
บทย่อ
ทศพล อายุ : 37 ปี น้ำมนต์ อายุ : 20 ปี ______________ “ถ้าไม่ชอบหนูขนาดนั้น...ทำไมถึงยังยอมแต่งงานด้วย” “ฉันไม่ชอบพูดอะไรพร่ำเพรื่อ” “โอเค หนูก็จะไม่ถามอะไรลุงเสี่ยอีก” ______________ “มาทำหน้าที่ของเธอ” “ถอดเสื้อผ้าของเธอออกแล้วล้มตัวนอนลงไป” ▪️▪️▪️▪️▪️ - เนื้อหาเป็นไปตามที่ไรต์ดำเนินเรื่องไว้ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพราะนิยายเรื่องนี้เขียนเนื้อหาจบแล้ว100% - การบรรยายจะเป็นแบบเรียบง่าย เรียลๆ อ่านง่าย ไม่เน้นใช้คำสวยหรูนะคะ - ตัวละครนางเอกมีการพูดคำหยาบ พูดกับเพื่อนกู-มึงนะคะ ถ้าไม่ชอบผ่านก่อนได้นา - มีฉากสูญเสีย ระวังบั่นทอนจิตใจนะคะ - ไม่นอกกาย ไม่นอกใจ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
สถานีตำรวจ
“ช่วงเทศกาลแบบนี้ยังจับอีกเหรอจ่า”
“นั่นสิ น่าจะละเว้นหน่อยนะ คนกันเองทั้งนั้น”
“ไม่มีการละเว้นสำหรับคนที่ทำผิดกฎจราจร นี่พวกเธอรู้ไหมว่าขี่รถโดยไม่หมวกกันน็อกมันอันตราย”
“นี่ไง เพื่อนหนูก็ใส่อยู่”
“เอ้าอีจี๊ด มึงกำลังบุลลี่ทรงผมกู ให้เกียรติผมหน้าม้ากูด้วยค่ะ”
“เลิกติดเล่นกันได้แล้วน่า ครั้งนี้พวกเธอสองคนจะไม่ใช่แค่เสียค่าปรับอย่างเดียวแล้วกลับบ้านนะ แต่จะต้องเรียกผู้ปกครองมาที่นี่ด้วย”
“อะไรอะจ่า เป็นแบบนี้ได้ไง เรียกผู้ปกครองมาทำไมกัน จ่ายค่าปรับแล้วก็น่าจะปล่อยพวกเราไปเหมือนคราวก่อนๆ สิ”
“ครั้งนี้ไม่ได้ ยังไงก็ต้องเรียกผู้ปกครองมา”
เด็กสาววัยรุ่นสองคนกำลังเอ่ยต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งอย่างไม่ลดละ
“แต่ว่าหนูไม่มีผู้ปกครองหรอกนะจ่า” เด็กสาวหนึ่งในสองคนเอ่ยขึ้นต่อ เธอคนนี้มีชื่อว่าน้ำมนต์
“ไม่มีแล้วจะเกิดมาได้ยังไงเล่า” คุณตำรวจถามต่อแล้วมองดูเด็กสาว “ทุกคนมีพ่อมีแม่หมด”
“แต่เพื่อนหนูมันไม่มีจริงๆ มันมีแต่ผัวค่ะจ่า”
“อีจี๊ด!” น้ำมนต์ตีเข้าไปที่แขนของเพื่อนสาวอย่างแรงหนึ่งที “พูดจาอะไรของมึงเนี่ย”
“ก็เรื่องจริง”
“จี๊ด...”
ตำรวจหนุ่มมองหน้าเด็กสาวสองคนก่อนจะดูที่บัตรประชาชนของพวกเธอ แล้วพบว่าทั้งสองมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ แต่มันดูเร็วไปหน่อยไหมที่เด็กวัยนี้จะแต่งงาน ถ้าเป็นแฟนยังจะพอเข้าใจได้ “อายุแค่ยี่สิบเอง ทำไมรีบมีล่ะ? ยังเรียนไม่จบเลยหนิ”
“เพิ่งรู้ว่าตำรวจก็อยากรู้เรื่องของคนอื่นเหมือนกันนะเนี่ย” เป็นจี๊ดที่เอ่ยขึ้น
“อีจี๊ด เดี๋ยวก็โดนข้อหาเพิ่มหรอกมึง” น้ำมนต์บอกกับเพื่อนแล้วหันมามองที่คุณตำรวจอีกครั้ง “ไม่เรียกผู้ปกครองมาไม่ได้เหรอคะจ่า พวกหนูสัญญาว่าคราวหน้าจะขี่รถโดยใส่หมวกกันน็อก” ว่าพลางทำท่าชูสองนิ้วใส่คุณตำรวจ
“ชูสองนิ้วนี่มึงจะถ่ายรูปหรือไงอีน้ำ” จี๊ดกัดฟันกระซิบเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวชูแค่สองนิ้ว ซึ่งนั่นมันไม่ใช่ท่าทำคำสาบาน ก่อนเธอจะชูสามนิ้วแล้วเอ่ยสมทบ “สัญญาจากใจจริงๆ ไม่ติงนังเลยจ่า”
“นะจ่า”
“ไม่ได้หรอกนะ พวกเธอทำผิกกฎจราจรมารอบที่เท่าไหร่แล้วรู้ไหม?”
“หยวนๆ ไปเถอะจ่า คิดซะว่าทำบุญให้กับเด็กเปรตอย่างพวกหนูแล้วกัน”
“อีจี๊ด!” น้ำมนต์มองหน้าเพื่อนแล้วขมวดคิ้ว เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าไอ้เพื่อนคนนี้มันจะพูดอะไรให้กระทบตัวพวกกันเองทำไม
นังเพื่อนบ้าเอ๊ย!
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ สถานีตำรวจ
สุดท้ายแล้วคุณตำรวจก็ต้องยอมให้กับเจ้าเด็กวัยรุ่นสองคนนี้ ไม่ใช่เขาทนลูกตื๊อไม่ได้ แต่แค่รำคาญหู เพราะนอกจากจะพูดเร้าหรือกันไม่เลิกแล้ว ยังมานั่งเมาท์มอยเสียงดังไปอีก
“สัญญาว่าคราวหน้าถ้าเจอพวกเธอสองคนทำผิดกฎจราจรอีก ฉันไม่อ่อนข้อให้แน่นอน”
“ขอบคุณค่ะจ่า” น้ำมนต์เอ่ยขอบคุณแล้วหยิบใบเสร็จที่เสียค่าปรับติดมือมาด้วย เธอเดินออกมายืนอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจพร้อมกับจี๊ด
“หมดสนุกเลยอะ” จี๊ดเอ่ย
“นั่นสิ ใครแม่งจะไปรู้ว่าจะมีตำรวจมาตั้งด่านตอนกลางคืนในวันหยุดยาวช่วงเทศกาลแบบนี้” น้ำมนต์เองก็เอ่ยออกมาพร้อมมีท่าทีดูเหมือนเซ็ง
“แล้วนี่เอาไง จะไปเคานต์ดาวน์ต่อไหม?”
“ไปสิ แต่ไปบ้านมึงแทนได้ไหม”
“ก็ได้นะ วันนี้แม่กับพ่อกูไม่อยู่”
“เค งั้นไปกัน”
ตัดมาที่แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า เมา เหมือน หมา บาร์ วันนี้คนค่อนข้างแน่นร้าน เพราะว่าส่วนมากมากินเหล้าพร้อมเคานต์ดาวน์กันที่นี่
“เหล้าเบียร์และเครื่องดื่มต่างๆ คอยเติมสต็อกตลอดอย่าให้ขาดเด็ดขาด และน้ำแข็งหรือของอะไรที่รู้ว่าคนจะต้องสั่งมากก็อย่าให้ขาดเช่นกัน”
คนที่กำลังออกคำสั่งอยู่นี้เป็นเจ้าของบาร์ที่นี่และเขามีชื่อว่าทศพลหรือคนเรียกกันว่าเสี่ยทศ คนที่หล่อและรวยแห่งตำบลในเมือง
“ครับเสี่ย” ลูกน้องที่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการบาร์ตอบรับคำสั่ง
“เมื่อกี้มีคนโทร.มาบอกว่าเมื่อช่วงหัวค่ำเห็นน้องน้ำถูกตำรวจจับค่ะ” เสียงหญิงสาวเอ่ยบอกกับทศพล
เธอคนนี้มีชื่อว่าปลายฝัน เป็นผู้ช่วยคนสนิทของทศพล และทำงานเคียงคู่กับเขามานานกว่าเจ็ดปี
“ก็คงจะข้อหาเดิมๆ” ทศพลนอกจากจะไม่รู้สึกตกใจแล้วเขายังดูนิ่งเหมือนว่านี่เป็นเรื่องปกติ “ไปหาซื้อหมวกกันน็อกให้ยัยเด็กนั่นสักใบ”
“เสี่ยพูดจริงหรือพูดเล่น”
“พูดเล่น” เขาตอบสั้นๆ แล้วลุกขึ้นออกจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปที่หลังบาร์แล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ “ไม่เห็นต้องใส่ใจเลย แค่ยัยเด็กสก๊อยจอมดื้อด้านคนหนึ่ง”
ทศพลกับน้ำมนต์มีสถานะเป็นผัวเมียกัน ทั้งสองแต่งงานแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และเขาเป็นคนที่ไม่อยากจดเอง เขากับเธอไม่ใช่คู่รักที่รักกันมาก่อนแต่อย่างใด แต่ที่ต้องแต่งงานกันเพราะว่าโดนพ่อกับแม่ของเขาบังคับนั่นเอง
อันที่จริงเขาจะปฏิเสธและไม่ยอมทำตามคำสั่งของพ่อแม่ก็ได้ แต่ด้วยความที่มีข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างทำให้เขานั้นยอมตกลงแต่งงานกับยัยเด็กสก๊อยที่ชื่อน้ำมนต์นั่น
“จะไม่ไปดูหน่อยเหรอคะ” ปลายฝันที่เดินตามมาทีหลังเอ่ยถามขึ้น
“ไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น เธอก็เห็นหนิว่าฉันยุ่งขนาดไหน” เขาบอกกับผู้ช่วยสาวแล้วเหลือบสายตาไปมองเธอ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “เหนื่อยมากสินะ”
“นิดหน่อยค่ะ”
“ลาหยุดกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่บ้างก็ได้นะ ฉันอนุญาต ไปพักบ้างเถอะ”
“ไว้หลังปีใหม่ค่อยลาแล้วกันค่ะ”
“อืม เธอควรพักบ้าง” เขาบอกพลางหันมองไปยังทางด้านหน้า แล้วพ่นควันบุหรี่ออกมาจากปากอย่างต่อเนื่อง
“เสี่ยก็ควรจะพักบ้างนะคะ ทำงานมาหนักตลอดทั้งปีไม่พักเลย เดี๋ยวร่างกายจะแย่เอาได้”
“ไว้ค่อยพักทีเดียวตอนอายุสี่สิบ”
ตอนนี้ทศพลมีอายุสามสิบเจ็ดปีและอีกสามปีเขาก็จะมีอายุสี่สิบ ซึ่งตอนนั้นแหละเป็นช่วงที่เขาคิดจะพักจากการทำงานสักระยะ เพราะที่ผ่านมาเขาทำงานมาตลอดตั้งแต่เรียนจบตอนอายุยี่สิบสาม
“อีกสามปีคุณก็จะอายุสี่สิบ”
“นั่นแหละ ว่าแต่วันนี้มาดื่มกันหน่อยดีกว่า”
“ได้สิคะ”
และทั้งสองก็พากันไปนั่งดื่มอยู่ในบาร์
เวลาล่วงผ่านมาจนตีสามกว่าๆ ชายหนุ่มขับรถกลับมาที่บ้านหลังจากบาร์ได้เวลาปิด เมื่อมาถึงหน้าบ้านเขาก็เห็นว่าไฟทุกดวงภายในบ้านถูกปิดหมด เปิดอยู่แค่ดวงเดียวคือไฟตรงหน้าประตูบ้าน
“ยัยเด็กนั่นไม่อยู่บ้านหรือยังไง” เขาเอ่ยออกมาพลางลงไปเปิดประตูรั้ว แล้วกลับขึ้นมาที่รถเพื่อจะขับเข้าไปจอดภายในตัวบ้าน
และในจังหวะเดียวกันก็มีเสียงเร่งเครื่องของรถมอเตอร์ไซค์ดังขึ้นก่อนจะมาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน
“ขี่รถกลับบ้านดีๆ นะมึง”
“โอเครู้เรื่อง พรุ่งนี้เจอกัน”
“โอเค”
สิ้นบทสนทนา เสียงเร่งเครื่องรถมอเตอร์ไซค์ก็ดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะขี่ออกไป
คนตัวเล็กเดินเข้าบ้านในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงและเสื้อผ้าเลอะเปรอะเปื้อนดินโคลน เธอไม่ได้เมาจนเดินล้มจิ้มดิน แต่เพื่อนพาขับรถลงทุ่งนามาเมื่อก่อนหน้านี้
“กลับบ้านเอาป่านนี้เนี่ยนะ”
ทศพลถามเมื่อเห็นว่าน้ำมนต์กำลังจะเดินผ่านหน้าเขาไป แถมเนื้อตัวยังดูมอมแมม
“พอดีว่าไปเคานต์ดาวน์กับจี๊ดมาน่ะค่ะ” เธอตอบแล้วหยุดยืนพลางหันตัวไปทางเขา “เพลินไปหน่อยจนลืมดูเวลา”
“ฉันอนุญาตให้เธอออกไปไหนต่อไหนกับเพื่อนของเธอได้ก็จริง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะกลับบ้านดึกขนาดนี้ได้” เอ่ยเสร็จเขาก็มองสำรวจมองดูเธอแล้วเห็นว่าเนื้อตัวมอมแมมมากๆ ไม่รู้ไปทำอะไรมา “ดูสภาพเธอสิ มอมแมมเหมือนหมาจรชะมัด!” ว่าจบเขาก็ไขประตูบ้านก่อนจะเปิดออก แล้วเดินเข้าไปเปิดไฟทุกดวงที่มีภายในบ้าน
น้ำมนต์เองที่โดนว่าเหมือนหมาจรจัดก็รู้สึกไม่พอใจ เธอเอ่ยตอบโต้กลับเสียงดัง “ก็หมาจรจัดตัวนี้ไม่ใช่เหรอ ที่ลุงเสี่ยเอาเป็นเมีย!”
“เงียบปากแล้วเลิกเรียกฉันว่าลุงเสี่ยสักที อีกอย่างเมื่อไหร่จะเข้าใจว่าที่ฉันเอาเธอเป็นเมียนั้นเพราะอะไร คิดเหรอว่าถ้าพ่อกับแม่ฉันไม่บังคับ ฉันจะเอาเด็กสก๊อยอย่างเธอมาเป็นเมีย ให้ตายก็ไม่เอา”
“จ้า แต่ก็เห็นเอาอยู่ประจำนี่นา” เธอเถียงเขา พูดมาได้ยังไงว่าให้ตายก็ไม่เอา แล้วที่สองวันสามวันเอาเธอทีนี่เรียกว่าอะไรไม่ทราบ
