บท
ตั้งค่า

บทที่ 6/1 คิดไปเอง

หลังจากพักฟื้นจนร่างกายดีขึ้น นับวันที่ซ่งอวิ๋นเซียวจะกลับจากการล่าสัตว์ ก็เหลืออีกสามวัน เหมยกุ้ยไม่อาจนอนรออยู่บ้านเฉย ๆ ได้อีกต่อไป นางจึงสะพายกระบุงไว้ด้านหลัง ด้านในมีเคียวด้ามไม้หนึ่งอัน คิดจะออกไปหาของป่า หรืออะไรก็ได้เพื่อขายให้ระบบ

หญิงสาวตั้งปณิธานกับตนเอง ก่อนอื่นนางต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อยยี่สิบอีแปะ เพื่อที่จะซื้อผงซักฟอกหรือไม่ก็สบู่สักก้อนให้จงได้ กลิ่นผ้าห่มพันปียังคงค้างไม่จางหาย หากไม่เพราะว่ากลางคืนที่นี่มันหนาวเกินไป และร่างกายอ่อนแอละก็ นางจะไม่มีวันเอามันมาห่มอีกเป็นอันขาด

เงินสองตำลึงที่ให้ม่านถงไปจัดซื้อของจำเป็นเข้าบ้าน นางก็ไม่คิดว่าเด็กคนนั้นจะซื่อขนาดนี้ แทนที่จะซื้อข้าวสารดี ๆ มาไว้กินและของใช้อย่างอื่น แต่กลับซื้อพวกแป้งคุณภาพต่ำ ข้าวฟ่าง โดยรวมแล้วซื้อแต่ของกินเป็นหลัก แต่กลับไม่มีของใช้อย่างอื่นเลย รู้อย่างนี้ ตอนนั้นน่าจะบอกให้ซื้อผ้าห่มใหม่มาด้วยเสียก็ดี

ทว่าท่าทีฮึกเหิมของมารดา ทำให้เด็กทั้งสามไม่มั่นใจเลยสักนิด ท่านแม่ไม่เคยทำงานหนัก งานไร่งานสวนไม่เคยจับ แต่วันนี้กลับบอกว่าจะไปช่วยทำไร่ ไม่กล้าพูดตรง ๆ ได้แต่คิดอยู่ในใจ ท่านแม่จะไหวจริง ๆ หรือ เกรงว่าจะเป็นลมไปก่อนจะเดินถึงไร่นาน่ะสิ

“ม่านถง อย่าลืมเอาเสื่อผืนเล็กกับของกินไปด้วยเล่า” ซือฮั่นตบไหล่น้องสาว พลางคิดว่าท่านแม่แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะหลายวันมานี้ต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ถึงไร่แล้วค่อยเอาเสื่อปูให้นางนั่งรอก็แล้วกัน

“เจ้าค่ะ”

ม่านถงม้วนเอาเสื่อผืนเล็กใส่กระบุง พร้อมกับห่อเอาของกินเล็กน้อยไปด้วย เมื่อเตรียมของทุกอย่างเรียบร้อย คนทั้งสี่ก็พากันออกเดินทาง

ยามนี้มิใช่ยามปลูกข้าว ชาวนาจึงเปลี่ยนมาเป็นปลูกพืชอย่างอื่นแทน สองข้างทางจึงมีแค่ตอฟางแห้ง ๆ กับดินแตกระแหงบางจุด เรียกได้ว่าห่างไกลจากคำว่าอุดมสมบูรณ์มากเลยทีเดียว

ระหว่างทางยามเดินผ่านชาวบ้านที่ออกไปทำไร่ เหล่าแม่บ้านต่างก็พากันซุบซิบนินทา ส่วนใหญ่จะเป็นการดูแคลนเหมยกุ้ยเสียมากกว่า โดยเฉพาะเหล่าสตรีที่ยังไม่แต่งงาน ที่เคยหลงรักซ่งอวิ๋นเซียว จึงคอยหาเรื่องมาพูดไม่หยุดหย่อน หากทั้งสองเลิกกัน ก็จะเป็นผลดีต่อพวกนาง

เหมยกุ้ยกอดอกยิ้มเยาะ แล้วเชิดหน้าใส่คนเหล่านั้น ดูแคลนนางมา นางก็ดูแคลนกลับ เรื่องอะไรจะไปยอม

เหอะ! ฝันไปเถอะ พวกแกมันคนไม่มีบุญ ได้แค่ฝันเท่านั้นแหละ ไม่มีทางได้ครอบครอง

เมื่อมาถึงไร่นาซือฮั่นและม่านถงก็รีบจัดการงานสวนทันที มีเพียงเนี่ยนจินที่ยังเด็กถูกมอบหมายให้ดูแลท่านแม่ เด็กน้อยปฏิบัติอย่างแข็งขัน กางเสื่อฟางออก ปูไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่ รวมไปถึงถุงน้ำและของกินไว้ให้อย่างเรียบร้อย แต่ทว่าท่านแม่กลับโบกมือห้ามเขาไว้

“ไม่ต้องหรอก เก็บถุงน้ำใส่กระบุงแล้วตามแม่มา” เดิมทีนางคิดจะเอาผักในสวนขายให้ระบบ เพื่อแลกเอาเงินมาซื้อผงซักฟอกก่อน ทว่าเมื่อเห็นสภาพจริงแล้ว ผักพวกนั้นทั้งเหลืองทั้งเฉา นอกจากโยนให้หมูให้ไก่กิน จะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หรือ นอกจากนี้ หากระบบรับซื้อจริง ขายทั้งแปลงก็ยังได้เงินไม่พอซื้อสบู่หรอก

“ท่านแม่จะไปที่ใดหรือขอรับ”

“แม่จะพาไปหาของป่า”

“เช่นนั้นข้าขอไปบอกลาพี่ใหญ่กับพี่รองสักครู่นะขอรับ”

เด็กชายทำหน้าเศร้าลงทันที ก่อนจะรีบสาวเท้าไปหาพี่ชายพี่สาว คราวนี้เขาคงไม่รอดแล้ว เดือนที่แล้วท่านแม่ก็พูดเช่นนี้ แล้วพาเขาไปขายให้พวกพ่อค้าในเมือง ที่มักจะรับเด็กไปคอยรับใช้ให้บ้านเศรษฐี แต่ท่านพ่อตามมาทัน ครั้งนั้นการซื้อขายจึงไม่สำเร็จ

หญิงสาวได้แต่ยืนเกาหัวด้วยความมึนงง แค่จะพาเข้าไปเก็บของป่า ต้องทำหน้าเศร้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ นางก็ไม่ได้พูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจนะ ถ้าไม่อยากไปเหตุใดไม่พูดเล่า นางไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย

“ข้าพร้อมแล้วขอรับ”

“ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป เหตุใดต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นเล่า”

“ข้าจะไปขอรับ” เด็กชายเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง พลางคิดว่า หากขายตนไปแล้วทำประโยชน์ให้ได้ ก็ทำไปเถอะ ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว

“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

ร่างบางเดินนำหน้า กระนั้นก็อดที่จะหันหลังกลับมามองคนที่เหลือไม่ได้ ซือฮั่นและม่านถงดูเศร้าแปลก ๆ เด็กพวกนี้เป็นอะไรกัน ยิ่งเดินห่างออกไปไกล ก็ยิ่งได้ยินเสียงสะอื้นไห้ตามมา

หญิงสาวถึงกับนวดขมับ แค่ไม่รู้ทางถึงได้พาเนี่ยนจินมาด้วย ไม่เช่นนั้นนางคงมาคนเดียวไปแล้ว จะร้องไห้กันทำไม ไม่ได้พาไปขายเสียหน่อย

ถึงจะเกิดและโตที่นี่ ทว่าในความทรงจำนี้ นอกจากในหมู่บ้านกับไร่นาของบ้านเดิมแล้ว เหมยกุ้ยก็แทบไม่เคยไปไหน ยิ่งเมื่อแต่งงานออกเรือน ทั้งคำนินทาและดูแคลนของคนในหมู่บ้าน นางก็ไม่ยอมออกไปไหนเลย

เมื่อมาถึงตีนเขา เหมยกุ้ยจึงให้ระบบแนะนำ ทว่าเบื้องหน้ากลับโล่งเตียน ไหนเล่าเห็ดราคาแพง ไหนเล่าสมุนไพร

อะไรกันเนี่ย แม้แต่หญ้ายังไม่เขียวเลย...

“ท่านแม่ หาอะไรอยู่หรือขอรับ” เด็กชายอดที่จะถามมารดาเสียไม่ได้ เดินมาถึงตีนเขาได้สักพักแล้ว ก็ไม่เห็นคนจากในเมืองมารับตัวเสียที อีกทั้งท่านแม่ก็ยังทำตัวเหมือนหาของป่าจริง ๆ ไม่ใช่รอใคร หรือว่าจะคิดไปเองกันนะ ท่านแม่ไม่ได้พามาขายหรอกหรือ

“แม่กำลังหาของที่พอจะเอาไปทำกินได้น่ะ”

“อ้าว ท่านแม่ไม่ได้จะพามาขายหรือขอรับ”

“อย่าบอกนะว่าที่ร้องไห้กัน เพราะคิดว่าจะพามาขายน่ะ”

“แหะ ๆ ขอรับ”

คราวนี้เหมยกุ้ยเข้าใจแล้ว เหตุใดเด็ก ๆ ถึงได้ดูอาลัยอาวรณ์กันนัก ก่อนจะนึกออก ในอดีตตนเคยพาบุตรชายไปขายให้พวกค้ามนุษย์จริงด้วย มิน่าเล่าถึงได้กลัวกันขนาดนี้

ข้านี่ชั่วดีแท้ แม้แต่ลูกก็ยังกล้าขายกิน...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel