บท
ตั้งค่า

บทที่ 2: แววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

คำถามที่ว่า "หิวกันหรือเปล่า?" ของซูชิง แขวนค้างอยู่ในอากาศอันหนาวเหน็บและอับทึบภายในบ้านดิน ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในบ่อน้ำลึก ทว่ากลับไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่นแห่งความยินดีตอบกลับมา

มีความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าครอบงำแทนที่

ไม่มีใครขยับ ไม่มีใครตอบรับ สิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษ และเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของเด็กหญิงตัวน้อยที่พยายามกลั้นเสียงอย่างสุดความสามารถ

ซูชิงรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของอากาศ แต่เป็นเพราะไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ ทั้งสามตรงมุมห้อง โดยเฉพาะจากเด็กชายคนโต

กู้เจี้ยนเช่อ หรือ 'ต้าเหมา' ค่อยๆ ขยับตัวมายืนบังน้องทั้งสองคนไว้อย่างมิดชิด ร่างกายผอมเกร็งที่สวมเสื้อนวมตัวเก่าที่ขาดวิ่นจนนุ่นสีคล้ำโผล่ออกมานั้นตึงเครียดไปทุกส่วนสัด เขายืดตัวขึ้น พยายามทำตัวให้ดูสูงใหญ่ที่สุดเพื่อปกป้องสิ่งที่อยู่ข้างหลัง

ดวงตาดำขลับคู่โตบนใบหน้าที่ตอบเซียวเพราะความหิวโหยนั้น จ้องเขม็งมาที่ซูชิง มันไม่ใช่แววตาของเด็กสิบขวบที่มองผู้ใหญ่ แต่มันคือแววตาของสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและจนตรอก เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ความหวาดกลัว และที่ชัดเจนที่สุดคือ ความเกลียดชังที่ฝังรากลึกจนแทบจะแผดเผาคนที่ถูกจ้องมองให้มอดไหม้

"อย่ามาเสแสร้ง!"

ในที่สุด ต้าเหมาก็เค้นเสียงลอดไรฟันออกมา น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ แต่กลับเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย "เธอไล่ป้ากุ้ยไปเพื่ออะไร? คิดจะโก่งราคาพวกเรา หรือคิดแผนชั่วอะไรใหม่อีก!"

ซูชิงสะอึกไปเล็กน้อย คำพูดของเด็กชายเหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจ แม้เธอจะรู้ว่านี่คือผลกรรมที่เจ้าของร่างเดิมก่อไว้ แต่การต้องมารับแรงกระแทกจากความเกลียดชังนี้โดยตรงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ในนิยาย ต้าเหมาคือคนที่จดจำความเลวร้ายของแม่เลี้ยงได้แม่นยำที่สุด เขาคือคนที่เติบโตไปเป็นนายทหารผู้เย็นชาและเด็ดขาด และเป็นคนวางแผนจุดจบอันน่าสยดสยองให้กับเธอ ซูชิงมองเห็นเงาของ 'ว่าที่จอมมาร' ในอนาคตซ้อนทับอยู่บนร่างของเด็กชายผอมโซตรงหน้า

เธอเลื่อนสายตาผ่านไหล่ของต้าเหมาไปมองอีกสองชีวิตที่เหลือ

กู้หมิงฮุย หรือ 'เอ้อร์เหมา' วัยแปดขวบ โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังพี่ชายเพียงครึ่งเดียว ดวงตาเรียวเล็กที่ดูฉลาดเฉลียวนั้นกวาดมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับกำลังประเมินศัตรู เขาไม่ได้แสดงความเกลียดชังออกมาโจ่งแจ้งเท่าพี่ชาย แต่ความหวาดระแวงในแววตานั้นกลับลึกซึ้งยิ่งกว่า นี่คือแววตาของเด็กที่จะเติบโตไปเป็นหมอเทวดาผู้เลือดเย็นที่ฆ่าคนได้ด้วยรอยยิ้ม

และคนสุดท้าย กู้ซิ่วอิง หรือ 'ยาโถว' เด็กน้อยวัยห้าขวบที่น่าสงสารที่สุด เธอซุกหน้าอยู่กับแผ่นหลังของพี่รอง ร่างกายเล็กจ้อยสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ เสียงร้องไห้ของเธอขาดห้วงเพราะความหวาดกลัว เธอคือคนที่ได้รับผลกระทบจากความอดอยากและความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุด

ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของซูชิงบีบรัดด้วยความเวทนา พวกเขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ ที่ควรจะได้วิ่งเล่นและกินอิ่มนอนหลับ แต่สังคมและสภาพแวดล้อมกลับบีบคั้นให้พวกเขาต้องสร้างกำแพงหนาขึ้นมาป้องกันตัวเอง

"ฉันไม่ได้เสแสร้ง" ซูชิงพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนและจริงใจที่สุด แม้จะรู้ว่ามันยากที่จะทำให้พวกเขาเชื่อในทันที "ฉันพูดจริง ฉันจะไม่ขายพวกเธอ และตอนนี้ฉันหิวมาก พวกเธอก็คงหิวเหมือนกันใช่ไหม?"

ทันทีที่พูดจบ เสียงท้องร้องโครกครากก็ดังขึ้นอย่างประจวบเหมาะ ไม่ใช่จากท้องของเด็กๆ แต่เป็นท้องของซูชิงเอง

เสียงที่น่าอับอายนั้นทำลายความตึงเครียดลงไปได้เล็กน้อย เด็กๆ ชะงักไป ต้าเหมาขมวดคิ้วมองเธออย่างไม่อยากเชื่อ

ซูชิงอาศัยจังหวะนี้ถอนหายใจเบาๆ แล้วตัดสินใจหันหลังให้พวกเขา เพื่อลดแรงกดดันและแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเธอจะไม่ทำร้ายพวกเขา "รออยู่นี่นะ เดี๋ยวฉันไปดูในครัวว่ามีอะไรกินบ้าง"

เธอก้าวเท้าที่ยังคงอ่อนแรงเดินตรงไปยังส่วนที่เป็น "ห้องครัว" ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นเพียงมุมหนึ่งของห้องโถงที่มีเตาอิฐก่อไว้สำหรับทำอาหารและให้ความอบอุ่นไปในตัว

สภาพของครัวยิ่งตอกย้ำความสิ้นหวังให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บนเตาที่เย็นชืดมีหม้อเหล็กสีดำใบเก่าตั้งอยู่ ฝาหม้อบุบเบี้ยวและมีคราบเขม่าจับหนา ซูชิงเอื้อมมือไปเปิดฝาหม้อด้วยความหวังอันริบหรี่

ว่างเปล่า

ข้างในไม่มีอะไรเลย นอกจากคราบน้ำแกงแห้งกรังที่ก้นหม้อ ซึ่งบ่งบอกว่าไม่ได้มีการทำอาหารมื้อใหญ่มานานหลายวันแล้ว

เธอหันไปเปิดถังไม้สำหรับใส่ข้าวสารที่ตั้งอยู่มุมห้อง หัวใจเต้นรัว

ว่างเปล่าเช่นกัน

ไม่มีข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียว! เจ้าของร่างเดิมช่างใจดำอำมหิตเหลือเกิน ก่อนจะตัดสินใจขายเด็กๆ เธอคงกวาดเสบียงทุกอย่างในบ้านไปจนเกลี้ยงเพื่อปรนเปรอตัวเองหรือเอาไปให้ครอบครัวเดิมของเธอจนหมดสิ้น

ซูชิงรู้สึกเหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมด ขาของเธออ่อนพับจนต้องทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นดินที่เย็นเฉียบ มือไม้สั่นเทาขณะเริ่มรื้อค้นตู้กับข้าวไม้เก่าๆ ที่บานประตูแทบจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่

ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแป้งข้าวโพด ไม่มีมันเทศ ไม่มีแม้กระทั่งหัวผักกาดดองสักชิ้น

สิ่งที่พบมีเพียงความว่างเปล่าที่น่าใจหาย กลิ่นอับของเชื้อรา และซากแมลงสาบแห้งตายสองสามตัวที่มุมตู้

นี่คือความจริงอันโหดร้ายของยุค 70 ในชนบทที่ห่างไกล ความอดอยากไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย แต่มันคือปีศาจร้ายที่คอยกัดกินชีวิตผู้คนจริงๆ

ซูชิงในชาติภพก่อนเคยชินกับห้องครัวที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นยอดจากทั่วทุกมุมโลก เนื้อวากิวเอ5, ทรัฟเฟิลดำ, หรืออาหารทะเลสดใหม่ที่ส่งตรงจากญี่ปุ่น เธอสามารถเนรมิตอาหารเลิศรสได้ในพริบตา แต่ตอนนี้ ต่อให้เธอมีฝีมือระดับเทพเจ้า แต่ถ้าไม่มีวัตถุดิบ เธอก็ไม่ต่างอะไรกับคนไร้ความสามารถ

ความสิ้นหวังเริ่มเกาะกุมจิตใจ น้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอขึ้นมาที่ขอบตา เธอไม่ได้กลัวความลำบาก แต่เธอสงสารเด็กสามคนนั้น และโกรธแค้นชะตากรรมที่เล่นตลกกับเธอเช่นนี้

"ไม่มีอะไรเลยสินะ" เสียงของต้าเหมาดังขึ้นจากด้านหลัง เขาย่องมายืนดูเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ น้ำเสียงของเขาไม่ได้เย้ยหยัน แต่กลับเต็มไปด้วยความด้านชา ราวกับเคยชินกับความผิดหวังเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน "บอกแล้วไงว่าเธอแค่เสแสร้ง ถ้าไม่มีอะไรกิน ก็อย่ามาให้ความหวังพวกเรา"

คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดสาดเข้าหน้าซูชิง ทำให้เธอได้สติกลับมา

ใช่ เธอจะมายอมแพ้ตรงนี้ไม่ได้ เธอคือซูชิง เชฟผู้ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรคในครัว ถ้าไม่มีวัตถุดิบ เธอก็ต้องหา! ถ้าหาไม่ได้ เธอก็ต้องสร้างมันขึ้นมา!

เธอปาดน้ำตาลวกๆ สูดหายใจเข้าลึก พยายามเรียกสติและทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอย่างรวดเร็ว เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบบ้านและสิ่งที่พอจะกินได้ในฤดูกาลนี้

สายตาของเธอเหลือบไปเห็นถุงกระสอบใบเล็กที่ซุกอยู่หลังโถเก็บน้ำที่แห้งผาก มันดูสกปรกและมอมแมมจนแทบจะกลืนไปกับผนังดิน

ด้วยความหวังเฮือกสุดท้าย ซูชิงพุ่งตัวเข้าไปคว้าถุงใบนั้นออกมา มือที่สั่นเทาแก้ปมเชือกที่มัดปากถุงอย่างทุลักทุเล

เมื่อปากถุงเปิดออก กลิ่นเหม็นหืนจางๆ ก็ลอยออกมา

ข้างในนั้นมีแป้งสีเหลืองคล้ำที่บดอย่างหยาบๆ อยู่ก้นถุงประมาณสองกำมือ มันคือ 'แป้งข้าวโพด' คุณภาพต่ำที่สุดที่ยังปนเปื้อนไปด้วยรำข้าวและซังข้าวโพดบดละเอียด ซึ่งปกติแล้วมักจะใช้เป็นอาหารสัตว์มากกว่าอาหารคนในยุคสมัยของเธอ

แต่ในเวลานี้ ในวินาทีนี้ แป้งข้าวโพดหยาบๆ ก้นถุงนี้ กลับดูเลอค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก

ซูชิงรู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา เธอหันกลับไปมองเด็กๆ ที่ยืนมองเธออยู่ด้วยสายตาที่หลากหลาย

ต้าเหมายังคงมีสีหน้าบึ้งตึง เอ้อร์เหมาชะเง้อมองอย่างอยากรู้อยากเห็น ส่วนยาโถวหยุดร้องไห้แล้วและกำลังมองเธอตาแป๋ว

"ใครบอกว่าไม่มีอะไรกิน" ซูชิงชูถุงแป้งข้าวโพดขึ้นราวกับถ้วยรางวัล น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่กลับคืนมาอีกครั้ง

"คืนนี้เราจะไม่อดตายกันแล้ว ฉันสัญญา"

เธอรู้ดีว่าแป้งข้าวโพดแค่นี้ไม่พอที่จะทำให้อิ่มท้องได้ทั้งสี่คน และรสชาติของมันก็คงฝืดคอจนแทบกลืนไม่ลง แต่นี่คือจุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นของการต่อสู้กับความอดอยาก และจุดเริ่มต้นของการทลายกำแพงน้ำแข็งในใจของเด็กๆ เหล่านี้

ซูชิงลุกขึ้นยืน ถือถุงแป้งไว้มั่น แววตาของเชฟสาวผู้มั่นใจกลับมาฉายแสงอีกครั้งในดวงตาคู่นั้น

"ไปจุดไฟเถอะ ต้าเหมา" เธอออกคำสั่งแรกอย่างเป็นธรรมชาติ "มื้อแรกของบ้านตระกูลกู้ยุคใหม่ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel