บทที่ 2.4
“หุบปาก!” นางตวาดก่อนลากเขาขึ้นไปส่งให้ขันทีและนางกำนัลที่รออยู่บนฝั่ง ดูเหมือนการต่อสู้ที่เก๋งกลางทะเลสาบจะยุติลงไปแล้ว อีกทั้งร่างที่กำลังถูกหิ้วออกไปนั้น คงจะเป็นมือสังหารที่บุกเข้ามาเมื่อครู่กระมัง
หลิ่งจือปราดเข้ามาพร้อมกับเสื้อคลุม นางมองผู้เป็นนายสลับกับใบหน้าขาวซีดของชายหนุ่ม รู้สึกประหลาดใจกับรอยยิ้มของเขาซึ่งมองตรงมายังผู้เป็นนาย
“ท่านปราชญ์ ปลอดภัยดีหรือไม่เจ้าคะ” นางเอ่ยถามเซียงป่ายเหอด้วยความห่วงใย
“ข้าไม่เป็นไร ตอนนี้อยากเปลี่ยนชุด” หลังจากนั้นหญิงสาวก็เดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองเบื้องหลัง
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายยังตำหนักฮุ่ยเจ๋อผ่านไป เซียงป่ายเหอล้มป่วยเพราะตกลงไปในทะเลสาบเย็นเยียบ นางไหนเลยจะรู้ว่าข้างนอกนั้น เรื่องราวได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่คิด
หลังจากมือสังหารถูกจับก็กลืนยาพิษที่อมไว้ในปากจนสิ้นใจ กระนั้นกลับมีการค้นพบสัญลักษณ์ของรัชทายาทแคว้นฉู่ในตัวของมือสังหาร
แม้เรื่องนี้จะถูกปิดเป็นความลับ แต่เรื่องซุบซิบในวังหลวงไหนเลยจะสามารถหาต้นตอได้ ไม่นานข่าวลือก็มีมากมายจนไม่อาจควบคุม
เรื่องแรกหนีไม่พ้นการที่อัครมหาเสนาบดีแคว้นฉู่ถูกลอบสังหารในวังหลวงแคว้นฉิน เรื่องนี้แน่นอนว่าแคว้นฉินย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์
เรื่องที่สองเห็นจะหนีไม่พ้นหลักฐานที่ถูกพบในตัวมือสังหาร เนื่องจากมีใครบ้างไม่รู้ว่าอัครมหาเสนาบดีแคว้นฉู่ กุมอำนาจเหนือบัลลังก์มังกร
เรื่องสุดท้ายที่ทำเอาสะเทือนไปทั้งแคว้นฉิน เห็นจะหนีไม่พ้นความใกล้ชิดระหว่างท่านปราชญ์ผู้สูงส่ง กับหลินหยางกุนซือผู้ติดตามของอัครมหาเสนาบดีหนุ่มจากแคว้นฉู่
ภาพที่เซียงป่ายเหอในชุดตัวในสีขาวบางพลิ้วเปียกปอน กอดก่ายร่างใหญ่ของชายหนุ่ม ทำเอานางกำนัลวังหลวงต่างลือกันไปต่างๆ นานา
ที่หนักกว่าก็คือถึงกับมีนิยายประโลมโลกและสมุดภาพวาดล้อเลียนเหตุการณ์นั้น จนทำให้เกิดข่าวลือขึ้นไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ได้ยินหลิ่งจือรายงานเรื่องราวทั้งหมดจบลง เซียงป่ายเหอได้แต่กุมขมับ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองหลิ่งจือ ก่อนมองไปยังประตูห้องที่มีขันทีและนางกำนัลคอยรับคำสั่ง
“หลิ่งจือ”
“เจ้าคะท่านปราชญ์”
“ไล่พวกเขาออกไปให้หมด ข้ามีเรื่องพูดกับเจ้าตามลำพัง เรื่องสำคัญมาก”
แม้จะรู้สึกประหลาดใจแต่หลิ่งจือก็ยังทำตามโดยดี นางเดินออกไปถ่ายทอดคำสั่ง ไม่นานทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ภายในหลงเหลือเพียงหลิ่งจือและนางเพียงสองคน
เซียงป่ายเหอยื่นมือออกมา “เอามาให้ข้า”
หลิ่งจือถึงกับสะดุ้ง “อะ...อะไรเจ้าคะ”
“สมุดภาพวาด ข้ารู้นะว่าเจ้ามี” ท่าทางมีพิรุธถึงเพียงนี้ ดูไม่ออกข้าก็โง่งมเต็มทนแล้ว!
หลิ่งจือทำท่าทางเสียดายสุดแสน ตอนที่นางส่งสมุดภาพวาดประกอบนิยายประโลมโลกออกมา เมื่อเปิดหน้าแรกเซียงป่ายเหอถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้า นางเงยหน้ามองหลิ่งจือก่อนหลับตาสะกดเพลิงโทสะ
‘ตำนานรักปราชญ์หญิงยอดดวงใจ’
ชื่อนิยายยังไม่ทำให้นางโกรธเท่ากับภาพประกอบ เพราะในภาพนั้นมีหนึ่งบุรุษอุ้มหญิงสาวซึ่งเปียกปอนเอาไว้ในอ้อมแขน แถมเสื้อผ้านั้นบางเสียยิ่งกว่าบาง มองเห็นทุกอย่างได้อย่างไม่ต้องคาดเดา ใบหน้าของทั้งสองนั้นชัดเจนว่าวาดขึ้นมาโดยมีผู้ใดเป็นต้นแบบ
เปิดหน้าถัดไป ถัดไป และถัดไป เนื้อเรื่องตรงกับเรื่องราวก่อนหน้านี้ กระทั่งมาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ตรงที่ชายหนุ่มในนิยายเป็นฝ่ายช่วยชีวิตหญิงสาว ทั้งยังอุ้มนางขึ้นมาจากทะเลสาบ
“ท่านปราชญ์”
มองดูเซียงป่ายเหอมือกำสมุดภาพเล่มนั้นแน่นจนข้อซีดขาว หลิ่งจือพลันรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง นางรับรู้ได้ถึงอารมณ์โกรธกรุ่นของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
“ตอนจบปราชญ์หญิงเกิดความซาบซึ้งจึงแต่งเขาเป็นนายท่านอย่างนั้นเรอะ”
น้ำเสียงเย็นเยียบทำเอาหลิ่งจือคุกเข่าลงอย่างแรง “ขอท่านปราชญ์อย่าได้มีโทสะ เรื่องนี้ข้าน้อยจะสอบสวนหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้”
มองดูอีกฝ่ายคุกเข่าลงพร้อมเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง เซียงป่ายเหอครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงบอกให้นางยืนขึ้น “ช่างเถิด จะทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาวันๆ อยู่แต่ในกำแพงสูง การเล่นสนุกนี้ก็เป็นเพียงเรื่องที่ทำเพื่อความสำราญเล็กๆ น้อย หากข้ามีโทสะและเอาความ รังแต่จะเป็นการยอมรับและทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะ”
“ท่านปราชญ์” หลิ่งจือมองหญิงสาวราวกับมองคนแปลกหน้า
“หลิ่งจือ”
“เจ้าคะ”
“ข้าขอบอกเจ้าตามตรง” หญิงสาวใคร่ครวญดีแล้ว อย่างน้อยนางก็ควรจะพูดกับคนสนิทให้กระจ่าง หาไม่คงไม่อาจเอาตัวรอดไปได้อย่างแน่นอน
“ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในวันนั้นบนแพกลางแม่น้ำ”
หลิ่งจือจดจ้องหญิงสาวนิ่ง ตั้งใจฟังทุกคำที่หญิงสาวเอื้อนเอ่ย
“ข้า...พบว่าตัวเองจดจำสิ่งใดไม่ได้เลย”
น้ำเน่าใช่ไหมเล่า แต่นางจะใช้เสียอย่าง