บทที่ 3: มื้อแรกจากเศษอาหาร
บรรยากาศภายในครัวดินหลังเล็กช่างหนาวเหน็บและวังเวง แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ซูชิงถือเข้ามาส่องกระทบให้เห็นความทรุดโทรมในทุกตารางนิ้ว คราบเขม่าควันไฟจับหนาตามผนัง และกลิ่นอับชื้นที่ผสมปนเปกับกลิ่นสาบของความจนตรอกลอยอวลอยู่ในอากาศ
ในมือของซูชิงมีเพียงถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุ 'ความหวัง' ก้นถุงเอาไว้
แป้งข้าวโพดหยาบๆ สองกำมือนั้นมีสีเหลืองคล้ำจนเกือบดำ มันถูกบดมาอย่างลวกๆ จนยังเห็นเศษซังข้าวโพดและแกลบปะปนอยู่ทั่วไป หากเป็นในชาติภพก่อน แม้แต่จะนำไปผสมเป็นอาหารไก่ในฟาร์มออร์แกนิกของเธอ เธอยังต้องคิดแล้วคิดอีก
แต่นาทีนี้ นี่คือสิ่งล้ำค่าที่สุดที่เธอมี
"ต้าเหมา ก่อไฟ" ซูชิงสั่งซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง พลางวางตะเกียงลงบนแท่นวางเตา
เด็กชายคนโตยืนนิ่งอยู่ที่ประตูครัว ร่างกายผอมเกร็งของเขาดูขัดแย้งในตัวเอง ดวงตาคู่คมยังคงจ้องมองเธอด้วยความระแวง แต่เสียงท้องที่ร้องโครกครากอย่างประท้วงนั้นกลับทรยศต่อท่าทีแข็งกร้าวของเขาอย่างสิ้นเชิง
ในที่สุด ความหิวโหยก็มีชัยเหนือทิฐิ ต้าเหมากัดริมฝีปากแน่น เดินกระแทกเท้าเข้ามาทรุดตัวลงหน้าเตาอิฐ เขาคว้าไม้ขีดไฟอย่างกระฟัดกระเฟียดแล้วเริ่มจุดเศษหญ้าแห้งและฟืนไม้ชื้นๆ ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
ซูชิงไม่สนใจท่าทีของเขา เธอรู้ดีว่าตอนนี้การกระทำสำคัญกว่าคำพูด
เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับวัตถุดิบตรงหน้า สมองของอดีตเชฟระดับมิชลินเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว แป้งข้าวโพดหยาบแบบนี้ถ้าเอาไปต้มเป็นโจ๊ก มันจะสากคอจนเด็กๆ กลืนไม่ลงและอาจจะบาดคอหอยที่บอบบางของยาโถวได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการทำเป็นแผ่นแป้งจี่ แต่ปัญหาคือ ไม่มีน้ำมัน
การจี่แป้งโดยไม่มีน้ำมันบนกระทะเหล็กเก่าๆ ที่ขึ้นสนิมเขรอะแบบนี้ เสี่ยงต่อการไหม้ติดกระทะและกลายเป็นก้อนถ่านที่กินไม่ได้
ซูชิงกวาดสายตาไปทั่วครัวอีกครั้งอย่างสิ้นหวัง จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับไหดินเผาใบเล็กที่วางตะแคงอยู่มุมมืด เธอรีบพุ่งเข้าไปดู มันคือไหใส่น้ำมันหมู ที่ว่างเปล่า
แต่เดี๋ยวก่อน!
ดวงตาของซูชิงเป็นประกายขึ้นมา เมื่อสังเกตเห็นคราบสีขาวขุ่นบางๆ ที่เกาะอยู่ตามผนังด้านในของไห มันคือเศษเสี้ยวของไขมันหมูที่หลงเหลืออยู่!
เธอไม่รอช้า รีบใช้นิ้วชี้กวาดคราบไขมันเหล่านั้นอย่างระมัดระวังราวกับกำลังเก็บกู้โบราณวัตถุ ได้ไขมันหมูติดปลายนิ้วมาเพียงน้อยนิด ไม่ถึงครึ่งช้อนชาด้วยซ้ำ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างปาฏิหาริย์
"เอ้อร์เหมา ไปตักน้ำมาให้ฉันหน่อย เอาขันที่สะอาดที่สุดนะ" เธอตะโกนสั่งลูกคนรองที่ชะโงกหน้าดูอยู่ที่ประตู
เอ้อร์เหมาสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี เขาวิ่งไปที่โอ่งน้ำใบใหญ่แล้วตักน้ำมาให้เธอขันหนึ่ง
ซูชิงรับน้ำมา เทส่วนหนึ่งลงในชามดินเผาบิ่นๆ แล้วค่อยๆ เทแป้งข้าวโพดหยาบลงไป เธอใช้นิ้วมือคนผสมอย่างใจเย็น สัมผัสได้ถึงความสากของเม็ดแป้ง เธอรู้ดีว่าต้องใช้น้ำร้อนในการนวดเพื่อให้แป้งสุกและนุ่มขึ้น แต่ตอนนี้รอไม่ได้แล้ว
ระหว่างที่คนแป้ง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติที่ซุกอยู่ในซอกผนังดินด้านหลังเตา มันคือกองใบไม้เหี่ยวๆ สีเขียวคล้ำที่เกือบจะเน่าเปื่อย
เธอเอื้อมมือไปหยิบมันออกมา มันคือ 'ผักจิ่วไช่ป่า' (กุยช่ายป่า) กำเล็กๆ ที่น่าจะถูกเก็บมาหลายวันแล้ว มันเหี่ยวเฉาและเริ่มมีใบเหลือง ใบส่วนใหญ่ช้ำจนใช้การไม่ได้
แต่สำหรับซูชิง นี่คือขุมทรัพย์!
เธอคัดเลือกใบที่ยังพอใช้ได้ออกมาอย่างรวดเร็ว เด็ดส่วนที่เน่าเสียทิ้งไปอย่างไม่เสียดาย ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำที่เหลือในขัน แล้วใช้มีดทำครัวทื่อๆ ซอยมันอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลิ่นฉุนเฉพาะตัวของกุยช่ายป่าโชยออกมาจางๆ แม้จะไม่สดใหม่ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
เธอโรยเศษกุยช่ายสับลงไปในชามแป้ง เติมเกลือเม็ดหยาบสองสามเกล็ดที่เธอค้นเจอในรอยแตกของตู้กับข้าวลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ แล้วคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนได้เป็นแป้งเปียกข้นๆ สีเหลืองตุ่นที่มีจุดสีเขียวเข้มกระจายอยู่ทั่ว
"ไฟแรงพอหรือยัง?" เธอถามต้าเหมา
เด็กชายพยักหน้าโดยไม่สบตา เปลวไฟสีส้มเต้นระริกอยู่ในเตา ให้ความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งในบ้านหลังนี้
ซูชิงวางกระทะเหล็กลงบนเตา รอจนกระทั่งกระทะร้อนจัดจนมีควันลอยขึ้นมาจางๆ จากนั้น วินาทีสำคัญก็มาถึง
เธอใช้นิ้วที่เปื้อนคราบน้ำมันหมูอันน้อยนิดนั้น ป้ายลงไปบนพื้นผิวกระทะอย่างรวดเร็ว
ฉ่า!
เสียงน้ำมันปะทะความร้อนดังขึ้นเพียงชั่วพริบตา พร้อมกับกลิ่นหอมของไขมันสัตว์ที่ระเหยขึ้นมา กลิ่นที่ห่างหายไปจากบ้านหลังนี้นานแสนนาน กลิ่นแห่งความอุดมสมบูรณ์!
กลิ่นหอมนั้นลอยอบอวลไปทั่วห้องครัวเล็กๆ และเล็ดลอดออกไปยังห้องโถง เด็กสามคนที่กำลังหิวโซสูดดมกลิ่นนั้นเข้าไปเต็มปอดโดยไม่รู้ตัว น้ำลายสอขึ้นมาในปากอย่างห้ามไม่อยู่
ซูชิงไม่ปล่อยให้จังหวะทองหลุดมือ เธอใช้ช้อนไม้ตักแป้งเปียกหยอดลงไปบนกระทะ แล้วใช้ก้นช้อนเกลี่ยวนอย่างชำนาญให้เป็นแผ่นกลมบาง
ซู่
เสียงแป้งเปียกกระทบกระทะร้อนดังขึ้นอย่างน่าฟัง กลิ่นหอมของข้าวโพดจี่ไฟเริ่มโชยตามมา ผสมผสานกับกลิ่นฉุนร้อนแรงของกุยช่ายป่าและกลิ่นหอมมันของน้ำมันหมู กลายเป็นซิมโฟนีแห่งกลิ่นที่ปลุกเร้าน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างรุนแรงที่สุด
ต้าเหมาที่นั่งอยู่หน้าเตาจ้องมองแผ่นแป้งในกระทะตาไม่กระพริบ เขาเห็นแป้งสีเหลืองคล้ำค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ขอบเริ่มเกรียมและร่อนออกจากกระทะ ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจอย่างที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน
ซูชิงพลิกกลับด้านแผ่นแป้งอย่างคล่องแคล่ว เผยให้เห็นด้านที่สุกเกรียมกำลังดีเป็นลายสีน้ำตาลสวยงาม เธอทำแบบนี้ซ้ำๆ จนได้แผ่นแป้งจี่ขนาดฝ่ามือสี่ชิ้น
จากนั้น เธอก็ใช้น้ำที่เหลือจากการล้างผักและเศษก้านกุยช่ายที่แข็งเกินกว่าจะใส่ในแป้ง เทลงไปในกระทะใบเดิม เติมเกลืออีกนิดหน่อย ต้มจนเดือดปุดๆ กลายเป็นซุปผักใสๆ ที่มีคราบน้ำมันลอยหน้าบางๆ
"เสร็จแล้ว"
ซูชิงยกจานสังกะสีบุบๆ ที่ใส่แผ่นแป้งจี่ร้อนๆ สี่ชิ้น และชามน้ำซุป ออกไปยังโต๊ะไม้เก่าๆ ในห้องโถง
แสงสว่างจากตะเกียงส่องให้เห็นอาหารมื้อแรกในยุค 70 ของเธอ แผ่นแป้งจี่สีเหลืองทองที่มีรอยไหม้เกรียมเล็กน้อย ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของธัญพืชและสมุนไพร และซุปผักร้อนๆ ที่มีไอลอยกรุ่น
มันเป็นมื้ออาหารที่เรียบง่ายและต่ำต้อยที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมา แต่มันกลับดูงดงามและทรงพลังที่สุดในเวลานี้
สามพี่น้องตระกูลกู้ยืนล้อมวงอยู่ที่โต๊ะ สายตาทั้งสามคู่จับจ้องไปที่แผ่นแป้งจี่ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า เสียงกลืนน้ำลายดังเอือกใหญ่
แต่ไม่มีใครกล้าขยับ
ต้าเหมายืนกำหมัดแน่น สัญชาตญาณการป้องกันตัวร้องเตือนเขา แม่เลี้ยงใจร้ายคนนี้จู่ๆ ก็ทำของดีๆ แบบนี้ให้พวกเขากิน มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ หรือว่าเธอจะวางยาพิษพวกเขา? เพื่อที่เธอจะได้หนีไปมีความสุขคนเดียว?
"ทำไมไม่กินล่ะ? ไม่หิวกันหรือไง?" ซูชิงถาม พลางสังเกตท่าทีระแวดระวังของพวกเขา
"เธอ.. เธอใส่อะไรลงไป?" ต้าเหมาถามเสียงสั่น นิ้วชี้ไปที่จานอาหาร
ซูชิงเข้าใจความคิดของเด็กชายทันที เธอไม่โกรธ แต่กลับรู้สึกสงสารจับใจ เด็กพวกนี้ถูกทำร้ายมามากจนไม่กล้าไว้ใจแม้กระทั่งอาหารที่อยู่ตรงหน้า
"ก็ได้ ถ้าพวกเธอไม่กล้า ฉันจะกินให้ดูเป็นคนแรก"
ซูชิงหยิบแผ่นแป้งจี่ขึ้นมาหนึ่งชิ้น มันร้อนจนลวกมือ แต่เธอไม่สนใจ เธอเป่ามันเบาๆ สองสามที แล้วกัดคำโตๆ เข้าไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา
กร้วม!
เสียงกัดแผ่นแป้งที่กรอบนอกนุ่มในดังขึ้นอย่างชัดเจน
รสชาติแรกที่สัมผัสลิ้นคือความหอมของข้าวโพดที่ถูกความร้อนดึงออกมาจนเต็มที่ ตามมาด้วยรสเค็มปะแล่มๆ ของเกลือที่ช่วยชูรสชาติ และกลิ่นหอมฉุนของกุยช่ายป่าที่ช่วยกลบความสากของแป้งข้าวโพดหยาบได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความมันวาวเล็กน้อยจากน้ำมันหมูทำให้มันลื่นคอและให้ความรู้สึกอิ่มเอม
"อร่อย" ซูชิงพึมพำออกมาจากใจจริง มันไม่ได้อร่อยเพราะวัตถุดิบเลิศหรู แต่มันอร่อยเพราะความพยายามและการดึงศักยภาพของวัตถุดิบออกมาจนถึงขีดสุด
เธอเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วกลืนลงคออย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะฉีกอีกคำแล้วยื่นไปตรงหน้ายาโถว
"กินสิ ยาโถว มันไม่มียาพิษหรอกนะ อร่อยมากเลยล่ะ" เธอส่งยิ้มที่จริงใจที่สุดให้เด็กหญิงตัวน้อย
ยาโถวเงยหน้ามองพี่ชายคนโตอย่างขอความเห็น แต่กลิ่นหอมที่อยู่ตรงจมูกและความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะน้อยๆ ของเธอมันรุนแรงเกินต้านทาน
มือเล็กๆ ที่ผอมแห้งค่อยๆ เอื้อมออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ คว้าชิ้นแป้งจากมือซูชิง แล้วยัดเข้าปากทันที
ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้างขึ้นในวินาทีที่ลิ้นสัมผัสรสชาติ
"อื้อ!" ยาโถวครางออกมาด้วยความดีใจ เธอไม่เคยได้กินอะไรที่หอมและอร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต! ความกรอบ ความนุ่ม ความเค็ม ความมัน มันเหมือนสวรรค์ประทานมาให้
เมื่อเห็นน้องเล็กกินอย่างปลอดภัยและมีความสุข กำแพงในใจของเอ้อร์เหมาก็ทลายลง เขารีบคว้าแผ่นแป้งชิ้นต่อไปขึ้นมากัดกินอย่างรวดเร็ว
และสุดท้าย แม้แต่ต้าเหมาผู้แข็งแกร่ง ก็พ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด เขากระชากแผ่นแป้งชิ้นสุดท้ายไป ยัดเข้าปากเคี้ยวอย่างมูมมามราวกับกลัวว่าใครจะมาแย่งไป น้ำตาแห่งความคับแค้นใจและความโล่งใจไหลซึมออกมาที่หางตาขณะที่เขากลืนอาหารคำโตลงท้อง
เสียงเคี้ยวและเสียงซดน้ำซุปดังระงมไปทั่วบ้านดินหลังน้อย พวกเขากินราวกับฝูงตั๊กแตนลงนา ไม่มีการพูดคุย มีแต่การแย่งชิงเศษผักชิ้นสุดท้ายในชามซุป แม้แต่จานสังกะสีก็ยังถูกเลียจนเกลี้ยงเกลา
ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที อาหารทุกอย่างก็หายวับไปกับตา
เด็กทั้งสามคนนั่งพิงพนักเก้าอี้ ท้องที่เคยแฟบป่องขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดฝาดแห่งความอิ่มเอม พวกเขามองหน้ากันเอง แล้วแอบชำเลืองมองซูชิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
มันยังมีความระแวงหลงเหลืออยู่ แต่ความเกลียดชังที่เคยวาวโรจน์นั้น ได้ถูกความอบอุ่นของมื้ออาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิต เจือจางลงไปหลายส่วนแล้ว.
