5
เรือนท้ายจวนที่ถูกกล่าวถึง คือเรือนจื่อเถิงหรือเรือนเถาวัลย์ม่วง แต่ชื่อนั้นคงเป็นเพียงอดีตอันงดงาม สิบปีก่อนที่นี่อาจเคยร่มรื่น แต่บัดนี้ เถาวัลย์ที่ตายแล้วเกาะก่ายตัวเรือนไม้ที่ผุพังราวกับมือของโครงกระดูก
ฝุ่นหนาจับตัวเป็นชั้นบนเครื่องเรือนที่แตกหัก กลิ่นอับชื้นโชยคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับคุณหนู แม้แต่บ่าวรับใช้ชั้นต่ำที่สุดก็ยังได้ที่พักดีกว่านี้
เสี่ยวชิงหน้าซีดเผือด "คุณหนูสามนี่ นี่มัน..."
เฟิงหลินปัดหยากไย่ออกจากขอบเตียงอย่างใจเย็น แม้นางจะไอค่อกแค่กเพราะฝุ่น
แต่ดวงตากลับไร้ซึ่งความตื่นตระหนก
"ทำความสะอาดเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีหลังคาคลุมหัว"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่" เฟิงหลินตัดบทเสียงเรียบ สิ้นไร้เรี่ยวแรง "ข้าเหนื่อย"
เสี่ยวชิงจำต้องกล้ำกลืนความคับแค้นใจ เริ่มต้นปัดกวาดเช็ดถูห้องเล็กๆ ที่พอจะใช้ซุกหัวนอนได้
ไม่นานนัก หลังจากที่พวกนางพอจะจัดแจงที่ทางได้บ้างแขกคนสำคัญก็มาเยือน
ฮูหยินเฟิงนั่นเอง
นางก้าวเข้ามาในเรือนอย่างระมัดระวัง ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกราวกับรังเกียจกลิ่นอับชื้นเต็มประดา แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเมตตา นางไม่ได้มามือเปล่า ด้านหลังนางคือบ่าวรับใช้สองสามคนที่ถือหีบเสื้อผ้าเก่าๆ ผ้าห่มผืนใหม่ และ
สาวใช้ท่าทางฉลาดเฉลียวคนหนึ่ง
"หลินเอ๋อร์!" ฮูหยินเฟิงร้องขึ้น
"โอ้สวรรค์ ดูที่นี่สิ แม่บอกท่านพ่อของเจ้าแล้วว่าที่นี่ไม่เหมาะ แต่เขาก็ เฮ้อ... งานยุ่งจนหลงลืมไปหมด"
นางปัดความรับผิดชอบไปให้เฟิงกัวอย่างแนบเนียน
เฟิงหลินรีบทำท่าทางขลาดกลัว ลุกขึ้นยืนถอยไปสองก้าว ก้มหน้าเล็กน้อย
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะฮูหยิน ที่นี่ดีมากแล้ว ดีกว่าที่อารามมาก"
ฮูหยินเฟิงลอบสังเกตท่าทีหวาดกลัวนั้นด้วยความพอใจ ยังคงเป็นนังหนูขี้ขลาดตัวเดิม
"ดูเจ้าสิ ผอมจนเหลือแต่กระดูก" นางกวักมือเรียก
"แม่นำเสื้อผ้าเก่าๆ ของเฟิงลั่วมาให้เจ้าแก้ทรงไปก่อน ส่วนนี่ ผ้าห่มใหม่ จะได้ไม่หนาว"
"ขอบพระคุณฮูหยิน" เฟิงหลินรับคำเสียงสั่น
จากนั้น ฮูหยินเฟิงก็ดึงสาวใช้ที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายนางออกมา
"และนี่คือชุนเถานางเป็นสาวใช้คนสนิทของแม่ ปกติทำงานคล่องแคล่วว่องไวที่สุด"
นางลูบมือเฟิงหลินเบาๆ "เจ้าเพิ่งกลับมา ร่างกายก็อ่อนแอ เสี่ยวชิงคนเดียวคงดูแลไม่ไหว แม่จึงให้นางมาอยู่เป็นเพื่อนและคอยดูแลปรนนิบัติเจ้าโดยเฉพาะ มีอะไรก็สั่งนางได้เลย"
เฟิงหลินเงยหน้าขึ้น สบตากับชุนเถาแวบหนึ่งแววตาที่สงบนิ่งแต่ไม่เจียมตนคู่นั้น
สุนัขเฝ้าบ้าน ไม่สิ งูพิษที่ถูกส่งมาจับตาดูข้า
เฟิงหลินรู้ทันที แต่นางแสร้งทำเป็นซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ
"ฮูหยิน ท่านดีต่อหลินเอ๋อร์เหลือเกินหลินเอ๋อร์ไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี"
ฮูหยินเฟิงยิ้มกว้างขึ้น "โถ ลูกแม่ แค่เจ้าหายดีก็พอแล้ว"
รอยยิ้มนั้นคงอยู่ก่อนที่นางจะเปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหัน น้ำเสียงแฝงความเยียบเย็นไว้ลึกๆ
"จริงสิหลินเอ๋อร์ เรื่องเพลิงไหม้ที่อาราม"
ร่างกายของเฟิงหลิน "สั่นสะท้าน" ขึ้นมาทันที
"มันช่างน่าเศร้าจริงๆ แม่ชีใหญ่ก็อุตส่าห์ดูแลเจ้ามานาน" ฮูหยินเฟิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
"เจ้า พอจะจำอะไรได้บ้างหรือไม่ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันช่างกะทันหันเสียจริง"
นี่คือการหยั่งเชิง!
เฟิงหลินส่ายหน้าอย่างตื่นกลัวสุดขีด น้ำตาไหลอาบแก้มที่มอมแมม
"จำไม่ได้เจ้าค่ะ" นางตัวสั่นเทา
"มันมืดไปหมด มีแต่ควัน หลินเอ๋อร์ได้ยินแต่เสียงคนกรีดร้อง มันร้อน น่ากลัวเหลือเกิน ถ้า ถ้าไม่ได้เสี่ยวชิงดึงออกมา"
นางแสร้งทำเป็นหวาดผวาจนพูดต่อไม่ไหว ทรุดตัวลงไออย่างหนัก
ฮูหยินเฟิงมองภาพนั้นนิ่ง แววตาประเมินผล อาการเช่นนี้... ดูเหมือนจะตกใจกลัวจนเสียสติไปแล้วจริงๆ คงจำอะไรไม่ได้
ในเมื่อคนที่อาจรู้เห็นพวกแม่ชี ก็ตายในกองเพลิงไปหมดแล้ว
ส่วนนังเด็กนี่ก็กลายเป็นคนขวัญอ่อนไป ดูท่าว่าแผนการครั้งนี้จะสะดุดเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังนับว่าใช้ได้
"เอาล่ะๆ ไม่เป็นไร" ฮูหยินเฟิงเปลี่ยนกลับมาใช้เสียงอ่อนโยนทันที
"ลืมมันไปเสียเถอะนะ พักผ่อนให้สบายใจ ชุนเถา เจ้าต้องดูแลคุณหนูสามให้ดีที่สุด เข้าใจหรือไม่?"
"บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน" ชุนเถาตอบรับอย่างนอบน้อม
เมื่อฮูหยินเฟิงและบ่าวคนอื่นๆ จากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน และชุนเถา
ชุนเถาเริ่มจัดแจงสิ่งของทันที นางจัดผ้าห่มผืนใหม่บนเตียงอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันมาพูดกับเฟิงหลินด้วยรอยยิ้ม
"คุณหนูสาม ท่านควรจะพักผ่อนนะเจ้าคะ ปล่อยให้เรื่องทำความสะอาดเป็นหน้าที่ของบ่าวเถอะ"
เฟิงหลินพยักหน้าอย่างว่าง่าย ล้มตัวลงนอนบนเตียง หันหลังให้ชุนเถาและเสี่ยวชิง
ทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสเตียง แววตาที่หวาดกลัวเมื่อครู่ พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่ลึกสุดหยั่ง
เผชิญหน้าแม่เลี้ยง หึ ช่างเป็นการแสดงละครที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งคู่
นางรู้ดีว่าสงครามเพิ่งเริ่มต้น และศัตรูคนแรก ก็ส่งอาวุธชิ้นแรกมาประชิดตัวนางแล้ว
