บทที่ 1.4
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวพลันหรี่ดวงตาลง นางมองชายหนุ่มตรงหน้านิ่ง แม้ก่อนหน้านี้จะได้ยินมาว่าเซียงป่ายเหอถูกวางยาพิษ ตอนแรกยังคิดจะหาต้นตอเพื่อระแวดระวัง ไหนเลยจะคิดว่าบุรุษตรงหน้าจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาสนทนา
“นายท่านอิ่นเหยียน”
เสียงของหลิ่งจือให้ทำให้เซียงป่ายเหอเม้มปากด้วยความขัดใจ คราแรกกะจะใช้มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนหลอกถามคนตรงหน้าสักหลายๆ เรื่อง มาบัดนี้กลับมาถูกขัดจังหวะเข้าเสียได้
แต่...รู้ว่าเขามีนามว่าอิ่นเหยียน นี่ก็นับว่าไม่เลวเสียทีเดียว กลับไปนางคิดว่าลอบถามสาวใช้เสียหน่อยก็คงได้อะไรบ้าง
“ท่านไม่รั้งอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งหวง แต่กลับมามาถึงตำหนักฮุ่ยเจ๋อ หากองค์จักรพรรดินีทรงทราบเรื่อง คงไม่เป็นผลดีต่อท่านปราชญ์” หลิ่งจือเสียงแข็งเล็กน้อย ยังความประหลาดใจมาให้เซียงป่ายเหอ
“แม่นางหลิ่งจือ”
อิ่นเหยียนยิ้มให้หลิ่งจือ ก่อนจะถอยออกไปยืนห่างจากเซียงป่ายเหอพอสมควร การกระทำนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกสงสัยอยู่ครามครัน
ทั้งท่าทีของชายหนุ่ม และ...ตำหนักเฟิ่งหวง นั่นมิใช่ตำหนักขององค์จักรพรรดินีหรอกหรือ!!!
“เรียนท่านปราชญ์ ตอนนี้องค์จักรดิพรรดินีทรงเสด็จ...”
ยังพูดไม่ทันจบขบวนเสด็จอันโอ่อ่า ก็ทำให้หญิงสาวสูดปากด้วยความตื่นตาตื่นใจ ด้านหน้าขบวนซึ่งกำลังตรงมายังหญิงสาวกับชายหนุ่ม สตรีรูปร่างองอาจสวมชุดสีเหลืองทองปักลวดลายหงส์ กำลังเยื้องย่างใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ใบหน้างดงามที่เปล่งประกาย ทำให้เซียงป่ายเหอรู้สึกได้ถึงอำนาจวาสนาที่อีกฝ่ายมี โดยที่ไม่ต้องประกาศว่าสตรีผู้นี้คือใคร
“หม่อมฉันถวายพระพรองค์...”
“ป่ายเหอ”
น้ำเสียงน่าฟัง บวกกับกิริยาที่ปราดเข้ามาพยุง ทำให้เซียงป่ายเหอชะงัก นางเงยหน้าสบตากับจูเชวี่ย จักรพรรดินีแคว้นฉินด้วยหัวใจหวาดหวั่น
แม้ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงหลุดเข้ามาในนิยายที่อ่านได้ แต่ถึงอย่างนั้นการได้พบตัวละครที่นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้น ทำให้อดที่จะตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่นขึ้นมาไม่ได้จริงๆ
“เจ้ากำลังป่วย เหตุใดออกมาเดินเพียงลำพัง”
มองเห็นอีกฝ่ายปรายตามองอิ่นเหยียน เซียงป่ายเหออดไม่ได้ที่จะลอบใคร่ครวญเงียบๆ จูเชวี่ยผู้นี้มีรัศมีข่มขวัญผู้คน แม้นางจะไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นนางกำนัลและผู้ติดตามเบื้องหลังที่มีท่าทีหวาดกลัวทุกย่างก้าว
หากแต่...กลับใช้ไม่ได้กับอิ่นเหยียนผู้นี้ เพราะเขาเพียงหรุบดวงตาลงต่ำ และหาได้มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้ามเขากลับดู...สงบเยือกเย็นยิ่งนัก
เซียงป่ายเหอถอนหายใจออกมาเสียงเบา ยิ่งในยามที่โดนจูเชวี่ยจับจูงมือเดินห่างออกมา โดยไม่ได้บอกให้ผู้ใดเดินตามมา
แม้แต่กับอิ่นเหยียน...
หญิงสาวผงะเมื่อในยามที่หันกลับไปมอง นางบังเอิญสบเข้ากับสายตาเว้าวอนของอิ่นเหยียนที่จ้องตรงมายังตัวนาง
สวรรค์...นี่คงไม่ใช่เรื่องราวรักสามเส้าเราสามคนหรอกนะ!!!
คิดได้ดังนั้นนางก็ได้แต่เหงื่อตก ก่อนลอบมองใบหน้าของจูเชวี่ย
“ป่ายเหอ เจ้าฟื้นขึ้นมาเช่นนี้ ช่าง...ดีจริงๆ หลายวันมานี้วังหลวงมีเรื่องยุ่งวุ่นวายไม่หยุดหย่อน”
ในยามที่อีกฝ่ายเอื้อนเอ่ย เซียงป่ายเหอรับรู้ได้ถึงความเคร่งเครียด ผ่านพระหัตถ์ที่กุมมือของนางเอาไว้แน่น ความสนิทสนมระหว่างจักรพรรดินีและเซียงป่ายเหอ ทำให้นางลอบตื่นตระหนก เพราะกลัวว่าตัวเองจะทำให้ผู้อื่นสงสัย
“สามแคว้นที่ส่งขุนนางมาร่วมงานศพเจ้า มาบัดนี้กลับเรียกร้องอยากพบเจ้าให้จงได้” เอ่ยจบก็ได้ยินเสียงถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “เห็นทีเจ้าเองที่ยังไม่หายดีคงต้องออกหน้าเสียแล้ว”
อะไรนะ!!!
เซียงป่ายเหอลอบตระหนก นางหาใช่ปราชญ์หญิงตัวจริง เช่นนี้จะให้นางออกหน้าอะไรอีกเล่า
แม่จ๋า...ลิลลี่อยากกลับบ้าน
“เดินมาถึงที่นี่แล้วข้านึกขึ้นได้ เจ้าจำทะเลสาบข้างตำหนักฮุ่ยเจ๋อได้หรือไม่ ทะเลสาบที่ข้าให้คนขุดขึ้น เพื่อให้เจ้าได้ปลูกดอกบัวนานาชนิด”
ไม่เอ่ยเปล่ากลับชี้ตรงไปยังทะเลสาบขนาดย่อมดังกล่าว
อา...อยู่ที่นี่มาหลายวันไม่ยักรู้ว่ามีทะเลสาบเล็กๆ อยู่ข้างตำหนักนี่เอง หญิงสาวบ่นกับตัวเองในใจ พร้อมกันนั้นก็เดินตามจูเชวี่ยไปยังทะเลสาบ