4
ข่าวอารามชีเมฆาสงบถูกเพลิงผลาญวอดวายจนสิ้น ส่งถึงจวนกรมการคลังในเช้าวันรุ่งขึ้น สร้างความตื่นตระหนก และความไม่พอใจอย่างยิ่ง
รถม้าโกโรโกโสคันหนึ่งจอดเทียบหน้าประตูข้างของจวนสกุลเฟิง ร่างผอมบางในชุดนางชีฝึกหัดที่มอมแมมไปด้วยเขม่าควัน ก้าวลงมาอย่างทุลักทุเล โดยมีเสี่ยวชิง นางชีฝึกหัดที่รอดมาด้วยกัน ประคองอยู่
เฟิงหลินเงยหน้ามองป้ายสลักอักษรสีทอง จวนสกุลเฟิงที่แขวนเด่นตระหง่านเหนือประตูหลัก นัยน์ตาของนางเยียบเย็นภายใต้ท่าทีที่อ่อนล้า
ข้ากลับมาแล้ว กลับมาในที่ที่ไม่เคยต้อนรับข้า
บ่าวรับใช้หน้าประตูมองนางด้วยสายตาดูแคลนระคนประหลาดใจ พวกเขารู้จักคุณหนูสามผู้นี้ดี คุณหนูที่ถูกลืมและถูกส่งไปไกลถึงอารามชี
"นี่มันคุณหนูสามมิใช่รึ เหตุใดจึงอยู่ในสภาพนี้?"
"ไปแจ้งฮูหยินเร็วเข้า!"
เฟิงหลินและเสี่ยวชิงถูกพาไปรอที่โถงด้านนอกสำหรับบ่าวรับใช้ ไม่มีใครเชิญนางเข้าไปในโถงรับรองหลัก ราวกับนางเป็นเพียงสิ่งสกปรกที่น่ารังเกียจ
นางรออยู่เกือบครึ่งชั่วยาม อากาศยามเช้ายังคงหนาวเหน็บ ร่างกายที่บอบช้ำจากควันไฟเริ่มสั่นสะท้านหรือบางที อาจเป็นนางที่แกล้งสั่น
ในที่สุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงบ่นงึมงำก็ดังมา
"เรื่องน่ารำคาญแต่เช้า" เฟิงกัวกรมการคลัง ผู้เป็นบิดาของนาง ก้าวเข้ามาในชุดขุนนางเต็มยศ เตรียมจะออกไปว่าราชการ เขามองนางด้วยความหงุดหงิด
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้ากลับมาในสภาพนี้"
ไม่มีคำถามว่า "เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?" ไม่มีคำถามว่า "เจ้าปลอดภัยดีหรือ?"
ตามหลังเขามาคือสตรีผู้งดงามในอาภรณ์หรูหราฮูหยินเฟิงและเด็กสาวที่หน้าตางดงามไม่แพ้กันเฟิงลั่วคุณหนูรองผู้เป็นแก้วตาดวงใจของจวน
เฟิงลั่วเบ้ปากทันทีที่เห็นสภาพของเฟิงหลิน "อวี๋ สกปรกสิ้นดี"
นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูก
"กลิ่นอะไรน่ะ กลิ่นควันไฟเหม็นหึ่ง น่าขยะแขยง"
ทว่าฮูหยินเฟิงกลับแสดงละครได้อย่างไร้ที่ติ นางเบิกตากว้าง ทำท่าตกใจสุดขีด มือเรียวงามยกขึ้นทาบอก
"หลินเอ๋อร์ ตายจริง นี่มันอะไรกันลูก" นางรีบปรี่เข้ามา แต่ระวังไม่ให้ชายกระโปรงเปื้อน
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้"
เฟิงหลินใช้จังหวะนี้ ร่างกายโงนเงนราวกับจะล้มลง นางไอค่อกแค่กออกมาอย่างหนักหน่วง น้ำตาคลอหน่วยด้วยความ "หวาดกลัว"
" ท่านพ่อ ฮูหยิน" เสียงของนางแหบพร่าและสั่นเครือ "ไฟไหม้เจ้าค่ะ..."
เสี่ยวชิงรีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นทันที "เรียนนายท่าน ฮูหยิน เมื่อคืนเกิดเพลิงไหม้ที่อารามเมฆาสงบ วอดวายหมดสิ้นแล้วเจ้าค่ะ แม่ชีใหญ่พวกแม่ชี... ตายกันหมด เหลือเพียงข้าน้อยกับคุณหนูสามที่หนีรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด"
ตายกันหมดรึ ทำให้รอยยิ้มที่อ่อนโยนของฮูหยินเฟิงแข็งค้างไปชั่วขณะ ชั่วขณะเดียวจริงๆ ก่อนที่นางจะกลับมาตีหน้าเศร้าสลด
เฟิงกัวขมวดคิ้ว
"เพลิงไหม้รึ ช่างเป็นเรื่องอัปมงคลสิ้นดี" เขามองเฟิงหลินด้วยความรำคาญ
"แล้วตอนนี้จะทำอย่างไร อารามไม่มีแล้ว เจ้าจะไปอยู่ที่ใด"
ดูเถิด นี่คือบิดาของข้า เฟิงหลินคิดในใจอย่างเย้ยหยัน เขากำลังคิดจะไล่ข้าไปที่อื่นต่อ
ก่อนที่เฟิงหลินจะทันได้เอ่ยปาก ฮูหยินเฟิงก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเมตตา
"ท่านพี่ พูดอะไรเช่นนั้น แม้อารามจะมอดไหม้ แต่หลินเอ๋อร์ก็ยังเป็นสายเลือดของสกุลเฟิง" นางหันไปลูบแขนเฟิงหลินเบาๆ ผ่านชั้นเสื้อผ้ามอมแมม
"น่าสงสารจริงๆ ลูกเอ๋ย ขวัญเสียหมดแล้ว ดูสิ เนื้อตัวมอมแมมไปหมด"
เฟิงหลินเงยหน้ามองแม่เลี้ยงด้วยแววตา "ซาบซึ้ง" แต่ในใจกลับเย็นเยียบ
นางกำลังจะเสนออะไร?
"ท่านพี่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้นางกลับมาพักที่จวนเถิด" ฮูหยินเฟิงเสนอ
"แม้ว่าเรือนพักจะเต็มหมดแล้ว แต่เรือนเก่าท้ายจวนยังพอว่างอยู่"
เฟิงลั่วร้องขึ้นทันที "ท่านแม่ จะให้มันกลับมาอยู่ได้อย่างไร เรือนท้ายจวนนั่นมันเก่าซอมซ่อจะตาย อีกอย่างนางมันตัวอัปมงคล เพิ่งกลับมาก็เอาเรื่องไฟไหม้มาด้วย!"
เพียะ!
ฮูหยินเฟิงตบหน้าเฟิงลั่ว ไม่แรงนัก "พูดจาเหลวไหลนั่นคือน้องสาวของเจ้านะ" นางหันไปทางเฟิงกัว "ท่านพี่ ว่าอย่างไร"
เฟิงกัวถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ "ตามใจเจ้าเถิด ข้าจะไปว่าราชการแล้ว จัดการให้มันเงียบๆ อย่าให้เรื่องอัปยศนี้แพร่ออกไปเป็นที่อับอายขายหน้า!"
เขาสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะมองหน้าบุตรสาวคนที่สามของตนเองอีก
เมื่อเฟิงกัวลับสายตาไป รอยยิ้มเมตตาของฮูหยินเฟิงก็จางลงเล็กน้อย นางมองเฟิงหลินด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
"ไปเถอะหลินเอ๋อร์ แม่จะให้คนพาเจ้าไปที่เรือนท้ายจวน" นางหันไปสั่งบ่าวรับใช้
"ไปตามหมอมาดูอาการนางด้วย ส่วนเจ้า เสี่ยวชิง ในเมื่อวัดไม่มีแล้ว ก็มาเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้คุณหนูสามก็แล้วกัน"
เฟิงหลินก้มหน้าลง ซ่อนแววตาที่คมกริบของตนไว้ "ขอบพระคุณฮูหยินที่เมตตาเจ้าค่ะ"
เรือนท้ายจวน ดี ยิ่งห่างไกล ยิ่งถูกลืม และยิ่งถูกลืมข้าก็ยิ่งลงมือได้สะดวก
การต่อสู้ในจวนสกุลเฟิง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
