ตอนที่ 4(nc)
ตอนที่ 4 (18+)
ช่วงเย็น ณ ร้านส้มตำ
น้ำมนต์และจี๊ดพากันมานั่งกินส้มตำอยู่ที่ร้านริมข้างทางร้านหนึ่งซึ่งร้านนี้แม่ค้าตำแซ่บตำอร่อยมาก สองสาวเลยติดใจและพากันมากินเป็นประจำ
“เดี๋ยววันนี้กูจ่ายเองนะ” จี๊ดบอก
“หารครึ่งสิ กินด้วยกันจะมาจ่ายคนเดียวได้ไงล่ะ กูไม่ยอมให้มึงจ่ายหรอกนะ” น้ำมนต์ไม่เห็นด้วยที่เพื่อนเสนอจะจ่ายค่าส้มตำเพียงคนเดียวในมื้อนี้ เธอเป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบเพื่อน และไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่นๆ ด้วย
“แต่เมื่อวานมึงจ่ายค่าปรับไปคนเดียวเลยนะ ลืมไปแล้วเหรอ”
“อันนั้นไม่นับสิ กูเป็นคนชวนมึงออกมาเองนี่นา กูเป็นคนจ่ายน่ะถูกแล้ว”
“บางทีก็อยากให้มึงเก็บเงินไว้บ้างนะ มึงจะได้ไม่ต้องแบมือขอเสี่ยทศ กูไม่ชอบที่มึงโดนดูถูกบ่อยๆ”
น้ำมนต์วางช้อนที่ตอนแรกจะตักส้มตำกินนั้นวางลง แล้วนั่งเอาหลังพิงพนักเก้าอี้พลาสติก ลมหายใจหนักถูกพ่นออกมาเป็นระยะ
“มึงก็รู้ว่าชีวิตตอนนี้กูเลือกอะไรไม่ได้ ต้องอยู่ไปตามหน้าที่ อยากทำงานหาเงินใช้เองก็ทำไม่ได้ ต้องมานั่งแบมือขอเงินไอ้ลุงเสี่ยใช้ไปวันๆ ค่าเทอมก็ไอ้ลุงเสี่ยอีกนั่นแหละที่จ่ายให้”
ทุกวันนี้ที่เธอต้องอยู่กับเขาก็เพราะคำว่า ‘ทำหน้าที่เมียของเธอไป แล้วเดี๋ยวฉันจะคอยส่งข้าวส่งน้ำให้พ่อกับแม่ของเธอเอง’ นี่คือคำที่พ่อของเขาบอกกับเธอในวันที่เธอถูกจับให้แต่งงานกับลูกชายเขาแบบงงๆ ในวัยเพิ่งเริ่มอายุยี่สิบปีหมาดๆ แล้วทำไมเธอต้องยอมทำอะไรโง่ๆ และบ้าบอแบบนั้นด้วย มีเหตุผลอะไรที่ต้องยอมล่ะ...
และเหตุผลก็เพราะ พ่อและแม่ของเธอติดคุก ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรมาก รู้แค่ว่าติดด้วยคดีร่วมมือกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เธอรู้แค่นี้เพราะเหมือนฝ่ายพ่อกับแม่ผัวนั้นยังปิดบังบางอย่างอยู่
“มึงไม่เศร้าดิ ไม่เอานะ อย่าเศร้าเด็ดขาด”
“กูอยากรู้เหตุผลจัง ว่าถ้าพ่อกับแม่ของกูติดคุกเพราะร่วมกันฆ่าคนอื่น ทำไมเขาถึงมาจับกูให้แต่งงานกับลูกเขาแบบไม่มีเหตุผลแบบนี้”
“มึงไม่ถามเสี่ยทศดูล่ะ”
“ถามแล้ว”
“แล้วเขาว่าไง”
“เขาตอบแค่ว่า ไม่ต้องไปอยากรู้เหตุผลของผู้ใหญ่หรอก เธอมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำหน้าที่ของเธอไปซะ เขาตอบแต่แบบนี้”
“บ้าปะวะ นี่มันครอบครัวผีบ้าชัดๆ”
“นั่นดิ โคตรจะผีบ้าเลยล่ะ”
“ช่างแม่งเหอะมึง มากินส้มตำอร่อยๆ กันดีกว่า”
“...” น้ำมนต์พยักหน้าแล้วเปลี่ยนมานั่งตัวตรง ก่อนจะจัดการตักส้มตำมากินต่อ
“แต่ก็ถือว่าโชคดีนะที่มึงยังได้ผัวหล่อ แม้นิสัยจะ…ก็ตาม” จี๊ดเอ่ยพลางตักส้มตำกินไปด้วย
“โชคดีกับผีอะไร หล่อแต่โรคจิต” น้ำมนต์ตอบแล้วเบะปากเมื่อนึกถึงหน้าทศพล ไอ้คนบ้า!
เวลาผ่านต่อมา
น้ำมนต์กลับมาถึงบ้านเป็นเวลาหกโมงเย็นกว่าๆ โดยเป็นจี๊ดที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งเช่นเคย
“ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะมึง กูไปละ” จี๊ดบอกแล้วบิดมอเตอร์ไซค์ออกไปเลย
“อะไรของมันวะ ไม่คิดจะรอให้กูตอบหน่อยเลยรึไงอีจี๊ด” เธอตะโกนบ่นเพื่อนสาวพลางเปิดประตูรั้วแล้วเดินเข้าบ้าน แต่ก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ารถของเขาจอดอยู่ในบ้าน “วันนี้กลับมาเร็วเหรอ?”
เมื่อเปิดประตูบ้านเข้ามาเธอก็เห็นเขานั่งหลับตาพริ้มอยู่ที่โซฟาตัวยาว เธอเลือกที่จะเดินผ่านไปแบบเงียบๆ แล้วตรงไปที่ห้องครัวเพื่อที่จะเก็บจานชามมาล้างทำความสะอาด
ในขณะที่เก็บถ้วยชามล้างอยู่นั้น ก็มีเสียงทุ้มเข้มดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“วันๆ ไม่เคยจะอยู่ติดบ้าน”
“ก็ยืนอยู่นี่ไง”
“สีผมน่ะ ไปย้อมดำให้เต็มหัวทีเถอะ”
“แล้วนี่ไม่ดำตรงไหนกันคะ”
“ดำครึ่งขาวครึ่ง?”
“มันเป็นแฟชั่นน่ะลุงเสี่ย ปลงๆ เรื่องสีผมหนูซะทีเถอะ อีกอย่างที่มอเขาก็ให้ทำสีผมได้ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย”
“สก๊อย”
“ค่า รู้ตัวแล้วค่าว่าหนูมันเป็นแค่สาวสก๊อย”
“ปีใหม่แล้วก็หัดทำตัวใหม่ซะที”
“ไม่ใช่มาบอกแต่หนู ลุงเสี่ยต้องบอกตัวเองด้วย”
น้ำมนต์ย้อนทุกคำที่ทศพลนั้นเอ่ยต่อว่าเธอ เรื่องอะไรที่เธอจะต้องยอม ก็มีปากเหมือนกัน ใครชมมาก็ชมกลับ ส่วนใครด่ามาก็ด่ากลับไม่สนหน้าไหนเหมือนกัน
“นี่น้ำมนต์!”
“ด่ามาได้เลยค่ะ หนูพร้อมฟังละ” เธอล้างจานเสร็จพอดีเลยหันไปเผชิญหน้ากับเขา สีหน้าของเธอแสดงออกถึงความชินชา “ถ้าไม่ชอบหนูขนาดนั้น...ทำไมถึงยังยอมแต่งงานด้วย”
“ฉันไม่ชอบพูดอะไรพร่ำเพรื่อ”
“โอเค หนูก็จะไม่ถามอะไรลุงเสี่ยอีก” เธอว่าพลางเดินผ่านเขามา แล้วกำลังจะเดินออกไปที่หน้าบ้านเพื่อจะเก็บเสื้อผ้าที่แห้งแล้วเข้ามาแขวนในตู้เสื้อผ้า ทว่าดันถูกรั้งตัวไว้เสียก่อน
“มาทำหน้าที่ของเธอ”
ว่าจบทศพลก็ลากตัวน้ำมนต์ให้เดินเข้ามาในห้องนอน ก่อนจะปิดประตูแล้วจับร่างเล็กนั่งลงที่ปลายเตียง เขาจัดการถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกจนหมดเหลือเพียงแค่บ็อกเซอร์ แล้วออกคำสั่งให้เธอถอดบ้าง
“ถอดเสื้อผ้าของเธอออก แล้วล้มตัวนอนลงไป”
น้ำมนต์แอบลอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย มือเล็กก็จัดการถอดเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ออกจนหมดไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนที่นอนตามคำสั่งแล้วอ้าขาออกเพื่อที่จะให้เขาแทรกตัวเข้ามา
คนตัวใหญ่แทรกตัวมาอยู่ระหว่างกลางเรียวขาที่แยกออก ก่อนจะถกบ็อกเซอร์ลงเล็กน้อยแล้วเอาแก่นกายที่แข็งตัวออกมาเสียบเข้าไปที่ช่องทางรัก เขาดันเข้าไปจนสุดลำท่อนในทีเดียว
“อ๊ะ! หนูเจ็บนะ”
“เธอก็บ่นเจ็บๆ ทุกครั้งที่โดนฉันเอาไม่ใช่รึไง”
“ก็มันเจ็บจริงๆ นี่ หนูไม่ได้แกล้งเจ็บสักหน่อย”
“อดทนก็แล้วกัน ทนเจ็บจนกว่าฉันจะเอาเสร็จ”
เมื่อเอ่ยจบเอวหนาก็เริ่มขยับจากเนิบนาบแล้วเปลี่ยนเป็นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงหัวเตียงกระแทกกับผนังกำแพงดังลั่นพอๆ กับเสียงเนื้อกระทบเนื้อ
“อื้อ...” เธอกัดปากตัวเองแล้วหลับตาพริ้มเพราะไม่อยากเห็นภาพตรงหน้า สองมือเล็กก็กำจิกผ้าปูที่นอนไว้แน่น
“อย่าเกร็งจะได้ไหม มันรัดแน่นจนฉันจะขยับไม่ได้อยู่แล้ว” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมเอามือข้างหนึ่งบีบเข้าไปที่คางมนแล้วออกคำสั่งอีกครั้ง “ลืมตา”
“...” เธอลืมตาตามคำสั่ง มองเขาด้วยสายตาร้อนผ่าว มันไม่ใช่ครั้งแรกก็จริง แต่เธอก็รู้สึกอายอยู่ทุกครั้ง
“พออยู่ใต้ร่างฉันแล้วนิสัยก้าวร้าวหายไปเลยสินะ มีแต่สายตาที่เว้าวอนประหนึ่งอยากให้ฉันเอาเธอจนรูฉีกยังไงยังงั้น”
“มะ...ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย ลุงเสี่ยอย่า...”
จุ๊บ!
ริมฝีปากบางถูกปิดสนิทด้วยจูบอันร้อนแรง ลิ้นหนาไล่ต้อนดูดดึงเรียวลิ้นเล็ก แล้วแลกลิ้นไปมาอย่างดุเดือด เอวสอบก็ทำหน้าที่กระแทกกระทั้นอย่างบ้าคลั่ง
“...” แม้อยากจะร้องออกเสียงมาว่าเธอนั้นเจ็บให้ช่วยผ่อนแรงหน่อยแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะปากของเธอนั้นโดนพันธนาการด้วยจูบอันดุเดือดของเขาอยู่ มือทั้งสองข้างก็จับไว้ที่แขนแข็งแรง
ในตอนนี้เขาไม่มีความปราณีให้แก่เธอเลยสักนิด สอดแทรกกระแทกท่อนเอ็นใหญ่เข้ารูร่องอย่างไม่มีพัก และตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเสร็จในไม่ช้า
ถอนจูบออกแล้วใช้มือบีบเข้าไปที่ลำคอระหงแบบไม่ได้ออกแรงเยอะมากนัก สะโพกหนาใส่แรงกระแทกไม่มียั้ง “ฉันจะเสร็จ ร้องครางออกมาที”
“อะ..ไอ้คนบ้า! เบาแรงหน่อยดะ...ได้ไหม”
“...” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เขากระแทกแรงขึ้นกว่าเดิม
“อ๊า~ น...หนูจะไม่ไหว เหมือนตรงนั้นจะฉีกเลย เบาทีเถอะ” เธอบอกพลางจับไปที่แขนของเขา ซึ่งตอนนี้บีบคอเธออยู่
เขายอมปล่อยมือออกแต่ซุกหน้าลงไปที่ซอกคอแล้วกัดเข้าไปที่ผิวคอขาวๆ จนเป็นรอยฟัน “มันไม่เหมือนจะ แต่มันฉีกไปแล้วล่ะ”
“...” เธอพูดอะไรไม่ออกแล้วทำเพียงส่ายหน้าพลางบิดเร่าร่างกายไปมา
“...” เขาเองก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน มีเพียงเสียงหอบหายใจดังขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดออกมา เอวหนาก็ใส่แรงกระแทกอย่างต่อเนื่องจนเขานั้นเสร็จสมดั่งใจ แล้วปล่อยน้ำกามเข้าสู่ภายในช่องทางรักแบบเอ่อล้น
“แฮ่กๆ” ร่างเล็กนอนหอบหายใจแล้วเบือนหน้าหนีคนที่อยู่บนร่าง ในตอนนี้เขายังไม่ได้ถอนแก่นกายออกจากตัวเธอ
“ฉันว่าเธออาจจะแสบไปสองสามวันเลยล่ะ”
“ลุงเสี่ยพูดบ้าอะไร หนูไม่เข้าใจด้วยหรอกนะ”
“เพราะฉันทำรูเธอฉีกไงล่ะ รูที่ฉันเพิ่งกระแทกแรงๆ ไปเมื่อกี้ เธอเข้าใจยัง”
“...” เธอนอนนิ่งแล้วหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู ไม่รู้ว่าเธอจะโกรธ จะอาย หรือจะอะไรดีเมื่อได้ยินประโยคนั้นของเขา
