คิแพง - บทที่ 16 -- ใจสั่น
(ทราบครับ ก็พี่ตั้งใจจะโทรหาหนูไง)
ท่าทางตัวแข็งทื่อขึงตากว้างของคนตัวเล็ก เป็นจุดสังเกตของเพื่อนๆ ที่มองอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ต้น เธอชะงักราวกับมีใครเป็นอะไร จนพวกเขาถึงกับไม่กล้าเปล่งเสียงออกมา ทว่าความเป็นห่วงกลับเลี่ยงไม่ได้ที่จะขยับปาก คนตัวเล็กจึงส่งสัญญาณมือพลางบุ้ยปากไปทางหลังห้อง เมื่อเห็นว่าเพื่อนเข้าใจจึงหมุนตัวเดินไปนอกระเบียง และไม่ลืมที่จะปิดประตูบานเลื่อนชนิดกระจกกันเสียงเล็ดลอดด้วย
“คุณอาคีราเหรอคะ”
ทันทีที่มายืนอยู่ตรงระเบียง ทนรับแรงของลมในช่วงดึกโกรกปะทะผมจนปลิวว่อน และมั่นใจไม่มีใครได้ยิน เธอถึงกล้าพูดได้เต็มเสียง
(ใช่สิ อย่าลืมเมมเบอร์ไว้ด้วยนะ เบอร์นี้เบอร์ส่วนตัวพี่)
พลันเกิดสีหน้าขมุกขมัวก็ตอนปลายสายออกคำสั่ง เธอยอมรับเสียงของเขาหล่อมากเมื่ออยู่ในโทรศัพท์ ทั้งอันที่จริงหน้าของเขาก็หล่ออยู่แล้ว แต่หากใครไม่เคยเห็นตัวตน แค่ได้ยินเสียงก็สามารถเก็บไปจินตนาการ ไปฝันได้เลย หากแต่ไม่ใช่เธอที่มีโอกาสได้เห็นธาตุแท้ไปแล้วเสี้ยวหนึ่ง
อาจเป็นเพราะสาวเจ้าต่ำต้อย เป็นเพียงเด็กในร้านอาหารกระมัง ที่เขาพยายามจะซื้อกิน ถึงได้ลงทุนใช้เงินที่สำหรับเขาเป็นเพียงเศษกระดาษฟาดหัวกันง่ายๆแบบนี้ จึงไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากหรือสร้างเทสเหมือนกับตอนยืนอยู่หน้ากล้อง ตอนเข้าสังคมเท่าไหร่นัก ทว่าเพียงแต่เธอไม่ง่ายอย่างที่ใจต้องการ ถึงได้ลงทุนตามล่า คงจะสนุกดี
“ทำไมต้องเมมคะ”
เสียงในสายเงียบไป ได้ยินเพียงลมหายใจแรงกับเสียงจุดไฟแช็ก ถ้าให้เดาเขาคงกำลังสูบบุหรี่ คนตัวเล็กขมวดคิ้วอีกครั้ง สลับกับลดโทรศัพท์ลงมาดูจอ เมื่อเห็นเวลาวินาทียังคงทำงาน จึงนำไปแนบหูอีกครั้ง
“ได้ยินไหมคะ”
(ฟังอยู่)
“คุณโทรมาหาหนู เพราะคนของคุณไปรายงานใช่ไหมคะ”
(อ่า..)
“ค่ะ คือหนู..”
(หนูมีปัญหากับเงินของพี่?)
ถ้าไม่ได้คิดไปเอง หรือเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ทะลึ่งดื่มไปเล็กน้อย เธออาจจะเข้าใจว่าเขากำลังหงุดหงิด น้ำเสียงท้ายๆถึงได้แปรเปลี่ยนไปเป็นห้วน ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับแรกเริ่มตอนรับสาย คนตัวเล็กกลั้นหายใจ เธอกำลังครุ่นคิดว่าควรพูดไปทางไหนดี ที่จะไม่ทำให้เขามีอารมณ์คุกรุ่นมากไปกว่านี้
“ใช่ค่ะ คือสำหรับหนูนะคะ มันมากเกินไปค่ะพี่..”
สรรพนามของเธอเปลี่ยน ที่เปลี่ยนเพียงเพราะอยากให้เขาใจอ่อน แบบว่าพูดง่ายเสมือนคนปกติ ที่ไม่ใช้อำนาจอย่างเช่นตอนที่ใช้กับเกียรติเจ้านายของเธอ เพราะในตอนนี้เธอไม่ได้เป็นพนักงานที่นั่นแล้ว
(ลาออกทำไม)
“คะ?”
(ลมตรงระเบียงมันแรงไปหรอ หนูถึงไม่ได้ยิน)
ร่างบางตัวแข็งทื่อ คำพูดของเขาทำให้ใบหน้าที่ก้มงุดอยู่ เงยขึ้นมาอัตโนมัติ เขารู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เธออยู่ตรงระเบียง
“คะ คุณรู้ได้ไงคะ”
(กลัวพี่เหรอ ไม่ต้องกลัว พี่อยู่ห่างกับหนูหลายไมล์เลย ตอบคำถามพี่มาสิ ลาออกจากที่นั่นทำไม เพราะพี่หรือเปล่า)
พะแพงไม่ตอบ คำถามนั้นไม่ต่างกับคำขู่ ที่บอกเป็นนัยยะว่าหากตอบตามจริงว่าเป็นเขา เขาจะหักคอเธอ คนตัวเล็กถึงทำได้แค่ขบริมฝีปากตัวเอง ยืนตัวแข็งทื่อ
“เปล่าค่ะ มหาลัยจะเปิดแล้ว หนูแค่...”
(อย่าหัดเป็นเด็กเลี้ยงแกะตั้งแต่ตอนนี้สิ พี่ไม่ชอบ)
คราวนี้เธอเอียงหน้า เพราะเริ่มจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงจังขึ้นมาแล้ว คนในสายพูดราวกับว่าหลังจากวางสายไป จะยังไม่ตัดขาดจากเธอ ส่วนเธอยังมีเขาวนเวียนอยู่ในชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่เจตนาของเธอต้องการแค่คืนเงินที่มากเกินให้เขากลับไป และต่างคนต่างอยู่ก็เท่านั้น
“หนูพูดเรื่องจริงค่ะ ไม่ได้โกหก..”
(อ่า ถ้าอย่างนั้นก็เก็บเงินนั่นไว้สิ จะคืนให้พี่ทำไม เห็นอยู่ว่าหนูต้องใช้ ต้องเสียค่าเทอมไม่ใช่เหรอครับ)
“คะ คุณรู้อีกแล้ว...”
เสียงของเธอขาดห้วง จังหวะก้มหน้างุดด้วยความกลัว รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาไม่น้อย เมื่อการคุยกับเขาไม่ได้เป็นการคุยแบบปกติ เขาดูมีชั้นเชิง น้ำเสียงของเขานุ่มนวล ราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องเล็กๆ สบายๆและจัดการได้ ทั้งที่อันที่จริงประโยคเล่านั้น กำลังปั่นหัวเธอ เสียงถอนหายใจดังออกมาจากปลายสาย ราวกับเขากำลังขยับตัว คล้ายกับการเปลี่ยนท่านั่ง ไม่ก็ดึงตัวลุกขึ้นมาจากการนอนเอนหลัง
(ถ้าหนูอยากคืนมากละก็ ก็ได้นะครับ พี่โอเค แต่มันติดตรงที่คนอย่างพี่ ถ้าให้อะไรใครไปแล้ว ไม่คิดจะเอาคืน ส่วนใหญ่แล้วจะแลกกับอย่างอื่นมากกว่า..)
“.......”
(หนูจะโอเคไหมล่ะ ถ้าพี่จะขอแลกกับร่างกายของหนู)
“..........!!!”
เจอประโยคนี้เข้าไปคราวนี้ไม่ได้แข็งทื่อแค่ตัว แต่ใบหน้าของเธอด้วย ที่มันร้อนวูบ ริมฝีปากเป็นตะคริวแข็งจนไม่สามารถขยับ อีกทั้งลำคอแห้งผาด นาทีนี้กลืนอะไรลงไปก็คงเจ็บ และหากจะมีขยับก็คงมีแต่หัวใจเท่านั้น เนื่องจากมันเต้นถี่เร็วและแรงซะจนจะหลุดออกมาข้างนอก
(ว่าไง...)
“แค่นี้นะคะ สวัสดีค่ะ”
สุดท้ายความกลัวนั้นก็ทำให้ต้องหนีมันทันที เธอตัดสายเขาทิ้ง พลันยืนกำโทรศัพท์แน่นอยู่เป็นนานสองนาน แน่นอนเขาไม่โทรกลับมา ทว่าการเป็นแบบนั้น นั่นแหละที่ทำให้คนตัวเล็กยิ่งกังวล
