บทที่ 1.4
“สิ่งนี้เป็นตราของเราเผ่าหมาป่า นับจากนี้เจ้าคือเจ้าสาวของข้า”
“แล้วเพราะอะไรจันทร์เสี้ยวของท่านจึงเปลี่ยนสีเจ้าคะ”
“ความสมดุลหยินหยาง ข้าพบเจ้า เจ้าพบข้า”
“เช่นนั้น” นางลูบใบหน้าตัวเอง
“ใช่ ของเจ้าเองก็เปลี่ยนสีเช่นกันกับของข้า จันทร์เสี้ยวสีแดง” เขาขยับลุกขึ้นจากนั้นจึงยื่นมือไปตรงหน้าเฉินซินเยว่
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงส่งมือให้เขากุมไว้ ในใจไม่ได้คิดอะไรมาก เบื้องหลังไม่มีสิ่งใดให้นางห่วงหาอีกต่อไปแล้ว ครอบครัวหรือก็ล้วนตายจาก นางนับว่าตัวคนเดียวโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง
เมื่อนางยืนขึ้นเขาก็พานางก้าวเดิน เฉินซินเยว่มองไปยังทิศทางเบื้องหลังที่เขาเพิ่งปรากฏตัว จากนั้นอดไม่ได้ที่จะถามออกมาเสียงเบา
“ท่านจะพาข้าไปไหนหรือเจ้าคะ”
“จิ่วซาน”
“แต่...ที่นี่ก็คือจิ่วซาน”
“ข้าหมายถึง...” เขาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงบอกนางเสียงเรียบ
“อีกด้านของจิ่วซาน ด้านที่มนุษย์ด้านนอกนั่นไม่เคยรับรู้ว่ามี”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวพลันมุ่นคิ้ว “ก่อนหน้านี้มีหลายคนถูกส่งมาบูชายัญ พวกนางล้วนไปที่นั่นหรือเจ้าคะ”
หลางจวินชะงักก่อนหันกลับมามองนาง “บุรุษเผ่าหมาป่าของเรามีเจ้าสาวที่มีตราซึ่งถูกประทับเอาไว้ หากเจ้าหมายถึงเจ้าสาวคนก่อนๆ อาจจะใช่ พวกนางเคยถูกส่งตัวไปที่นั่น”
“แต่...ทุกปีมีสตรีถูกส่งขึ้นมา”
รอยยิ้มของเขาทำให้นางขนลุก ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะมีชีวิตรอด!!!
“บางครั้งความงมงายของมนุษย์ก็เข้าขั้นโง่งม ภัยธรรมชาติและโรคระบาด มิได้เกิดขึ้นเพราะเทพผู้ปกปักขุนเขาเสมอไป แต่บางครั้งกลับเป็นเพราะน้ำมือของมนุษย์” เขากล่าวออกมาเสียงเรียบ
“ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“โรคระบาดเกิดขึ้นเพราะความเลินเล่อและความมักง่าย อุทกภัยเกิดขึ้นเพราะพวกเขาตัดไม้บนเขาจนเหี้ยน เช่นนี้ยังโทษว่าเป็นเพราะเทพเจ้าพิโรธได้อีกหรือ”
เฉินซินเยว่รับฟังด้วยท่าทีสงบ นางเองก็เคยคิดว่าชาวบ้านช่างงมงาย หากแต่วันนี้นางกลับได้พบกับเขา หลางจวิน บุรุษผู้ลึกลับซึ่งปรากฏตัวท่ามกลางป่าเขามืดมิด
“แล้วครั้งนี้ที่พวกเขาส่งข้ามาเล่าเจ้าคะ”
“เจ้ามาเพราะต้องมา” หลางจวินกล่าวจบก็หันกลับไป มือใหญ่จับจูงมือของหญิงสาวให้ออกเดิน
เขาไหนเลยจะบอกนางว่าความจริงแล้ว เขาใช้เล่ห์กลเล็กๆ น้อยๆ กับเจ้าหมอผีกำมะลอที่หลอกลวงชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ต้องลงแรงอะไรเลย นอกจากรอให้ชาวบ้านเหล่านั้นพานางมาส่งถึงมือเขา
เฉินซินเยว่มือหนึ่งถูกจับจูง มือหนึ่งยกขึ้นลูบจันทร์เสี้ยวที่เปลี่ยนเป็นสีแดง ในใจของนางสับสนจนไม่อาจเรียบเรียง
ตลอดมามีแต่คนรังเกียจจันทร์เสี้ยวบนใบหน้าของนาง แต่ไม่ว่าจะมองคราใดนางก็ให้รู้สึกว่ามันสวยมาก แม้จะเป็นสีดำหากแต่ไม่ว่าจะมองคราใด นางก็ไม่อาจรับรู้ถึงความชั่วร้าย
มาบัดนี้นางมีหลางจวินเดินนำอยู่ข้างหน้า กอบกุมมือนางให้ออกเดิน หัวใจที่สิ้นหวังของนางพลันรู้สึกถึงแสงแห่งความหวัง
ความหวาดกลัวและความโดดเดี่ยวที่ผ่านมา ดูเหมือนถูกหลางจวินปัดเป่าไปจนสิ้น
หัวใจของนางสงบลงจนน่าประหลาด นางสมควรกลัว หากแต่นางกลับมีความสุขกระทั่งไม่อาจห้ามรอยยิ้ม แม้จะเดินไปในทิศทางที่นางไม่รู้ เดินตามเขาไปในสถานที่ซึ่งนางไม่รู้จัก แต่ถึงอย่างนั้น นางกลับไม่รู้สึกหวาดหวั่นอีกต่อไปแล้ว
“ไม่ถามหรือว่าสถานที่ที่ข้าจะพาไปนั้น เป็นเช่นไร”
เฉินซินเยว่เงยหน้าขึ้นมองเขา รอยยิ้มสว่างเจิดจ้าของนางเผยออกมา เป็นรอยยิ้มและดวงตาของความจริงใจที่สานสบกับเขา
“ชีวิตข้าสิบปีก่อนรอดมาได้ หากแต่ก็ไร้ซึ่งความหวัง ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าจะเป็นทุกอย่างให้ข้า ดังนั้นท่านจะเป็นความหวังของข้า ท่านไปที่ใดข้าล้วนติดตาม”
“เจ้า...คิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ”
หลางจวินดูคล้ายตกตะลึงไปเล็กน้อยที่นางว่าง่ายถึงเพียงนี้ มือใหญ่กุมมือนางแน่นขึ้น จากนั้นไม่พูดไม่จาเขากลับพานางก้าวตรงไปข้างหน้า
ท่ามกลางความมืดมิด เฉินซินเยว่เดินตามเงาร่างสูงไป นางไม่หวาดหวั่น ก้าวเดินตามเขาไปด้วยหัวใจอันมั่นคง ฝากทุกอย่างเอาไว้ในมือเขา บอกตัวเองว่านับจากนี้นางจะมีเขา นางจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว
มืออันอบอุ่นที่กุมมือนางแน่น ยิ่งทำให้นางมั่นใจ ไม่ว่าเขาพานางไปที่ใดนางก็ไม่หวั่น เพราะแม้เขาจะดูเย็นชา หากแต่การกระทำของเขากลับแสดงให้นางเห็นชัด