บทที่ 2.2
ส่วน ‘ข้ารับใช้’ ก็คืออนุนั่นเอง
“หลิ่งจือ”
“เจ้าคะ”
“ข้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก เจ้าไม่ต้องตามมา” นางต้องการเวลาในการตั้งสติเสียหน่อย
ในยามที่เดินออกมาจากห้อง หญิงสาวเดินสวนกับบ่าวรับใช้ในตำหนักฮุ่ยเจ๋อ ใบหน้าเยาว์วัยของเด็กหนุ่มหลายคน ทำให้นางอดที่จะสะท้อนใจขึ้นมาไม่ได้
เด็กหลายคนยังอายุไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำกระมัง แม้แคว้นฉินจะมีอิสตรีครองบัลลังก์ แต่เรื่องที่สตรีสามารถมีทั้งนายท่านและข้ารับใช้ทีละหลายๆ คน จะให้อย่างไรก็ทำใจให้ชินไม่ได้เสียที
ครุ่นคิดคนเดียวอยู่นาน กระทั่งเดินมาจนถึงทะเลสาบข้างตำหนักฮุ่ยเจ๋อ เซียงป่ายเหอมองดูสะพานทอดยาวลงไปยังเก๋งหลังน้อย
ตำหนักกว้างใหญ่หรูหรา อีกทั้งทะเลสาบหน้าหนาวที่รอบด้านเต็มไปด้วยบุปผานานาพันธุ์ ดูไปแล้วไม่ว่าใครย่อมคิดว่าจักรพรรดินีให้ความสำคัญต่อปราชญ์หญิงยิ่งนัก
กระนั้นการที่เซียงป่ายเหอถูกวางยาพิษ ทั้งที่นางอยู่ในวังหลวง นี่นับเป็นสาเหตุที่หญิงสาวคล้อยตามที่หลิ่งจือพูดมากที่สุด
พิจารณาจากการกระทำของอิ่นเหยียน บวกกับสายตาที่เขามองเซียงป่ายเหอ หากนางไม่ได้คิดไปเองแล้ว นางย่อมมองออกว่าคนที่อิ่นเหยียนมีใจก็คือเซียงป่ายเหอ
หากแต่...เพราะอะไรเขาจึงแต่งเป็นนายท่านของจูเชวี่ยเล่า หรือเป็นเพราะประโยคที่ว่า ‘อยู่ใต้คนๆเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น ’ ดังนั้นอิ่นเหยียนจึงยอมแต่งเป็นนายท่านของจักรพรรดินีจูเชวี่ย
คิดๆ ดูแล้วการที่เซียงป่ายเหอสนิทสนมกับอิ่นเหยียน แน่นอนจักรพรรดินีไหนเลยจะทรงปล่อยผ่าน แม้จะพูดกันตามเหตุผลแล้ว เซียงป่ายเหอนับว่ามีความชอบ
แต่ตอนนี้บัลลังก์ของจักรพรรดินีมั่นคงแล้ว ครั้งนี้จะทำอะไรก็ย่อมง่าย หากนางไม่หาทางออกจากวังหลวง เกรงว่านานวันเข้าคงไม่มีโอกาสแล้ว
หลิ่งจือบอกนางว่าทางเดียวที่นางจะออกจากวังหลวง นั่นก็คือนางต้องแต่งนายท่านแล้วย้ายออกไป หรือหากยังหาใครไม่ได้ การรับข้ารับใช้คอยอุ่นเตียง ก็อาจทำให้อิ่นเหยียนยอมตัดใจไปเอง
เพียงแต่...ก่อนหน้านี้เซียงป่ายเหอคิดอะไรอยู่ เหตุใดนางจึงยังอยู่ในวังหลวง อีกทั้งเพราะอะไรนางจึงยังไม่ยอมแต่งผู้ใดเข้าตำหนัก
“หรือว่านางกับอิ่นเหยียนวางแผนใดไว้” หญิงสาวพึมพำออกมาเสียงเบา
กว่าจะเงยหน้าขึ้นมองเพราะครุ่นคิดอย่างหนัก เซียงป่ายเหอก็พบว่าตัวนางเองได้เดินมาถึงเก๋งหลังน้อยกลางทะเลสาบ เสียงพูดคุยดังแว่วเข้ามา กลุ่มคนซึ่งกำลังเดินตรงมายังจุดที่นางยืนอยู่ ทำให้เซียงป่ายเหอลนลานเล็กน้อย
คิ้วเรียวขมวดมุ่น ในยามที่คิดได้ว่าตำหนักฮุ่ยเจ๋อเป็นของนาง หากจะมีคนกล้าล่วงล้ำเข้ามา แน่นอนว่าย่อมได้รับพระราชโองการจากองค์จักรพรรดินี
กลุ่มคนเหล่านั้นมองเห็นนางแล้ว เซียงป่ายเหอยืดไหล่ขึ้น นางปรับสีหน้าให้เยือกเย็น มองตรงไปยังกลุ่มคนที่กำลังก้าวตรงเข้ามาหา อีกทั้งด้านหน้ายังมีขันทีผู้คอยนำทางวิ่งปราดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดขาว
“คารวะท่านปราชญ์ ข้าน้อยสมควรตายที่เข้ามารบกวน เพียงแต่ได้รับราชโองการให้พาตัวแทนจากแคว้นฉู่มาชมทิวทัศน์ของทะเลสาบแห่งปราชญ์ ดังนั้น...”
“ข้าหาได้ขุ่นเคือง ในเมื่อมาแล้วก็ทำหน้าที่ต่อไปเถิด”
มองดูกลุ่มคนที่เดินมาถึงยังจุดที่นางยืนอยู่ วันนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แม้ไม่รู้ว่าในบรรดาคนที่มานางเคยรู้จักหรือไม่ แต่หากยิ่งปลีกตัวไปก็รังแต่จะทำให้น่าสงสัย
“คารวะท่านปราชญ์ ข้าน้อยเซี่ยซู อัครมหาเสนาบดีแคว้นฉู่”
เซียงป่ายเหอมองอัครมหาเสนาบดีหนุ่มตรงหน้า ในใจก็ลอบสูดปากอย่างชื่นชม เขาเป็นเพียงชายหนุ่มวัยไม่เกินสามสิบ แต่กลับมีฐานะเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี หน้าตาหรือก็หล่อเหลาคมเข้ม ท่วงท่าหรือก็สุขุมเยือกเย็น
“นี่คือกุนซือผู้ติดตามของข้า หลินหยาง ด้านหลังคือองครักษ์นามเฟยอวี่”