บทที่ 5 ลูกพี่ลูกน้องย้ายเข้าตระกูลหลิว
เจียงชิงได้ยินแบบนั้นก็ยอมไม่ได้ รีบผลักประตูห้องผู้ป่วยแล้วเดินเข้าไปทันที
“ฮือ สามีคะ คุณอย่าทิ้งฉันไปนะ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าในกับข้าวพวกนั้นมันมีอย่างอื่นผสมอยู่ด้วย ฉันก็แค่เป็นห่วงกลัวคุณจะหิวเท่านั้นเอง ฮือๆ”
เจียงชิงขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเม็ดโตไหลพรากๆ ท่าทางน่าสงสารและดูเย้ายวนใจแบบนั้น ทำเอาหลิวหัวซางใจอ่อนยวบด้วยความสงสารและเอ็นดูทันที
“โธ่ๆๆ โอเคๆ ไม่หย่าแล้วครับไม่หย่า ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง”
ถุย! ยัยจิ้งจอกเก้าหาง!
จางกุ้ยฟางถลึงตาใส่เธออย่างดุดัน แต่เจียงชิงไม่ได้กลัวเลยสักนิด เธอสบตากลับไปตรงๆ ก่อนจะแกล้งทำเป็นเหมือนจะร้องไห้อีกรอบ
“คุณแม่คะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ คุณแม่วางใจได้เลยนะคะ ต่อไปฉันจะกตัญญูและดูแลคุณแม่เป็นอย่างดีค่ะ”
จางกุ้ยฟางเห็นท่าทางจริงใจของเจียงชิง แล้วหันไปมองลูกชายตัวเองที่ทำหน้าตาคลั่งรักเมียจนออกนอกหน้า ก็ได้แต่ตัดใจยอมปล่อยเลยตามเลยไปก่อนในตอนนี้
“อืม วันหลังอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกก็แล้วกัน”
เจียงชิงพยักหน้ารับคำ หลังจากนั้นเธอก็เอาแต่คอยเอาอกเอาใจหลิวหัวซางอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง
ถ้าไม่ขยันหน่อยเกิดหลิวหัวซางบ้าจี้หย่ากับเธอขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง
เมื่อเห็นเจียงชิงวิ่งวุ่นดูแลลูกชายไม่หยุด ในใจของจางกุ้ยฟางถึงค่อยรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ไม่อย่างนั้น ต่อให้ลูกชายไม่ยินยอม เธอก็คงต้องบังคับให้เขาหย่าให้ได้ ใครมันจะไปทนมีลูกสะใภ้แบบนี้อยู่ในบ้านกัน
ครั้งนี้เจียงชิงอาจจะหนักมือไปหน่อย หมอบอกว่าหลิวหัวซางต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลถึงเจ็ดวัน
ตอนแรกจางกุ้ยฟางเริ่มจะทำหน้าตาดีๆ ใส่เธอแล้วแท้ๆ แต่พอได้ยินเรื่องนี้เข้า ก็กลับมาชักสีหน้าบูดบึ้งใส่อีกครั้ง ส่วนเจียงชิงก็ทำเป็นมองไม่เห็น
ตลอดไม่กี่วันมานี้ เธอคอยแบมือขอเงินหลิวหัวซางทั้งเช้า กลางวัน เย็น
เมื่อหลิวหัวซางเห็นว่าภรรยารู้จักเป็นห่วงเป็นใยเขา ในใจก็เป็นสุข เงินทองเลยให้ไปอย่างไม่นึกเสียดาย
ส่วนเงินที่เหลือจากการซื้อของ เจียงชิงก็เก็บเข้ากระเป๋าตัวเองทั้งหมด แถมเพื่อให้ได้เงินทอนเหลือกลับมามากที่สุด เธอยังเปิดศึกต่อราคากับพวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดอย่างดุเดือด ต่อรองกันไปมาจนคว้าชัยชนะ
เจียงชิงหิ้วของที่เป็นผลพลอยได้จากการต่อราคาเดินกลับโรงพยาบาล
ชาติที่แล้วเพื่อช่วยหลิวหัวซางประหยัดเงิน เธอฝากฝีไม้ลายมือการต่อราคาขั้นเทพไว้ที่ตลาดสด จนพวกเจ้าของแผงผักเห็นหน้าเธอทีไรเป็นต้องรีบเดินหนีไปไกลๆ ทุกที
แต่น่าเสียดาย... เธออุตส่าห์ประหยัดเงินให้หลิวหัวซางแทบตาย แต่เขากลับเอาเงินที่เหลือเหล่านั้นไปปรนเปรอและร่วมรักกับลูกพี่ลูกน้องของเธอ
ถุย! ไอผู้ชายสารเลวหน้าไม่อาย!
“สามีคะ~ ฉันซื้อโจ๊กของโปรดคุณมาฝากค่ะ”
จางกุ้ยฟางบังเอิญอยู่ในห้องผู้ป่วยพอดี เมื่อเห็นเจียงชิงซื้อแต่ของน้ำๆ จืดๆ ไร้สารอาหารมาให้ลูกชายตัวเองกิน ก็โกรธจนลุกขึ้นยืนชี้หน้าถามทันที
“เจียงชิง ลูกชายฉันเป็นคนป่วยนะ เธอ... เธอซื้อของพรรค์นี้มาให้เขากินงั้นเหรอ? ไม่รู้จักซื้อไก่ตัวเมียแก่ๆ มาตุ๋นซุปให้เขากินหรือไง?”
เจียงชิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาละห้อยและน่าสงสาร “ฉันตุ๋นซุปไก่ไม่เป็นค่ะ”
“ทำไม่เป็นแล้วไม่รู้จักเรียนรู้หรือไง? ทำไมเธอถึงได้โง่ดักดานขนาดนี้!”
พอจางกุ้ยฟางพูดจบ ก็เห็นเจียงชิงทำท่าทางดีใจชวนขนลุก ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มแล่นเข้ามาในใจของเธอทันที
เจียงชิงเดินออกจากห้องผู้ป่วยด้วยความดีใจ เธอตรงดิ่งไปซื้อไก่ครึ่งตัวที่ตลาดแล้วตระเวนถามคนแถวนั้นเพื่อขอยืมใช้ห้องครัวใกล้ๆ
“นี่ แม่หนู... เธอมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่าจ๊ะ?”
ป้าเจ้าของห้องครัวที่ใจดีให้เจียงชิงยืมใช้ ยืนมองตาค้างด้วยความอึ้งเมื่อเห็นเจียงชิงโยนทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในหม้อ ท่าทางเหมือนกำลังจะไปวางยาพิษใครสักคนไม่มีผิด
เจียงชิงใส่เครื่องปรุงทุกอย่างที่มีจนครบ เธอมองดูผลงานของตัวเองด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็ต้มทิ้งไว้แค่สิบกว่านาที ชนิดที่ว่ายังไม่มีอะไรสุกเลยสักอย่าง
แล้วเธอก็ตักมันใส่ชามด้วยความเบิกบานใจ
“ขอบคุณค่ะคุณป้า”
เมื่อเจียงชิงเดินมาถึงหน้าประตูห้องผู้ป่วย ก็พบว่ามีคนตัดหน้าเธอไปเสียแล้ว เจียงอวี๋และหวังเจาตี้เดินทางมาถึงที่นี่ แถมยังตุ๋นซุปไก่มาด้วย
“พี่หัวซาง... อุ๊ย ไม่ใช่สิ พี่เขยคะ ทั้งหมดนี้ฉันตั้งใจทำเองกับมือเลยนะ ลองชิมดูหน่อยสิคะ”
เจียงอวี๋ทำท่าทางเอียงอายขณะใช้ช้อนป้อนซุปให้เขาถึงปาก
หลิวหัวซางเองก็สังเกตเห็นว่าเธอไม่เรียกเขาว่า ‘พี่หัวซาง’ เหมือนแต่ก่อนแล้ว จึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
พอได้ยินคำถาม เจียงอวี๋ก็ขอบตาแดงระเรื่อขึ้นมาทันที “พี่สาว... พี่สาวไม่ยอมให้ฉันเรียกแบบนั้นค่ะ”
คิ้วของหลิวหัวซางขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ เจียงชิงนี่มันจะใจแคบเกินไปหน่อยแล้วมั้ง แค่สรรพนามเรียกขานคำเดียว มีความจำเป็นอะไรต้องจริงจังขนาดนั้น?
“ไม่เป็นไรหรอกอวี๋อวี๋ เธอเรียกพี่ว่าพี่หัวซางเหมือนเดิมนั่นแหละดีแล้ว”
เจียงอวี๋ไม่เหมือนเจียงชิง เวลาเธอเรียกใครน้ำเสียงจะอ่อนหวานนุ่มนวล แถมเสียงยังไพเราะน่าฟังอีกต่างหาก
“ค่ะ พี่หัวซาง”
เจียงอวี๋ก้มหน้าลงอย่างว่าง่ายเพื่อซ่อนแววตาแห่งความกระหยิ่มยิ้มย่องเอาไว้
หวังเจาตี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นสบโอกาส จึงรีบพูดกับหลิวหัวซางทันที
“หัวซาง เธอเองก็รู้นี่นาว่าอวี๋อวี๋สนิทกับพี่สาวมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้พี่สาวแต่งงานออกเรือนมาแล้ว ในใจเธอก็อาลัยอาวรณ์คิดถึงมาก ยัยหนูเลยอยากจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวสักพักน่ะ เธอคิดว่ายังไง...”
ส่วนจางกุ้ยฟางที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับเอ่ยปากตกลงทันที เพราะถ้าเทียบกับเจียงชิงแล้ว เธอชอบเจียงอวี๋มากกว่าเยอะ
เด็กคนนี้ดูเรียบร้อยเชื่อฟัง แถมเจอหน้าเธอทีไรก็เรียก ‘คุณป้าจาง’ อย่างนอบน้อมทุกคำ ชวนให้เอ็นดูเหลือเกิน
“ดีเลยสิ บ้านเรายังมีห้องว่างเหลืออยู่พอดี อวี๋อวี๋อยากจะมาเมื่อไรก็มาได้เลย จะได้มาอยู่เป็นเพื่อนคุยให้ฉันคลายเหงาด้วย”
หวังเจาตี้เห็นอีกฝ่ายตกลง ก็ลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจพลางตบไหล่เจียงอวี๋
“อวี๋อวี๋ คุณป้าจางเอ็นดูแกขนาดนี้ พอแกไปอยู่ที่นั่นแล้ว ห้ามไปสร้างความเดือดร้อนให้เธอนะ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วค่ะป้า ฉันจะขยันทำงานบ้านแน่นอนค่ะ”
จางกุ้ยฟางนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบดึงตัวหวังเจาตี้ไปกระซิบกระซาบที่มุมห้อง
“เอ้อ แม่ดอง ฉันได้ยินมาว่าเจียงอวี๋บ้านเธอไปสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยมาไม่ใช่เหรอ? ผลสอบเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
หวังเจาตี้ได้ยินคำถามก็ยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจทันที
“อวี๋อวี๋ของฉันเก่งและสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลมากเลยล่ะค่ะ เธอจะกลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยคนแรกของหมู่บ้านเราเลยนะ”
เจียงชิงที่ยืนอยู่หน้าห้องได้ยินสิ่งที่พวกเขานินทาก็ขมวดคิ้วด้วยความฉงน
ผลการเรียนของเจียงอวี๋รั้งท้ายอยู่ระดับกลางค่อนไปทางท้ายตารางมาตลอดทั้งปีเนี่ยนะ จะสอบติดมหาวิทยาลัยได้ยังไง?
หรือว่าหวังเจาตี้จะยอมควักเงินยัดใต้โต๊ะ? ทุ่มทุนสร้างจริงๆ เลยนะนั่น
เจียงชิงยกยิ้มสมเพชตัวเองในใจ ความคิดอันอาจหาญข้อหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นเด่นชัด
บางทีเธออาจจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของหวังเจาตี้จริงๆ แต่เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ไม่อย่างนั้นทำไมเธอถึงสู้หลานสาวคนนี้ไม่ได้เลยสักนิดในสายตาของแม่
เธอสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง แล้วผลักประตูเดินเข้าไปในห้อง
เมื่อเห็นภาพคนเหล่านั้นกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานกลมเกลียว แต่พอพวกเขาเห็นเธอเดินเข้ามา สีหน้าของทุกคนก็แปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจเหยียดหยามแวบหนึ่งทันที
ราวกับว่าพวกเขาสามคนต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน
“ดูเหมือนว่าสามีจะกินอิ่มแล้ว งั้นฉันขอตัวลงไปข้างล่างก่อนนะคะ”
พูดจบเจียงชิงก็ถอยออกจากห้องผู้ป่วยทันที นานๆ ทีจะมีเวลาได้อยู่เงียบๆ คนเดียว
ในเมื่อเจียงอวี๋อยากจะแสดงเสน่ห์ปลายจวักต่อหน้าหลิวหัวซางนัก เธอก็จะหลีกทางให้เอง
เรื่องหย่ากับหลิวหัวซางน่ะหย่าแน่ เพียงแต่เธอจะไม่ยอมให้ตระกูลหลิวโยนความผิดและตราบาปทั้งหมดมาที่ตัวเธอเด็ดขาด
เจียงชิงเดินออกจากโรงพยาบาล ในใจพลางคิดถึงเป้าหมายและหน้าที่ของตัวเอง
ดูท่าคงต้องหาโอกาสเข้าเมืองสักเที่ยว ถือโอกาสไปเช็กผลการเรียน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยของตัวเองด้วย
ผลการเรียนของเธอคงเส้นคงวาและติดท็อป 5 ของสายชั้นมาโดยตลอด
ชาติที่แล้วเธอเคยเอ่ยปากถามหวังเจาตี้ว่ามีจดหมายแจ้งผลการตอบรับจากมหาวิทยาลัยส่งมาบ้างไหม แต่หวังเจาตี้กลับบอกเธอว่าเธอสอบไม่ติด
ตอนนั้นเธอก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจและสงสัยอยู่แล้ว ประกอบกับต้องแต่งงานเข้าตระกูลหลิว
คนตระกูลหลิวไม่ชอบให้ลูกสะใภ้ออกไปทำงานนอกบ้านโชว์หน้าโชว์ตา เรื่องนี้จึงถูกปล่อยให้เงียบหายไป
แต่ชาตินี้เธอต้องสืบหาความจริงให้กระจ่างชัด ถ้าหากเป็นเพราะความสามารถของเธอไม่ถึงขั้นจนสอบไม่ติดจริงๆ เธอก็ยอมตัดใจ
แต่ถ้าหากเป็นเพราะหวังเจาตี้ตั้งใจปกปิดจดหมายละก็... เธอต้องได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแน่นอน!
ตระกูลเจียงไม่มีวันยอมเสียเงินให้เธอแม้แต่หยวนเดียว นี่คือสัจธรรมและบทเรียนราคาแพงที่เธอได้รับมาจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชาติที่แล้ว