ตอนที่ 04
หลังจากวันที่ผมออกจากโรงพยาบาลจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งเทอมแล้ว เวลาผ่านไปเร็วมาก ลอดเวลาที่มาเรียนเฮียสองคนจะพลัดกันมารับมาส่งตลอดมีเป็นบางครั่งเท่านั้นที่ผมจะมาเอง ว่านได้เป็นเดือนคณะด้วยแหละทุกคน กลุ่มผมตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคนนั้นคือแฟนของธิดา เป็นเพื่อนในคลาสนี่แหละตอนนี้ก็มาอยู่กลุ่มเดียวโดยมีธิดาเป็นสาวคนเดียวของกลุ่ม วันนี้ว่านกับเต็มชวนไปหาอะไรกินก่อนกลับสรุปกันเป็นร้านหม้อไฟหลังมหาลัย วันนี้เฮียคินกับเฮียคิไม่ว่างมาส่งเพราะมีประชุมเช้าจึงรีบเข้าบริษัท เป็นรองประธานมันก็จะเหนื่อยหน่อย วันนี้ผมมีเรียนสายเลขขับรถมาเองจึงแค่ส่งข้อความไปบอกพวกเฮียเขาเฉยๆ วันนี้สิ้นเดือนด้วยคงประชุมเรื่องงบประมาณกันอีกแน่เลย ไหนกลับจากที่นั้นแล้วต้องเข้าไปเคลียร์ยอดที่คลับอีก ผมจึงไม่อยากเป็นภาระทั้งสองคนเท่าไร
“บอกเฮียยังมึง” ว่านถามผมที่กำลังเดินไปที่รถ
“ส่งข้อความไปบอกแล้ว พวกเฮียงานยุ่งไปเถอะเราหิวแล้ว ธิดา ต้น เป็นด้วยกันก็ได้ทิ้งรถเอาไว้นี่แหละค่อยกลับมาเอา”
“เอางั้นก็ได้”
“งั้นไปเจอกันที่ร้านเลยนะ เดี๋ยวกูวนรถไปรับไอ้เต็มที่สนามบอลก่อน”
ผม ธิดา ต้นมาถึงก่อนก็เข้าไปในร้านแต่ดูเหมือนคนจะเยอะมากจนเหมือนเห็นที่ว่างอยู่อีกสองที่เป็นโต๊ะติดกันด้วยผมจึงเดินเข้าไปนั่งไม่นานเต็มกับว่านก็ตามมา เราสั่งหม้อไฟชุดใหญ่กันมาเลยที่เดียว เพราะว่านกับเต็มกินจุมาก ไม่นานโต๊ะข้างๆ ก็มานั่งดูเหมือนจะเป็นนักศึกษาของมหาลัยBประมานสี่ห้าคน เป็นผู้ชายทั้งหมดเลยหน้าตาดีมาก
“เราฟ้องพวกเฮียนะคิวเท็นแอบเหล่ผู้ชายเนี้ย”
“บ้า เปล่าสักหน่อย”
“ไหนๆ ดูหน่อยดิว่าจะหล่อเท่ากูเปล่า” ว่านที่นั่งหันหลังให้กับโต๊ะข้างเหงยหน้าจากการกินหันไปมองโต๊ะข้างๆ ที่กำลังมองมาที่ผมเหมือนกัน
“กูก็นึกว่าใคร ไอ้อาชา” ว่านหันไปมองก็พบว่านเป็นเพื่อนเก่าที่เป็นเหมือนเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
“อ้าว เพื่อนว่านนี้เอง มากินหม้อไฟเหมือนกันเหรอ นึกว่ากินอาหารเม็ดอยู่บ้าน”
“สัดชา! ใครเพื่อนมึง ส่วนอาหารเม็ดเก็บไว้แดกเองเถอะ” ว่านลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้เกิดเสียงดังทำให้คนในร้านหันมามอง ฝ่ายนั้นก็ไม่น้อยหน้า ยืนขึ้นแล้วเดินมาใกล้ๆ กับว่านแต่เบนสายตามามองผม ตาซ้ายกระตุกแปลกๆ เลยทีนี้ คนชื่อาชาเดินมาถึงหน้าว่านจ้องมองกันแปปนึงก็กระแทกไหล่ว่านและหันมามองผม
“สวัสดีครับ ชื่ออาชานะครับ” เขาแนะนำตัวกับผม
“อย่ามายุ่งกับเพื่อนกู” ว่านดึงหัวไหล่ของอีกคนอกห่างจากโต๊ะ อาชามองหน้าว่านเอาลิ้นดุ่นกระพุ้งแก้มเอาไว้แล้วปรายตามามองผม
“ไม่เจอกันนานไปลองสนามกันสักหน่อยไหม หรือว่ามึงปอดแหก”
“ทำไมกูต้องรับคำท้ามึงไอ้อาชา แล้วอย่ามายุ่งกับเพื่อนกู”
“ไอ้ชากูว่ามึงกับไปนั่งกินกับเพื่อนมึงดีกว่า พวกกูก็จะกินเหมือนกันต่างคนต่างอยู่ดิวะจะมาทำแบบนี้เพื่ออะไรวะ” เต็มที่เป็นเพื่อนกับว่านมานานย่อยรู้จักกับอาชาด้วยเช่นกันจึงเอ่ยบอก
“มึงกลัวแพ้กูเหมือนตอนที่แข่งครั้งที่แล้วเรื่องฟ้าหรือเปล่าว่ะ”
“ไอ้ชา!!!”
“พอแล้วๆ เราขอนะอย่ามีเรื่องกันเลย คนมองกันใหญ่แล้ว” ผมบอก
“น่ารักจังเลยครับ ชื่ออะไรเหรอ”
“อย่ามายุ่งกับเพื่อนกู มึงอยากแข่งมากใช่ไหมได้ มาที่สนาม*** กูจะไปรอ”
“ดะ เดี๋ยว รอด้วย” พวกเราที่เหลือมองไปที่หม้อไฟตรงหน้า เฮ้อพึ่งกินได้ไม่เท่าไรเลยก็มามีเรื่องซะแล้ว ว่านขว้ากระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านไปเลย เต็มก็พยักหน้าให้ผมสามคนพวกเราจึงเก็บของแล้วไปจ่ายเงินตามเต็มกับว่านไป ผมบอกให้ต้นพาธิดากลับบ้านก่อน ธิดาก็ไม่ยอมจะตามไปดูด้วยตอนนี้พวกเราจึงมาอยู่ที่สนามแข่งรถกันทั้งห้าคน
“มันเรื่องอะไรกันแน่อะว่านทำไม่คนชื่ออาชาอะไรนั้นต้องมาหาเรื่องกันแบบนี้” ธิดาถาม
“พวกกูเคยเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันมาก่อน แต่ไอ้อาชามันแทงข้างหลังกูด้วยการไปแอบคบกับแฟนกูหลับหลังตอนม.5 หลังจากนั้นกูกับมันก็ไม่ถูกกัน มันกับกูเคยแข่งกันมาครั้งหนึ่งแล้วและกูแพ้มัน”
“แล้วก็ยังจะแข่ง” ผมบอก
“จริงๆ มันแข่งไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะก่อนมหาลัยเปิดมันขับรถไปคว่ำมาแล้วข้อมือมันร้าวจนถึงตอนนี้ยังมีอาการสั่นอยู่เลยเวลาบิด”
“แล้วแบบนี้มึงจะทำยังไง แล้วตกลงแข่งกับมันทำไม” ต้นถาม
“ตอนนั้นโมโหนี่หว่า ไอ้คิวแม่งก็ทำหน้าเสล่อน่ารักจนมันสนใจ”
“อ้าวเกี่ยวอะไรกับเราเนี้ย”
“ว่านให้กูแข่งแทนไหมหรือให้ไอ้ต้นลงแข่งก็ได้” เต็มบอก
“กูไม่เคยขับรถแข่งนะ” ต้นบอก
“มึงคิดว่าฝีมือมึงจะชนะมันได้เหรอไอ้เต็ม” ผมฟังเพื่อนคุยกันแล้วคิดตามว่านข้อมือเจ็บ เต็มก็ขับได้แต่โอกาสชนะน้อย ต้นก็ไม่เคยแข่ง ถ้าจะกลับมาลงสนามเพราะช่วยเพื่อนคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง
“เราแข่งแทนให้ไหม” ทั้งสี่คนหันมามองหน้าผมอย่าตกใจ
“มึงเคยแข่ง” ผมพยักหน้า
“ไม่ไหวหรอกคิวเท็นนายตัวนิดเดียวเองนะ” หมายความว่าไงเนี้ยธิดา
“แต่มันเป็นแชมป์นะ”
“เราไหว ที่สนามเฮียเราก็เคยลงแข่งบ่อยๆ” บ่อยกับผีสิ ลงข่งสามสี่ครั้งได้มางหลังจากแขนหักก็ไม่ได้ลงแข่งอีกเลย เรื่องนี้ก็เกือบปีมาแล้ว
“ไม่ต้องหรอก เรื่องกู เดี๋ยวกูจัดการเอง”
“คนนั้นอยากรู้จักเรานิ ถ้าอยากรู้จักเราก็แค่เอาชนะเราให้ได้ก็แค่นั้น แต่ถ้าชนะเราไม่ได้ เรามาคิดกันดีกว่าว่าจะให้พวกนั้นทำอะไรดี” ผมยิ้มร้ายๆ ให้กับเพื่อนๆ ผมมั่นใจว่ายังไงผมก็ชนะ เหลือแค่บทลงโทษคนแพ้ ทำยังไงให้ขายหน้าที่สุดก็พอ
“ร้ายเหมือนกันนะมึงเนี้ย”
“เทคนิคที่ม๊าของเฮียเขาสอนมา จะร้ายใส่ใครก็ได้แต่ไม่ใช่คนในครอบครัวและพวกพ้อง คิดจะขยี้แล้วต้องเอาให้จมอย่าให้มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง”
“มอบโล่แม่ผัวดีเด่นให้เลย” เต็มบอก
“555 ไม่งั้นจะเอาป๊าทั้งสองคนอยู่เหรอ ม๊าโคตรเก่ง รู้ไหมม๊าเฮียเป็นนักแข่งรถเหมือนกันถึงคุยกันถูกคอ ม๊าน่ารักมาก”
“งานอวยแม่สามีก็มานะคะคุณเพื่อน นู้นๆ มากันนู้นแล้ว” พวกผมหันไปมองตามที่ธิดาชี้ให้ดูอาชาและเพื่อนอีกสี่คนก็เดินเข้ามา
“เตรียมตัวแพ้อีกรอบรึยัง”
“เราจะเป็นคนแข่งแทนว่านเอง” ผมบอก
“จะไหวเหรอ ผมไม่อยากรังแกคนอ่อนแอนะครับ”
“อยากรู้จักเราไม่ใช่เหรอ ชนะเราก่อนสิเดี๋ยวรู้จักเลย” ผมเดินเข้าไปใกล้ถามก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ กระซิบประโยคที่สองข้างหู
“ได้สิเราได้รู้จักกันแน่นอน”
“แต่ถ้าเราชนะ”
“ว่ามาเลย...เพราะยังไงผมก็ชนะอยู่แล้ว”
“คุกเข่าต่อหน้าว่านก้มกราบขอโทษและพูดสิ่งที่นายทำกับว่านผ่านคลิปวีดีโอลงในโซเชียล” ผมบอก เพื่อนที่เหลือก็ร้องอืออื้ออยู่ด้านหลังเหมือนตกใจกับคำพูดและน้ำเสียงของผมที่พูดออกไป
“ไม่มากไปหน่อยเหรอ แต่ก็ได้งั้นขอเปลี่ยนเงื่อนไขของฉันหน่อยสิ แลกกันขนาดนั้นได้แค่รู้จักกันมึงไม่คุ้มเลย”
“ถ้าอาชาชนะเราได้ เรายอมทำตามที่อาชาขออะไรเราเลยหนึ่งอย่าง ดีลไหม”
“ไอ้คิว!!”
“คิวเท็น!!”
“ตอนนี้เรารู้จักชื่อกันและกันแล้วนะครับอาชา” ผมยิ้มสวยให้ก่อนจะหันหลังกับมาที่เพื่อนยืนอยู่โดยการหุบยิ้มทำหน้านิ่งๆ เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน อยากลองดีเดี๋ยวจัดให้ ผมยกโทรศัพท์โทรหาพี่โช ให้บอกเฮียว่าผมอยู่ที่ไหนและบอกเฮียไปว่ามาดูเพื่อนแข่งรถ ไม่เกินสามทุ่มก็กลับ เพราะเฮียยังไม่อ่านข้อความที่ผมส่งไปให้ตอนเย็นเลยด้วยซ้ำ
“มึงเอาจริงเหรอ ไม่ใช่เรื่องมึงเลยนะ เดี๋ยวกูจัดการเองดีกว่า กูไม่อยากถูกผัวมึงสั่งเก็บนะ”
“เรารับผิดชอบเอง เออเดี๋ยวเพื่อนเราอีกคนนึงจะมานะ ตอนนั้นคงจะลงแข่งแล้ว”
“เออ เพื่อนมึงชื่ออะไร”
“ชื่อโซล มหาลัยBเหมือนพวกนั้นแหละ”
“อือ มึงลงไปเตรียมตัวเถอะ ระวังตัวด้วยนะ” ต้นบอก
“ถ้าคิดว่าล้มแชมป์ระดับประเทศของเราได้ก็ให้มันรู้ไป”
“…..” ว่าน
“…..” เต็ม
“…..” ต้น
“ได้ยินเหมือนเราไหมทุกคน” ธิดาถามและหันไปมองทั้งสามที่นั่งอ้าปากค้างไปแล้ว
