บทย่อ
ในความคิดของกิมหยง มันคือความเห็นแก่ตัวของต้นตระกูล ลูกหลานรุ่นก่อน ๆ เป็นอะไรกัน เทิดทูนไว้เหนือหัวกันทุกคนเลย หากเป็นเธอนะ บอกได้เลยว่าแม่จะด่าสามวันสามคืนไม่ซ้ำคำเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นเหลือเกิน ความเห็นแก่ตัวของต้นตระกูลตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ มันลามมาจนถึงชาตินี้ ชีวิตก็เป็นของเธอ แล้วทำไมไอ้พวกญาติเห็บหมานั่น ยังตามรังควานไม่จบสิ้น นั่นก็เพราะสายเลือดนี้มันอ่อนแอมาตั้งแต่แรกยังไงล่ะ เกิดมาเพื่อเป็นทาสผู้อื่นอย่างแท้จริง แต่ชีวิตนี้มันก็แสนสั้นจริง ๆ นั่นแหละ อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางไปประเทศไทยแล้ว กลับต้องประสบอุบัติเหตุ จมน้ำตายอย่างน่าอนาถ แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่า... เฮ้อ... เวรกรรมมีจริงสินะ ก็ว่ามันเป็นลางตั้งแต่พ่อตั้งชื่อจริงให้แล้ว ก่อนตายเธอก็ด่าไปเยอะเชียว ต้นตระกูลจอมโง่เขลา ที่แท้ก็คือเธอในอดีตชาตินี่เอง ที่ผ่านมาฉันด่าตัวเองล้วน ๆ เลยนี่หว่า ผ่านไปเกือบสองร้อยปียังต้องกลับมาชดใช้กรรมอีกหรือนี่ ติ๊ง! [ยินดีกับผู้ใช้ นี่คือระบบร้านค้า ผู้ใช้ต้องการผูกมัดและเปิดใช้งานตอนนี้หรือไม่] เมื่อมีตัวช่วยที่ดีเช่นนี้แล้ว กิมหยงจึงคิดที่จะเปลี่ยนชะตาใหม่ สาบานเลยว่านับจากนี้ไป นางจะยกสามีผู้แสนดีไว้บนหิ้ง ยกเขาขึ้นเป็นที่หนึ่งในใจ ส่วนครอบครัวเดิมน่ะหรือ อย่าหวังว่าจะเอาเปรียบกันได้อีก ข้านี่แหละจะเอาคืนญาติเห็บหมาพวกนั้นให้สาสม ************************************************************* “เจ้ามีแผนอะไรกันแน่ ข้าบอกไว้ตรงนี้เลยนะ ของมีค่าทุกอย่างในบ้านไม่มีเหลือแล้ว เจ้าเอาไปให้บ้านเดิมหมดแล้ว ล้มเลิกความคิดซะเถอะ ถ้าอยากจะได้ก็เหลือแต่ชีวิตข้าแล้ว” “ข้าไม่มีแผนการอะไรทั้งนั้น ครอบครัวเดิมข้าก็จะไม่กลับไป ต่อไปเงินในบ้านข้าให้ท่านเก็บหมดเลย ทุกอย่างจะให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจ หากท่านบอกไปซ้าย ข้าก็จะไม่ไปขวาเจ้าค่ะ” แต่ข้าจะเดินอ้อมไปแทน “สามเดือน ข้าให้เวลาเจ้าสามเดือน หากเจ้าผิดคำพูดข้าจะหย่าขาดกับเจ้าทันที” “ข้าไม่หย่า หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรข้าก็จะไม่หย่า” ขึ้นเลย พูดแล้วขึ้น เสียเวลาบีบน้ำตามาตั้งนาน สุดท้ายมายื่นคำหย่า จัดให้พิการอีกรอบดีไหม ไอ้คำว่าหย่าเนี่ย จะได้พูดให้น้อยลงบ้าง “ซ่งอวิ๋นเซียวท่านดูปากข้านะ ถึงข้าผิดคำพูด ข้าก็ไม่หย่า!”
บทที่ 1 ทำดีไม่ได้ดี
“ม้า เมื่อก่อนครอบครัวเราจนถึงขั้นไม่มีจะกินขนาดนั้นเลยเหรอ”
ในตอนที่ท่านเล่าถึงประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น นั่นคือคำที่กิมหยงมักจะถามแม่เสมอ
“ใช่แล้ว เหล่าม่าเคยเล่าว่าสมัยก่อนครอบครัวถูกแบ่งแยกลูกชายลูกสาวไม่เท่ากัน ต้นตระกูลของเราเป็นลูกสาว เมื่อแต่งออกก็กลายเป็นคนอื่น ส่วนพี่น้องอีกสองคนเป็นชาย ถูกดูแลเป็นอย่างดี ได้ดิบได้ดีกันทุกคนเชียว แต่ละคนรับราชการมีหน้ามีตาทางสังคม อย่างเราเทียบเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ทั้งที่พี่น้องได้ดีกันขนาดนี้ แล้วทำไมต้นตระกูลเราไม่ขอความช่วยเหลือจากพี่น้องล่ะม้า ได้ดิบได้ดีกันแล้วไม่ใช่เหรอ ก็น่าจะช่วยพี่น้องตัวเองบ้างสิ”
“เห็นแก่ตัวกันจะตาย พอได้ดี ก็ไม่คิดจะนับญาติกันด้วยซ้ำ แต่โจวม่าเหมยกุ้ยต้นตระกูลเราท่านรักครอบครัวเดิมท่านมากนะ ยอมทุกอย่างไม่ว่าฝ่ายนั้นจะร้องขออะไร มีอะไรเป็นต้องขนให้หมด ไม่สนว่าลูกผัวจะมีกินหรือไม่ พูดไปแล้วก็น่าสงสารท่าน พยายามแทบตาย แม้แต่ช่วงชีวิตวัยสาวของตนก็ไม่เคยได้ใช้ชีวิตตามใจตน แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนนอกถูกเอารัดเอาเปรียบ รู้ทั้งรู้ แต่ท่านก็ยังเต็มใจทำเพื่อคนพวกนั้น”
“แบบนั้นก็แย่สิ ท่านอะไร ๆ ก็มีแต่ทำเพื่อครอบครัวเดิม แต่กลับไม่สนใจละเลยลูกผัวตัวเอง ดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีลูกหลานเก็บป้ายวิญญาณไว้ให้ อั๊วว่าโจวกงไม่น่าเก็บป้ายวิญญาณหรอก ควรหย่าขาดแล้วปล่อยให้ตายคนเดียวไปเสีย”
“ปากไม่ดีอีกแล้วนะเรา โจวม่าท่านน่ะมีสามีที่ดีมากนะ สามีท่านเก่งและหัวไว สมัยก่อนเรียกอะไรนะ ซิ่วไฉละมั้ง แต่ได้ยินว่าพี่ชายของภรรยาท่านต้องการ พี่ชายโจวม่าจึงใช้วิธีสวมรอยใช้สิทธินั้นแทน ถ้าไม่เพราะเหตุการณ์นั้น ไม่แน่นะ โจวกงอาจจะได้เป็นถึงจอหงวนก็ได้”
“หา! ของแบบนี้มันสวมสิทธิกันได้เหรอม้า เหลือจะเชื่อเลย”
“สมัยนั้นหากใครมีเงิน มีเส้นสายก็คงไม่ยาก หลังจากนั้นไม่กี่ปีโจวกงท่านก็เสียเพราะทำงานหนักเกินไป แต่ก่อนตายท่านก็สั่งเสียลูกหลานไว้นะ อย่าได้ทิ้งภรรยาท่าน แม้ตายแล้วก็อยากให้เก็บป้ายวิญญาณเอาไว้คู่กัน เดิมก็มีป้ายวิญญาณคู่ แต่ตอนสงครามโลก อาม่าบอกว่าคว้ามาได้แต่ป้ายวิญญาณโจวหม่าเหมยกุ้ย”
“ชิ! คนโง่ไม่มีสมองแบบนั้นก็ยังปกป้อง รักปานจะกลืนกินอะไรขนาดนั้น เป็นอั๊วคงไม่อยู่ด้วยให้เสียเวลาชีวิตหรอก หนีไปทำตามความฝันดีกว่า หาเมียใหม่ใช้ชีวิตดี ๆ ไปแล้ว”
เพียะ!
“โอ๊ยม้า...ตีอั๊วทำไม” กิมหยงลูบแขนตัวเองป้อย ๆ เมื่อถูกฝ่ามือของแม่ตีเข้าอย่างจัง มิหนำซ้ำยังถูกดีดปากซ้ำอีกรอบ
“ปากไม่ดีสมควรโดน ถ้าท่านไม่ทำแบบนั้น แล้วจะมีแกมานั่งต่อปากต่อคำม้าแบบนี้หรือไง”
“ก็มันจริงนี่นา มีแล้วลำบากกันแบบนี้ ก็ไม่ต้องมีก็ได้ปะ”
นั่นคือบทสนทนาของกิมหยงและแม่ในตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะบอกเสมอให้สำนึกบุญคุณ หากไม่มีต้นตระกูลก็คงไม่มีพวกเราในวันนี้
แต่ในความคิดของกิมหยง มันคือความเห็นแก่ตัวของต้นตระกูล ลูกหลานรุ่นก่อน ๆ เป็นอะไรกัน เทิดทูนไว้เหนือหัวกันทุกคนเลย หากเป็นเธอนะ บอกได้เลยว่าแม่จะด่าสามวันสามคืนไม่ซ้ำคำเลย
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นเหลือเกิน ความเห็นแก่ตัวของต้นตระกูลตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ มันลามมาจนถึงชาตินี้ ชีวิตก็เป็นของเธอ แล้วทำไมไอ้พวกญาติเห็บหมานั่น ยังตามรังควานไม่จบสิ้น นั่นก็เพราะสายเลือดนี้มันอ่อนแอมาตั้งแต่แรกยังไงล่ะ เกิดมาเพื่อเป็นทาสผู้อื่นอย่างแท้จริง
พอรู้ว่าเธอเหลือตัวคนเดียว ก็พากันเสนอตัวเข้ามาช่วยดูแล แท้จริงแล้วหวังฮุบมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ฝันไปเถอะ ไม่มีทางเสียหรอก ต่อให้เธอตายคนพวกนั้นก็จะไม่ได้เงินไปแม้แต่หยวนเดียว
กิมหยง ซึ่งมีชื่อจริงว่า นางสาวเหมยกุ้ย แซ่ซ่ง กำโฉนดบ้าน เอกสารสำคัญเกี่ยวกับหุ่นของบริษัทเล็ก ๆ ที่เธอเป็นเจ้าของ และสมุดบัญชีเงินฝากไว้แน่น สิ่งที่เธอและครอบครัวหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง แลกมาด้วยชีวิตพ่อกับแม่ พวกกาฝากไม่มีสิทธิ์ได้มันไป
ชื่อจริงนี่ก็เหมือนกัน พ่อคิดยังไงถึงได้ตั้งชื่อลูกสาวคนนี้ให้เหมือนกับต้นตระกูล อัปมงคลสิ้นดี ก่อนกลับเมืองไทยเหมยกุ้ยตั้งมั่น จะไปเปลี่ยนชื่อใหม่ ตัดขาดวงจรชีวิตบัดซบนี้ให้สิ้นซากไปเสีย
เมื่อใกล้ถึงเวลาต้องกลับประเทศไทย บ้านเกิดของแม่ หญิงสาวจึงเอาทรัพย์สินของตัวเองไปขายเป็นเงินให้หมด เธออายุยี่สิบห้าแล้ว มีสิทธิ์จะทำอะไรในทรัพย์สินตัวเองก็ได้ แต่ญาติกาฝากพวกนั้นกลับอ้างว่าเธอยังเด็กเกินไป ดูแลอสังหาริมทรัพย์ที่ปล่อยให้เช่าเพียงลำพังยังไม่ได้ อยากจะเข้ามาช่วยดูแล
ดูแลกับผีน่ะสิ คิดจะฮุบสมบัติคนอื่นล่ะสิไม่ว่า
ในเมื่อไม่มีพ่อแม่อยู่ที่เมืองจีนแล้ว เธอก็จะขายให้หมด แล้วหอบเงินหนีกลับประเทศไทย กลับไปอยู่บ้านเกิดของแม่ยังดีเสียกว่าต้องอยู่ที่เฮงซวยแบบนี้ และเพื่อป้องกันเหล่าญาติกาฝากมารุมทึ้งในอนาคต หากว่าตนเป็นอะไรไป กิมหยงจึงเขียนพินัยกรรมไว้ว่า ทรัพย์สินทั้งหมดของเธอ ขอยกให้ญาติฝ่ายแม่ที่อยู่เมืองไทยทั้งหมด
แต่ชีวิตนี้มันก็แสนสั้นจริง ๆ นั่นแหละ หลังจากที่จัดแจงภาระทางนี้เสร็จ อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางไปประเทศไทยแล้ว กลับต้องประสบอุบัติเหตุ จมน้ำตายอย่างน่าอนาถ เพราะไอ้เด็กเปรตหลานชายของป้า วิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือตกลงไปในสระน้ำ
เธอหรือก็หวังดีอุตส่าห์กระโดดลงไปช่วย แต่พอช่วยได้กลับไม่มีใครสนใจจะช่วยดึงตัวเธอขึ้นจากสระน้ำเลยสักคน อุ้มหลานชายวัยห้าขวบไปได้ ก็หายหัวไปกันหมด อากาศก็หนาว น้ำในสระก็เย็น สุดท้ายขาเป็นตะคริว ตะเกียกตะกายอยู่สักพัก ร่างของเธอก็จมดิ่งลงก้นสระอย่างไม่มีใครเหลียวแล
แต่ก่อนตายกิมหยงกลับยิ้มอย่างสะใจ คนพวกนั้นคิดว่า พอเธอตายไปแล้วจะฮุบสมบัติได้หรือ ไม่มีทางเสียหรอก
หากเวรกรรมมีจริง กิมหยงคนนี้ขอเอาคืนบ้าง...
ปู่/ตาเทียด - โจวกง
ย่า/ยายเทียด - โจวม่า

