บทที่ 1.3
แกร๊ก!!
เสียงกิ่งไม้แตกหักทำให้หญิงสาวหันขวับไปมองด้านหลัง นางหัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก
จิ่วซานแห่งนี้นางขึ้นมานับครั้งได้ เพราะลึกๆ แล้วยังคงหวั่นเกรงต่อความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน ความเชื่อเรื่องปีศาจแห่งความมืด ซึ่งสิงสถิตอยู่บนจิ่วซานแห่งนี้
หลายปีที่ผ่านหญิงสาวมากมายถูกส่งขึ้นมา ทุกคนล้วนหายตัวไปอย่างลึกลับ หากเรื่องปีศาจแห่งความมืดไม่ใช่เรื่องจริง แล้วสตรีเหล่านั้นเล่าหายไปไหน
ไร้ศพ ไร้ผู้พบเห็น หายไปอย่างไร้ร่องรอย…
เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาทุกทิศทุกทาง ทำให้เฉินซินเยว่ตัวสั่น เสียงนี้หาใช่เสียงของมนุษย์ นางอยู่ใกล้ทางขึ้นเขา แน่นอนย่อมรู้จักสัตว์ป่ามากมาย
เสียงที่ห้อมล้อมนางในยามนี้แน่นอนว่าจะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้นอกจากจิ้งจอกแห่งขุนเขา สัตว์นักล่าที่ออกล่าเหยื่อเป็นฝูง
เมื่อพบกับนักล่าในยามค่ำคืนเช่นนี้ นางมีเพียงต้องก่อกองไฟเพราะกลัวไฟ หากแต่นางจะจุดอย่างไรเล่า เพราะแม้แต่เวลาจะตั้งสติก็แทบจะไม่มี
ร่างเล็กก้าวถอยหลัง มือควานไปหาเกี้ยวที่เพิ่งจะก้าวออกมา แต่เฉินซินเยว่ได้แต่ก่นด่าตัวเอง ชุดเจ้าสาวสีแดงทำให้นางสะดุดล้มคะมำไปด้านหน้าอย่างแรง
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเงาดำทะมึนกลับยืนอยู่ หัวใจของหญิงสาวหล่นวูบ นางเงยหน้าขึ้นมองกระทั่งพบว่าเป็นหมาป่าตัวใหญ่ เสียงคำรามในลำคอพร้อมกับเขี้ยวสีขาวแวววับ ทำให้ร่างเล็กสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ในใจของหญิงสาวได้แต่อดหัวเราะด้วยความขมขื่นขึ้นมาไม่ได้ เพราะในที่สุดนางก็พบสาเหตุแล้วว่าเพราะอะไรสตรีที่ถูกส่งตัวขึ้นมาจึงล้วนหายตัวไปสิ้น
เพิ่งจะก้าวออกมาจากเกี้ยว ไม่เพียงแต่เจอกับฝูงจิ้งจอกกลุ่มใหญ่ หากแต่เมื่อถอยหลังยังมาเจอเข้ากับหมาป่าสีเทาตัวมหึมา
เสียงคำรามของหมาป่าส่งผลให้จิ้งจอกฝูงนั้นวิ่งหนีหาย หากแต่ด้วยตกใจกลัวเฉินซินเยว่ก็เริ่มถดตัวไปด้านหลัง หมาป่าตัวนั้นก้าวเข้ามาหานาง ดวงตาดุดันจ้องเขม็ง
เฉินซินเยว่หลับตาลงเพื่อรับชะตากรรม หากแต่...
“ขอโทษที่ข้ามาช้า”
เสียงนั้นทำให้นางลืมตาพร้อมกับเงยหน้าขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ พริบตานั่นหมาป่าตรงหน้ากลับกลายเป็นบุรุษสูงใหญ่ สง่างาม ...หล่อเหลา
คิ้วเรียวเลิกขึ้นมองร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มวัยไม่น่าจะเกินสามสิบตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาที่จับจ้องตรงมา ทำให้เฉินซินเยว่เบิกตากว้าง กึ่งกลางหน้าผากของเขามีปานจันทร์เสี้ยวเด่นชัด ทั้งยังเป็นรูปทรงและสีเดียวกันกับจันทร์เสี้ยวใต้ดวงตาของนาง!!!
“ในที่สุด” ดวงตาคมกริบจดจ้องมองนาง ทำให้เฉินซินเยว่ร่างแข็งค้าง
ร่างสูงค่อยๆ นั่งลงตรงหน้า ใบหน้าของเขายังคงตรึงร่างเล็กเอาไว้กับที่ เฉินซินเยว่จ้องเขม็งไปยังจันทร์เสี้ยวของเขา จากนั้นจึงเผลอสบตาอีกฝ่าย
ดวงตาของเขาเป็นสีน้ำตาลทองส่องประกาย คิ้วเข้มรับกับดวงตาดุดัน จมูกโด่งเป็นสันรับกับกรามเป็นแนวได้รูป ยิ่งบวกกับริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่น เสริมให้ใบหน้าหล่อเหลายิ่งดูโดดเด่น
มองสำรวจเขาอยู่นาน กว่าจะรู้ตัวว่าเขาเชยคางนางขึ้น เฉินซินเยว่ก็ต้องอุทานเมื่อได้กลิ่นหอมจางๆ โชยออกมาจากร่างแกร่ง
“ชื่อของเจ้า”
“เฉิน...ซินเยว่เจ้าค่ะ” นางตอบออกไปด้วยท่าทีเหม่อลอย ดวงตายังคงสานสบกับดวงตาสีน้ำตาลทองคู่นั้น
“ข้ามีนามเรียกขานว่าหลางจวิน นับจากนี้ข้าเป็นทุกสิ่งของเจ้า เจ้าจะมีข้าเป็นนาย เป็นเจ้าชีวิต เป็นสามี เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้า”
ไม่พูดเปล่ามือใหญ่ปัดลงไปยังจันทร์เสี้ยวบนใบหน้าของหญิงสาว นางรับรู้ได้ถึงความร้อนวูบสายหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสับสนงุนงง
กระนั้นเมื่อดวงตาของนางมองเห็นจันทร์เสี้ยวยังกึ่งกลางหน้าผากของชายหนุ่มค่อยๆ เปลี่ยนสี นางถึงกับเบิกตากว้าง พร้อมกันนั้นก็ยกมือขึ้นลูบจันทร์เสี้ยวของตัวเอง
“สิ่งนี้เป็นตราของเราเผ่าหมาป่า นับจากนี้เจ้าคือเจ้าสาวของข้า”