพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง หากแต่ยังไม่ทันได้ลงแรงด้วยซ้ำปลายนิ้วก็ถูกกับอะไรบางอย่างที่แหลมคมเสียจนสะดุ้ง รีบยกมือเปื้อนโลหิตเล็กน้อยนั่นอย่างตกใจ
ไป่มู่ชิงเบิกตากว้าง พยายามคิดพิจารณาเจ้าสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นอย่างละเอียด รูปร่างมันดูคล้ายอาวุธดาวกระจาย แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียว
คนร้ายหรือ?
หากใช่เขาจะช่วยนางเพื่ออะไร
จะอะไรก็ช่าง ถึงมันดูเล็กนิดเดียว แต่หากโดนปามาด้วยกำลังที่เหมาะสมแล้วก็ตายเหมือนกัน!
คิดแล้วก็ได้แต่ทิ้งความเจ็บปวดบริเวณก้นกบ เร่งฝีเท้าจ้ำอ้าวกลับไปยังขบวนเสด็จทันที
“หลีกไป ข้าจะขึ้นรถม้าแล้ว!”
“องค์หญิง?”
เหล่าบรรดาทหารพากันชะงัก มองดูร่างอรชรของอีกฝ่ายเดินหุนหันขึ้นรถม้าไปทันที
ว่าแต่...มิใช่องค์หญิงเก้าอยู่ในรถม้าหรอกหรือ!
------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายหน้าจวนชินหวังฝู่ ขบวนเสด็จองค์หญิงเก้าทอดผ่านเป็นสายยาว ประตูหน้าจวนสลักลายพยัคฆ์ถูกเปิดออกพร้อมๆ กับสาวใช้มากมายยืนเรียงรายให้การต้อนรับ
ไม่นานนักประตูรถม้าก็ถูกเปิดออกพร้อมๆ กับร่างอ่อนช้อยในชุดสีแดงสดก้าวย่างลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม บนใบหน้าปิดด้วยผ้าผืนบางเห็นเพียงดวงตาหวานซึ้ง
“ถวายพระพรองค์หญิงเพคะ”
ผู้คนต่างทำความเคารพด้วยความนอบน้อม จากนั้นพ่อบ้านผู้หนึ่งก็เดินนำไป่มู่ชิงและหลี่หยู่เข้าไปด้านในจนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงระหงของสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง
เบื้องหน้านางก็คือหญิงสาวผิวขาวจัด สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าอ่อน อีกทั้งยังสวมเครื่องประดับมากมายกำลังทอดมองมาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“องค์หญิง...นี่คือพระชายาซูเสี่ยนในองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะที่ไป่มู่ชิงกำลังจ้องมองอย่างเคลือบแคลงสงสัย เสียงของพ่อบ้านก็ดังขึ้นก่อนที่จะขอตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวก้าวเข้าไปหา พร้อมกับย่อตัวลงอย่างเชื่องช้าเช่นสตรีที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี
แน่นอนล่ะ! แม่เลี้ยงใจร้ายนั่นเอะอะก็ล้วนทำโทษให้นางคัดคัมภีร์ ฝึกมารยาทหญิงเพราะรู้ว่านางมิชื่นชอบ!
“ถวายพระพรพระชายาเพคะ”
“องค์หญิงเก้าอย่ามากพิธีเลย ข้ามิได้เจตนามาที่จวนน้องแปดเพื่อทำให้เจ้าลำบากใจ เพียงแค่มาต้อนรับเจ้าแทนเสด็จพ่อเท่านั้น”
วาจานุ่มนวลอีกทั้งใบหน้ายังแต้มไปด้วยรอยยิ้มนั่นทำให้ไป่มู่ชิงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ข้าให้กงกงจัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนไว้ให้แล้ว องค์หญิงเสด็จก่อนเถิด”
ซูเสี่ยนเหลือบมองไปยังขันทีที่ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเบื้องหลังพร้อมทั้งไหวมือเล็กน้อย
“กงกง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ชายร่างอ้วนท้วมเล็กน้อยเดินเข้ามาหาพร้อมทั้งผายมือและเชื้อเชิญ
ไป่มู่ชิงให้เดินตามไป
“องค์หญิงตามสบายเถิด ข้าให้คนไปตามน้องแปดแล้ว อีกครู่หนึ่งคงจะได้พบกัน”
ซูเสี่ยนยังคงกล่าวด้วยวาจาอ่อนหวานพร้อมทั้งมองตามร่างบอบบางขององค์หญิงเก้าและนางกำนัลของนางที่เดินเยื้องย่างห่างออกไปทุกที
ดวงตาหงส์ที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรีเมื่อครู่ค่อยๆ หลุบต่ำลง ดวงหน้าสวยเต็มไปด้วยความคิดมากมายอยู่ในหัว หากแต่แววตาที่เปลี่ยนไปนั่นกลับทำให้ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงได้เลย
