บทที่ 4 หย่าได้ยังไงกัน แบบนี้ไม่ได้นะ!
เมื่อเจียงชิงผลักประตูเปิดออก ก็เห็นหลิวหัวซางกำลังมองมาที่เธอด้วยสายตาหื่นกระหาย
ความรู้สึกสะอิดสะเอียนแล่นขึ้นมาในใจทันที แต่เธอก็ยังคงเดินเข้าไปหาเขา
“สามีคะ รีบกินเถอะค่ะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณชอบกินอะไร เห็นมีอะไรเหลืออยู่ก็เลยหยิบ ๆ มาให้คุณน่ะค่ะ”
สายตาของหลิวหัวซางยังคงจับจ้องอยู่บนร่างของเจียงชิง เขาจ้องมองหน้าอกของเธอด้วยสายตาโจ่งแจ้งแทบจะกลืนกิน
เธอวางจานลง
ไอ้ผู้ชายเฮงซวย ตัวเองแทบจะลุกไม่ไหวอยู่แล้ว ยังจะคิดแต่เรื่องพรรค์นั้นอีก
หลิวหัวซางยอมกินเข้าไปคำหนึ่งอย่างว่าง่าย แต่วินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวด้วยความทรมานทันที เขารู้สึกเค็มจัดจนต้องอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกสักคำ
“ตายแล้ว สามีเป็นอะไรไปคะ? เร็วเข้า ๆ ดื่มน้ำซุปหน่อยค่ะ”
เธอยกถ้วยน้ำซุปส่งให้ หลิวหัวซางไม่ได้คิดอะไร เขารีบกระดกอึกใหญ่เข้าไปทันที
คราวนี้เขาร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่ หน้าและคอแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู วินาทีต่อมาเขาก็ตาเหลือกแล้วสลบไปเลย
เจียงชิงลุกขึ้นยืนพลางปัดมือตัวเองเบา ๆ ไม่เสียแรงเลยที่เธอเทเกลือลงไปตั้งครึ่งถุง แถมยังใส่พริกขี้หนูสวนไปอีกครึ่งขวด
ยังอยากจะร่วมห้องอีกเหรอ? ฝันไปเถอะ!
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง เจียงชิงเห็นว่าเวลาเหมาะสมแล้ว เธอจึงแกล้งวิ่งร้องไห้โฮออกไปข้างนอก
“แย่แล้ว! แย่แล้วค่ะ! หัวซางเขาเป็นอะไรก็ไม่รู้!”
พอได้ยินว่าหลิวหัวซางเกิดเรื่อง จางกุ้ยฟางก็อยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป เธอทั้งวิ่งทั้งกรีดร้องโวยวายไปตลอดทาง
พอเข้าไปในห้องและเห็นใบหน้าของหลิวหัวซางบวมเป่งราวกับหัวหมู จางกุ้ยฟางก็ตาเหลือกแล้วเป็นลมล้มพับไปอีกคน
คนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันรีบหามทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลกลางดึก
เจียงชิงอารมณ์ดีเป็นบ้าเลย เธอนี่เก่งจริง ๆ คืนเดียวส่งคนเข้าโรงพยาบาลได้พร้อมกันหมดเลย
ทีนี้เธอก็จะได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสบายไปอีกหลายวัน
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันอึ้งกิมกี่ สายตาที่มองเจียงชิงเริ่มมีความหวาดระแวงและยำเกรงปนอยู่ด้วย
เจียงชิงสังเกตเห็นสายตาเหล่านั้น จึงส่งยิ้มอันแสนไร้เดียงสาและไม่มีพิษมีภัยกลับไปให้
กลุ่มคนพวกนั้นสะดุ้งโหยงด้วยความกลัว ก่อนจะรีบแยกย้ายสลายตัวกันไปทันที
ดูจากปฏิกิริยาของทุกคนแล้ว ชื่อเสียงของเจียงชิงได้ถูกประกาศศักดาอย่างเป็นทางการในวันนี้เอง!
“พี่คะ พี่ทำแบบนี้ได้ยังไง? พี่ทำคุณป้าจางกับพี่เขยโกรธจนต้องเข้าโรงพยาบาลเลยนะ”
แต่ในใจของเจียงอวี๋นั้นกลับหัวเราะร่าด้วยความสะใจ ทะเลาะกันไปเลย ทะเลาะจนกู่ไม่กลับยิ่งดี ถึงตอนนั้นตำแหน่งนายหญิงของบ้านตระกูลหลิวก็จะเป็นของเธอ
เจียงชิงแสร้งก้มหน้าลงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ฉัน... ฉันไม่รู้นี่นา ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ”
“เจียงชิง แกนะแก มันน่าโดนดีนัก ไม่รู้จักอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวบ้างเลย พรุ่งนี้แกควรจะเข้าเมืองไปขอขมาตระกูลหลิวซะ”
หวังเจาตี้มองตามร่างของสองคนที่ถูกหามออกไป ในใจของเธอเย็นเยียบไปครึ่งซีก
ถ้าเกิดไปทำให้ตระกูลหลิวโกรธเคืองขึ้นมา ตำแหน่งงานของเธอจะไม่หลุดลอยไปหรอกหรือ? จะเป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
“ได้ยินที่ฉันพูดไหม?”
หวังเจาตี้ตะคอกใส่เจียงชิงที่กำลังทำหน้าเหม่อลอยด้วยความรังเกียจ
“ไปค่ะ! ไปแน่นอน คุณแม่วางใจได้เลยนะคะ ถ้าฉันไปแล้วฉันจะยอมรับผิดอย่างดีเลยค่ะ”
ใบหน้าของเจียงชิงเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ แต่ในสมองกลับกำลังคิดว่าจะไปตลาดมืดนั่นยังไงดี
แถวบ้านของพวกเขาค่อนข้างห่างไกลความเจริญ จึงไม่มีตลาดมืดขนาดใหญ่ มีเพียงแผงลอยไม่กี่แผงที่ซ่อนอยู่และหายากมาก
ดูท่าว่าพรุ่งนี้คงต้องลองไปเสี่ยงโชคดูหน่อยแล้ว
เจียงชิงกลับห้องไปนอนหลับอย่างสบายอุรา รุ่งเช้าอีกวันยังไม่ทันสว่าง เธอก็ถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตูอันเร่งรีบ
ปัง ปัง ปัง!
“เจียงชิง เจียงชิง! รีบตื่นได้แล้ว ยัยเด็กบ้า อย่าลืมเข้าเมืองไปดูอาการของหัวซางล่ะ!”
เสียงของหวังเจาตี้ดังขึ้นพร้อมกับเสียงทุบประตูที่ดังสนั่นหวั่นไหว หากไม่ใช่เพราะประตูบ้านตระกูลหลิวทำจากวัสดุชั้นดี มันคงจะพังทลายลงมาแล้ว
เจียงชิงลุกขึ้นจากเตียงด้วยความหงุดหงิด เธอคว้าจอบเหล็กที่วางอยู่ข้าง ๆ ขยับแขนยืดเส้นยืดสายแล้วเดินตรงไปที่ประตู
เมื่อประตูถูกดึงเปิดออกอย่างแรง วินาทีต่อมาก็เห็นจอบเหล็กฟาดสับลงมาทันที
“กรี๊ดดด!”
หวังเจาตี้และเจียงอวี๋กรีดร้องลั่นด้วยความขวัญเสีย พลางกระโดดหลบไปข้างทาง ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเผือด มือลูบอกตัวเองปรอย ๆ
แต่ยังไม่ทันจะได้หายใจหายคอ เจียงชิงก็ควงจอบเหล็กกวัดแกว่งเข้าใส่ทั้งสองคนอีกครั้ง
“กรี๊ดดด!”
หวังเจาตี้หน้าถอดสีด้วยความกลัว แต่ก็ไม่ลืมที่จะวิ่งพลางเอาตัวบังปกป้องเจียงอวี๋
“พอได้แล้ว!”
เจียงวั่งซานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยื่นมือมาจับด้ามจอบเหล็กเอาไว้แน่นแล้วออกแรงกระชาก เจียงชิงไม่ได้ตั้งตัวจึงล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
ผ่านไปไม่กี่วินาทีเธอถึงเอามือลูบก้นพลางทำหน้าตาเหม่อลอย
“อ้าว คุณพ่อ คุณแม่ น้อง พวกคุณมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ? แล้วทำไมฉันถึงออกมาอยู่ข้างนอกได้ล่ะ?”
เจียงชิงแอบใช้หางตามองสภาพของทั้งสองคนที่กลัวจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ในใจก็รู้สึกสะใจขึ้นมาหน่อย ๆ
เจียงวั่งซานจ้องเขม็งไปที่เธอ เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความง่วงงุนเหมือนเพิ่งตื่นนอนจริง ๆ ต่างจากท่าทางเหมือนผีเข้าเมื่อครู่นี้
“ชิงชิง แกจำไม่ได้เหรอว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?”
เจียงชิงเกาหัวด้วยความงงงวย “เมื่อกี้ฉันกำลังฝันอยู่ไม่ใช่เหรอคะ? ในฝันมีผีหน้าตาขึงขังน่ากลัวสองตัวไล่กวดฉันไม่ยอมปล่อยเลยค่ะ”
หวังเจาตี้และเจียงอวี๋หน้าเขียวคล้ำทันที
เจียงชิงอีสารเลว กล้าดียังไงมาแช่งพวกเราเป็นผี!
เจียงวั่งซานขมวดคิ้ว มองไปที่เธอ “เอาล่ะ งั้นแกก็รีบเข้าเมืองไปเถอะ ตอนนี้แกแต่งงานแล้ว ควรจะขยันขันแข็งหน่อย”
“ค่ะ ๆ เดี๋ยวฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”
คนตระกูลเจียงทั้งสามคนยืนจับตาดูจนกระทั่งเธอขึ้นรถม้าไป ถึงได้ยอมกลับไปด้วยความพึงพอใจ
เมื่อมาถึงในเมือง เจียงชิงก็ตรงไปยังตรอกซอกซอยที่ห่างไกลผู้คนก่อน ถือว่าโชคดีมากที่มาถึงก็เจอพ่อค้าตลาดมืดอยู่ในตรอกพอดี
“มีสินค้าอะไรบ้างคะ?”
เจียงชิงพันหน้าพันตาตัวเองมิดชิดจนเหลือแค่ดวงตาคู่เดียว ชายคนนั้นปรายตามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเปิดกระเป๋าเผยให้เห็นของข้างใน
ข้างในมีเพียงสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่เจียงชิงต้องการ
“ขอบคุณค่ะ ไม่มีของที่ฉันอยากได้เลย”
พูดจบ เจียงชิงก็ดึงผ้าคลุมหัวให้กระชับแล้วเดินออกไปข้างนอก
เธอทำได้เพียงเดินเตร็ดเตร่ไปตามร้านค้าแถว ๆ นั้น แต่เดินดูรอบหนึ่งแล้วก็ยังไม่เจอของมีค่าอะไรเลย
เจียงชิงนั่งอยู่ริมถนนพลางหาวหวอดด้วยความเบื่อหน่าย พอหันหน้าไปเธอก็เหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งกำลังส่องประกายแวววาว
เธอบึ่งเข้าไปดูใกล้ ๆ ทันที มันคือหินขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่ง ผิวภายนอกมีรอยแตกหัก ดูเผิน ๆ ก็ไม่ต่างจากก้อนหินทั่วไป
ทว่าข้อมูลบนก้อนหินกลับแสดงว่าเป็น ‘หยกขาว’ แม้ว่าหยกขาวจะไม่ได้มีราคาแพงเท่าหยก แต่เงินเล็กเงินน้อยก็ถือว่าเป็นเงิน
เจียงชิงหยิบก้อนหินขึ้นมาพลางคิดหนัก คงไม่ใช่ว่าจะให้เธอถือหินก้อนนี้ไปโรงพยาบาลหรอกนะ?
ไม่ได้ ๆ แบบนั้นไม่ได้แน่!
จะวางทิ้งไว้ตรงนี้ก็ไม่ได้อีก เกิดมันหายไปจะทำยังไงล่ะ?
เจียงชิงขมวดคิ้ว ดูท่าว่าคราวหน้าถ้าจะออกจากบ้าน คงต้องหากระเป๋าสะพายข้างใบเล็ก ๆ มาใช้บ้างแล้ว
และในวินาทีนั้นเอง ความเจ็บจี๊ดก็แล่นขึ้นมาจากข้อมือ เธอเลิกแขนเสื้อขึ้นดูก็พบไฝแดงเม็ดเล็ก ๆ อยู่ตรงกลางข้อมือพอดี ตรงจุดนั้นส่งความรู้สึกร้อนผ่าวออกมา
เธอเอื้อมมือไปลูบมันด้วยความอยากรู้อยากเห็น วินาทีต่อมา ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นโกดังสินค้าที่เธอเห็นเมื่อวานนี้ทันที
บนชั้นวางยังมีหยกเนื้อดีไม่กี่ชิ้นนั้นวางอยู่
นอกจากความตกใจแล้ว เจียงชิงยังรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น ทีนี้ของของเธอก็มีที่เก็บแล้ว
เธอนำก้อนหินและทองคำเม็ดเล็ก ๆ แยกย้ายไปวางไว้บนชั้น
พอเอามือลูบจุดสีแดงที่ข้อมืออีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็กลับกลายมาเป็นทิวทัศน์ริมถนนเหมือนเดิม
นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว!
เมื่อเห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว เธอจึงยอมเดินหน้าไปโรงพยาบาลด้วยความเบิกบานใจ
พอไปถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอก็ได้ยินเสียงสนทนาจากข้างในดังแว่วออกมา
“อีเจียงชิงมันเป็นตัวซวยชัด ๆ คุณดูสิ มันเพิ่งก้าวเท้าเข้าบ้านมาได้แค่วันเดียวก็เกิดเรื่องตั้งมากมายขนาดนี้ เป็นฉันนะ ฉันจะบอกให้รีบหย่า ๆ กับมันไปซะ”
จางกุ้ยฟางนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง พอคิดถึงเรื่องเมื่อวานก็โกรธจนแทบกระอักเลือด
อีเจียงชิงต้องเป็นดาวไม้กวาดมาเกิดแน่ ๆ ดวงมันชงกับตระกูลหลิวของพวกเขา
เจียงชิงได้ยินดังนั้นก็นึกในใจว่า แบบนี้ไม่ได้นะ! ถ้าหย่าแล้วฉันจะแก้แค้นต่อยังไงล่ะ!